CBIZ Reviews – Manager Online http://www.cyberbiz.in.th เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Wed, 26 Apr 2017 06:35:18 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.7.2 Review : ASUS ZenFone Zoom S เน้นกล้องคู่ ท้าชน iPhone 7 Plus http://www.cyberbiz.in.th/review-asus-zenfone-zooms/ Thu, 20 Apr 2017 07:33:13 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25806

เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว เอซุส (ASUS) เป็นแบรนด์เดียวที่สร้างปรากฏการณ์คลอดสมาร์ทโฟนตระกูล ZenFone 3 ออกมากถึง 7 รุ่นครอบคลุมทุกตลาดตั้งแต่ระดับเริ่มต้นราคาหลักพันถึงแฟลกชิปสองหมื่นปลายๆ

มาต้นปีนี้ เอซุสต่อยอดความแรงด้วยการประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟนในกลุ่ม ZenFone Zoom เอาใจคนรักการถ่ายภาพบ้างกับ “ASUS ZenFone Zoom S” หรืออีกชื่อก็คือ “ASUS ZenFone 3 Zoom” ต่อยอด ASUS ZenFone Zoom เดิม (คลิกอ่านรีวิวได้ที่นี่) ที่เคยสร้างปรากฏการณ์กล้องซูมได้จริง 3 เท่ามาก่อนหน้า แต่ผลตอบรับไม่ดีเท่าที่ควร

การออกแบบ

ZenFone Zoom S ถูกจัดเป็นรุ่นพิเศษในกลุ่ม ZenFone 3 ที่เอซุสเลือกเน้นปรับส่วนกล้องถ่ายภาพทั้งหน้าและหลังเป็นจุดขายหลัก โดยในส่วนสเปกจะคล้ายกับ ZenFone 3 รุ่นที่ทีมงานไซเบอร์บิซเคยได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ (คลิกอ่านรีวิวที่นี่) เพราะฉะนั้นในบทความรีวิวนี้ ทีมงานจะขอเน้นลงรายละเอียดในส่วนกล้องถ่ายภาพทั้งหน้าและหลังเป็นหลัก

แต่ก่อนอื่น เรามารับชมเรื่องของการออกแบบที่ถูกปรับเปลี่ยนไปเล็กน้อยกันก่อน

เริ่มจากหน้าจอ เอซุสเปลี่ยนกระจกจอไปใช้ 2.5D Corning Gorilla Glass 5 ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1,920×1,080 พิกเซล

ด้านปุ่มคำสั่ง Navigation Buttons จะเป็นแบบสัมผัส แบ่งเป็น ปุ่มซ้ายย้อนกลับ ตรงกลางปุ่มโฮมและขวามือปุ่มเรียก Recent Apps โดยใต้ปุ่มคำสั่งจะไม่มีไฟส่องสว่างเวลากลางคืน

ในส่วนขนาดตัวเครื่อง ZenFone Zoom S จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 170 กรัม หนา 7.99 มิลลิเมตร

ด้านหลัง ใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียมมี 3 สีได้แก่ Navy Black, Glacier Silver และ Rose Gold พร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือและกล้องคู่รุ่นใหม่ล่าสุด

ด้านขวาของตัวเครื่อง จะเป็นที่อยู่ของช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Nano Sim รองรับ 2 ซิมการ์ด โดยช่องที่ 2 จะแชร์กับช่องใส่ MicroSD Card รองรับความจุสูงสุด 128GB

ด้านซ้ายของตัวเครื่อง จะเป็นที่อยู่ของปุ่มเปิดปิดเครื่องและปุ่มเพิ่มลดเสียง

ด้านล่าง ตรงกลางเป็นพอร์ต USB-C ฝั่งซ้ายเป็นช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ถัดมาเป็นไมโครโฟน ฝั่งขวาเป็นลำโพง

ด้านบน เป็นส่วนของไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน

กล้องหน้าและหลังปรับใหม่หมด

ถึงแม้ ASUS ZenFone Zoom S จะมาพร้อมกล้องหลังแบบคู่ (Dual Camera) เหมือนสมาร์ทโฟนคู่แข่งหลากหลายรุ่น แต่จุดประสงค์การพัฒนากล้องคู่ของเอซุสจะแตกต่างจากคู่แข่งที่ส่วนใหญ่จะเน้นใช้ทำหน้าชัดหลังเบลอ (Depth of Field) แต่กล้องคู่ของ ZenFone Zoom S จะถูกนำมาใช้เพื่อทำให้กล้องหลังสามารถซูมได้ (ตามชื่อรุ่น Zoom S)

ภาพจากกล้องตัวแรก ระยะ 25 มิลลิเมตร

ภาพจากกล้องตัวที่สอง ระยะ 59 มิลลิเมตร หรือเทียบเท่าซูม 2.3 เท่า

โดยกล้องตัวแรกจะเป็นมุมกว้าง (Wide) 25 มิลลิเมตร พร้อมรูรับแสงกว้าง f1.7 ส่วนกล้องตัวสองจะเป็นเทเล (Tele) 59 มิลลิเมตร พร้อมรูรับแสง f2.6 โดยระบบซูมจะถูกควบคุมผ่านซอฟต์แวร์ ASUS PixelMaster 3.0 ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกซูมภาพแบบออปติคอล (ซูมจริงผ่านเลนส์กล้อง) มากสุด 2.3 เท่า และสูงสุด 12 เท่าเมื่อซูมผ่านซอฟต์แวร์

นอกจากนั้น กล้องหลังคู่ยังรองรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Depth of Field) แบบเดียวกับ iPhone 7 Plus หรือ HUAWEI P10 ได้ด้วย

มาดูในส่วนสเปกกล้องหลังกันบ้าง ใน ZenFone Zoom S เอซุสปรับเซ็นเซอร์รับภาพเป็น Sony IMX362 ที่มีขนาด 1/2.55″ เซ็นเซอร์รับภาพรับแสงได้มากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป 2.5 เท่า รองรับความละเอียดภาพสูงสุด 12 ล้านพิกเซล พร้อมกันสั่น OIS 4 แกนสำหรับภาพนิ่งและ EIS 3 แกนสำหรับงานวิดีโอ 4K ประกบชิปประมวลผลภาพ ASUS SuperPixel ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับสี RGB ที่สามารถแก้ไขสีสันของภาพให้เป็นธรรมชาติได้

มาถึงระบบออโต้โฟกัสที่เอซุสปรับใหม่ยกแผงเช่นกัน โดยจากเดิมใน ZenFone 3 จะใช้เทคโนโลยีออโต้โฟกัส ASUS TriTech (Laser AF + Phase Detection AF + Continuous AF) แต่ใน ZenFone Zoom S จะปรับเปลี่ยนเป็น “ASUS TriTech+” ที่รวมเทคโนโลยีออโต้โฟกัสสุดฮิตของปัจจุบัน ตั้งแต่ Dual Pixel PDAF + Laser AF + Continuous AF (Subject Tracking) ทำให้การจับโฟกัสทำได้รวดเร็ว 0.03 วินาทีในทุกสภาวะแสง

พลิกกลับมาดูกล้องหน้า แน่นอนว่าถูกปรับเปลี่ยนใหม่เช่นกัน เริ่มตั้งแต่เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX214 รองรับความละเอียดภาพ 13 ล้านพิกเซล ไปถึงรูรับแสง f2.0 และกล้องหน้ายังรองรับเทคโนโลยี SuperPixel ทำให้สามารถเซลฟีในที่แสงน้อยได้ดีกว่าเดิม หรือถ้าอยู่ในที่มืดมิดจริงๆ หน้าจอสมาร์ทโฟนก็สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นไฟแฟลชได้เหมือนกับ iPhone 7 Plus

สุดท้ายมาดูซอฟต์แวร์กล้อง PixelMaster กันบ้าง โดยภาพรวมการใช้งานจะไม่ต่างจากสมาร์ทโฟน ASUS ZenFone ทุกรุ่น แต่ใน ZenFone Zoom S จะมาพร้อมโหมด Manual ที่ปรับตั้งค่าได้อิสระตั้งแต่ ปรับชดเชยแสง ค่าสมดุลแสงขาว โฟกัส ระบบวัดแสง รวมถึงสามารถเปิดใช้งาน RAW File สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการนำภาพไปตกแต่งผ่านซอฟต์แวร์ภายนอก

และนอกจากนั้นในส่วนของโหมดถ่ายภาพสำเร็จรูปก็มีให้เลือกใช้มากมายตั้งแต่ HDR Pro, ถ่ายภาพบุคคล/เซลฟีที่มาพร้อมส่วนปรับแต่งใบหน้าเราได้ทุกส่วนของหน้า โหมด Super Resolution อัปสเกลภาพไปถึงระดับ 47 ล้านพิกเซล รวมถึงโหมดกล้องอ่าน QR-Code, เซลฟีหมู่, ทำสโลโมชั่น, Timelapse และโหมดถ่ายภาพอื่นๆอีก 20 กว่าโหมด

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก ASUS ZenFone Zoom S

สเปกและฟีเจอร์เด่น

ASUS ZenFone Zoom S ยังคงขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 625 Octa-core ความเร็ว 2.0GHz พร้อมแรม 4GB เช่นเดียวกับ ZenFone 3 โดยในส่วนรอมสำหรับรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบจะมีความจุอยู่ที่ 64GB เหลือให้ใช้จริงประมาณ 51.94GB แบตเตอรีให้มา 5,000mAh ขับเคลื่อนด้วย Android 6.0.1 และ ZenUI 3.0

ด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย รองรับ 3G/4G ทุกเครือข่ายในประเทศไทยพร้อมรองรับ VoLTE ในส่วน WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 b/g/n บลูทูธ 4.2 ไม่มี NFC

ส่วนสเปกอื่นๆที่น่าสนใจ ZenFone Zoom S มาพร้อมชิปถอดรหัสเสียง Hi-Res Audio 192kHz/24 บิต รองรับระบบเสียง DTS สำหรับหูฟังและมาพร้อมภาครับสัญญาณ FM Stereo

มาถึงส่วนของซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ ZenUI 3.0 จะเห็นว่าไม่แตกต่างจาก ZenFone 3 รุ่นที่ทีมงานได้รีวิวไปเมื่อปีที่แล้วแต่อย่างใด (คลิกที่นี่เพื่ออ่านรีวิว) จะมีเพิ่มเข้ามาก็เป็นแอปฯจำพวกตรวจวัดก้าวเดิน Health Hub และความสามารถในการซ่อนแจ้งเตือนแอปพลิเคชันที่เราไม่ต้องการได้

ที่สำคัญสำหรับคนที่เป็นเจ้าของ ASUS ZenFone Zoom S อย่าลืมล็อคอิน Google Drive ก่อนใช้งาน เพื่อเปิดใช้พื้นที่เก็บข้อมูลฟรี 100GB เป็นเวลา 2 ปี

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

PC Mark
Work 2.0 = 4,667 คะแนน
Computer Vision = 2,806 คะแนน
Storage Score = 3,988 คะแนน

3D Mark
Sling Shot Extreme = 467 คะแนน
Sling Shot = 849 คะแนน
Ice Storm Extreme = 8,132 คะแนน

Vellamo
Chrome Browser = 3,270 คะแนน
Metal = 1,490 คะแนน
Multicore = 2,571 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 4,254 คะแนน
CPU Tests = 21,956 คะแนน
Memory Tests = 3,069 คะแนน
Disk Tests = 56,198 คะแนน
2D Graphics Tests = 2,965 คะแนน
3D Graphics Tests = 1,308 คะแนน

Geekbench 4
Single-Core = 857 คะแนน
Multi-Core = 4,096 คะแนน

ด้านการใช้งานจริง ZenFone Zoom S ซึ่งขับเคลื่อนด้วย ZenUI 3.0 ยังคงความลื่นไหลเช่นเดิม ตัว UI สามารถปรับแต่งได้อิสระแทบทุกส่วน การเรียกแอปฯและใช้งานไม่มีอาการหน่วงช้าหรือแอปฯเด้งออกให้พบเห็น แรม 4GB ถือว่าเพียงพอกับการใช้งานทั่วไปแน่นอน รวมถึงการเล่นเกมถ้าไม่ใช่เกมกราฟิกสูงมาก ZenFone Zoom S ก็สามารถเล่นได้ลื่นไหล แต่อาจจะโหลดข้อมูลช้ากว่าสมาร์ทโฟนตัวท็อปของตลาดเล็กน้อย

มาถึงจุดที่น่าประทับใจที่สุดก็คือเรื่องแบตเตอรีขนาด 5,000 mAh กับระบบจัดการพลังงานที่ทำได้ค่อนข้างดีมาก (แถมยังปรับเลือกรูปแบบการใช้พลังงานได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการได้ด้วย) ทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่อง (เปิดหน้าจอตลอดเวลา) ได้ยาวนาน 14-20 ชั่วโมงเลยทีเดียว และถ้าเป็นคนใช้งานสมาร์ทโฟนไม่หนัก ชาร์จแบตเตอรีเต็มหนึ่งครั้งอาจอยู่ได้นานถึง 1-2 วันเลย

มาถึงในส่วนกล้องถ่ายภาพ หลังจากทดสอบอยู่ร่วมอาทิตย์ อย่างแรกกล่าวถึงความประทับใจก่อนว่า เทคโนโลยีกล้องของเอซุสถือว่าพัฒนามาได้ดี โดยเฉพาะระบบออโต้โฟกัสที่รวดเร็วและแม่นยำ กล้องหน้าลูกเล่นน่าสนใจและทำได้ดีกว่าหลายแบรนด์ในราคาระดับเดียวกัน รวมถึงการถ่ายในที่แสงน้อยก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน แต่ในเรื่องคุณภาพไฟล์ภาพ ส่วนนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่เอซุสยังคงต้องพัฒนา เพราะถ้าเทียบกับ iPhone 7 Plus ที่เอซุสตั้งให้เป็นคู่แข่งของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ไฟล์ภาพของเอซุสจะค่อนข้างปรุงแต่งทั้งเรื่องความคมชัดของภาพที่มากเกินไปจนทำให้เวลาซูมดูภาพแล้วเกิดอาการภาพแตกเป็นวุ้นๆ ส่วนสีสันถ้ามองผ่านหน้าจอ ZenFone Zoom S จะให้สีสันที่สดจนเกินธรรมชาติไปมาก ต้องมาเปิดดูในคอมพิวเตอร์ถึงจะเห็นสีสันที่แท้จริง แม้จะปรับเลือกความเข้มของสีสันและแสงของหน้าจอได้ แต่เมื่อปรับเป็นค่ามาตรฐาน สีกลับจืดชืดไม่เป็นธรรมชาติ

อีกเรื่องที่เหมือนเอซุสยังไม่ได้แก้ไขตั้งแต่ ZenFone รุ่นก่อนหน้าก็คือ โหมดวิดีโอทั้ง 1080p และ 4K ยังให้คุณภาพที่ไม่ดี ถึงแม้วิดีโอจะสามารถปรับเลือกคุณภาพไฟล์ได้ทั้งแบบมาตรฐานและแบบละเอียด แต่เมื่อปรับใช้ค่าสูงสุด ไฟล์ที่ได้ดีขึ้นแต่ภาพกลับไม่ลื่นไหล มีอาการภาพสะดุดให้เห็น

ส่วนระบบกันสั่นวิดีโอและภาพนิ่งทั้ง OIS และ EIS ถูกปรับปรุงมาได้ดีมากแล้ว

โดยภาพรวมทุกส่วน ZenFone Zoom S มีดีที่เรื่องกล้องเพียงอย่างเดียว เนื่องจากซอฟต์แวร์และสเปกเครื่องไม่แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน ทำให้จุดดีทั้งหมดมาอยู่ที่กล้อง ซึ่งถ้ามองถึงเรื่องเทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพ ส่วนนี้สอบผ่านเพราะออกแบบมาได้ดีมาก แถมใช้งานได้จริง แต่เมื่อมาเจาะลึกถึงเรื่องไฟล์ภาพ ส่วนนี้ถือว่าเอซุสยังต้องพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะส่วนของภาคซอฟต์แวร์ที่เข้าไปจัดการไฟล์ภาพมากเกินควร จนทำให้ภาพที่ได้ดูแข็งและไม่เป็นธรรมชาติอย่างมาก ต่างจากคู่แข่งที่เอซุสเลือกท้าชนอย่าง iPhone 7 Plus ที่ให้คุณภาพไฟล์ภาพที่ดีกว่า

แต่ทั้งนี้ถ้ามองถึงราคาเทียบกับสิ่งที่ได้กลับมา สำหรับ ASUS ZenFone Zoom S อยู่ที่ 16,900 บาท เทียบกับ iPhone 7 Plus แล้วราคาต่างกันเป็นเท่าตัว ทำให้ ASUS ZenFone Zoom S ดูจะคุ้มค่ามากกว่า สำหรับคนที่มีงบประมาณจำกัดและกำลังมองหาสมาร์ทโฟนกล้องคู่แบบ iPhone 7 Plus แต่ก็ใช่ว่าในช่วงราคานี้จะไม่มีตัวเลือกอื่นเลย เพราะในปีนี้สมาร์ทโฟนระดับราคาหมื่นกลางๆกำลังเข้ามาทำตลาดหลายรุ่น โดยหนึ่งในรุ่นที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ OPPO R9s Plus ที่มีดีกรีทั้งกล้องและประสิทธิภาพที่ปรับแต่งมาได้ลงตัวไม่แพ้กัน

ข้อดี

– ZenUI 3.0 มาพร้อมฟีเจอร์ที่สามารถปรับแต่งได้อิสระแทบทุกส่วน
– ลำโพงถึงแม้มีตัวเดียว แต่ให้เสียงดังฟังชัดมาก
– กล้องคู่เน้นสองระยะแบบเดียวกับ iPhone 7 Plus
– ฟีเจอร์กล้องมีให้เลือกใช้งานหลากหลาย
– กล้องมีกันสั่น OIS+EIS
– แบตเตอรีอึดมาก

ข้อสังเกต

– สเปกโดยรวมเหมือน ZenFone 3 เมื่อปีที่แล้ว
– วิดีโอ โดยเฉพาะความละเอียด 4K ยังให้คุณภาพไฟล์ที่ไม่ดี
– หน้าจอ สีและคอนทราสต์จัดเกินไป แม้จะปรับแต่งแล้วก็ยังให้ภาพที่ไม่เป็นธรรมชาติอยู่ดี

]]>
เปิดประสบการณ์ Sennheiser HE1 หูฟังราคา 2.4 ล้านบาท มีอะไรดี http://www.cyberbiz.in.th/preview-sennheiser-he1/ Sun, 16 Apr 2017 08:17:33 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25768

ตั้งแต่มีข้อมูลออกมาถึงหูฟังที่แพงที่สุดในโลก กับราคาเกือบ 2 ล้านบาท ของ Sennheiser HE1 เชื่อว่าในกลุ่มนักเล่นเครื่องเสียง หรือผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวต่างมีความอยากลอง หรือขอให้ได้สัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิต

เมื่อ Sennheiser เตรียมนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ราคาที่จำหน่ายเมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจะพุ่งไปอยู่ที่ราว 2.4 ล้านบาท แน่นอนว่า เครื่องเสียงในระดับนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแบบผลิตตามสั่ง (Made to Order) อยู่แล้ว ดังนั้นโอกาสที่จะได้ลองใช้จึงแทบไม่มี

ความเคลื่อนไหวในระดับภูมิภาคเอเชีย หลังจาก Sennheiser เริ่มนำหูฟังรุ่นดังกล่าว เดินสายให้สื่อ และผู้เชี่ยวชาญได้ทดสอบกัน ก็เริ่มมีออเดอร์เข้ามาจากในสิงคโปร์ ส่วนในประเทศไทยคงยังต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีใครสั่งเข้ามาใช้งานกันหรือไม่

ถ้าเป็นผู้ใช้ในกลุ่มที่ติดตามเครื่องเสียง หรือหูฟังอยู่แล้ว เชื่อว่าจะรู้จักกับ หูฟังออร์เฟียส ที่ถือเป็นหูฟังระดับตำนาน และถูกยกย่องว่าเป็นหูฟังที่เสียงดีที่สุดในโลก และแน่นอนว่าระดับราคาของหูฟังก็สูงมากเช่นเดียวกัน

สำรวจจุดเด่น

การมาของ Sennheiser HE1 เหมือนเป็นการต่อยอดของหูฟังระดับออร์เฟียส ในการสร้างประสบการณ์ด้านเสียงที่ดีที่สุดแก่ผู้ฟัง โดยผสมรวมเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เข้ากับวัสดุคุณภาพสูงที่นำมาใช้ เป็นงานคราฟจากช่างฝีมือระดับไฮเอนด์

โดยจุดเด่นที่สุดของ Sennheiser HE1 คือเป็นหูฟังที่ตอบสนองความถี่ที่ขยายขอบเขตการได้ยินของมนุษย์ให้กว้างที่สุด และลดค่าความเพี้ยนของสัญญาณเสียงโดยรวมให้น้อยที่สุด เพื่อให้สามารถเข้าถึงอรรถรสในการฟังเพลงได้อย่างเต็มที่

ส่วนประกอบของ Sennheiser HE1 ในส่วนของฐานจะประกอบด้วยอะลูมิเนียมที่ถูกเจาะช่องมาให้กลายเป็นที่วางหูฟัง ภายในมีระบบแมคคานิคควบคุมฐานวางหูฟัง ข้างๆจะมีแอมพลิไฟร์เออร์ 8 หลอด ที่เป็นหลอดสูญญากาศคลุมด้วยแก้วควอท์ซ บนกล่องหินอ่อนคาร์รารา ที่จะถูกเคลื่อนขึ้นมาเมื่อเปิดใช้งาน

โดยทาง Sennheiser ให้เหตุผลที่เลือกหินอ่อนมาจากเมืองคาร์รารา (Carrara) มาใช้เพราะถือเป็นวัสดุที่ช่วยส่งผ่านเสียงได้แบบไม่เก็บกักเสียง และเป็นหินชนิดเดียวกับที่ ไมเคิลแองเจโลนำมาใช้ในงานแกะสลัก

ถัดลงมาจากหลอดแอมป์ เป็นส่วนของตัวกระตุ้นเสียงขั้นสูงจากแอมป์ ที่ส่งตรงไปยังส่วนครอบหูฟัง ที่สำคัญคือมีการย่นระยะการเดินทางของเสียงจากแอมป์สู่ไดอะแฟรมให้สั้นที่สุด นั้นคือ น้อยกว่า 1 เซนติเมตร ผลที่ได้คือใช้พลังงานน้อย ทำให้ประหยัดและไม่ต้องชาร์ตไฟบ่อยครั้ง

นอกจากนี้ บริเวณขั้วไฟฟ้าเซรามิกจะถูกเคลือบด้วยทอง และไดอะแฟรมเคลือบด้วยทองคำขาว โดยความหนาของไดอะแฟรมทั้งหมด มีขนาด 2.4 ไมโครมิเตอร์ในการช่วยควบคุมการสั่นสะเทือนที่เหมาะสมที่สุด ส่วนสายเคเบิลทั้งแปดเส้น ทำขึ้นจากทองแดงที่ปราศจากออกซิเจนเพื่อให้ได้ค่าการนำไฟฟ้าสูงซึ่งเคลือบด้วยแร่เงิน

ในส่วนของระบบแปลงสัญญาณสามารถตอบสนองความถี่ได้จาก 8 Hz ถึงกว่า 100 kHz ซึ่งเป็นช่วงความถี่ที่สามารถได้ยิน ช่วยให้เสียงไม่เพี้ยนอย่างแน่นอน และยังเป็นการทำให้ผู้ฟังได้ยินเสียงเครื่องดนตรีที่อาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อนในการฟังเพลงจากหูฟังรุ่นอื่นๆ

อีกจุดที่ทำให้ HE 1 น่าสนใจคือการแปลงสัญญาณดิจิตอล ที่ถูกเชื่อมต่อผ่าน S/PDIF (optical and coaxial) หรือผ่าน USB HE 1 ไปยังสัญญาณแอนาล็อกโดยใช้ชิป ESS SABRE ES9018 ผ่านตัวแปลงจากระบบดิจิตอลสู่อะนาล็อก (DAC) ภายในทั้ง 8 มีความละเอียด 32 บิต และอัตราตัวอย่างที่มากถึง 384 kHz หรือสัญญาณไฟล์ดิจิตอล (DSD) 2.8 MHz และ 5.6 MHz จะถูกทำให้สมดุลเพื่อแปลงเป็นสัญญาณแอนาล็อก

เริ่มต้นใช้งาน

ในการใช้งานเมื่อกดปุ่มเปิด/ปิดเสียง แผงควบคุมที่ด้านหน้าจะค่อยๆยื่นออกมาจากตัวเครื่องขยายเสียง ก่อนที่หลอดสูญญากาศที่บรรจุอยู่ในแก้วควอทซ์จะยื่นออกมาจากตัวเครื่อง และจะเรืองแสงออกมาเป็นสีส้ม

กล่องหูฟังที่อยู่ด้านบนตัวเครื่องที่เป็นฝากระจกจะถูกเปิดออก ทำให้เห็นหูฟังอย่างชัดเจน โดยตัวสวิทช์แบบหมุนและส่วนประกอบต่างๆ ของแผงควบคุมนั้นทำมาจากทองเหลืองชุบด้วยโครเมี่ยม ตำแหน่งของสวิทช์ทั้งสี่จะถูกควบคุมด้วยไมโครโปรเซสเซอร์และเปิดใช้งานด้วยรีเลย์ที่มีคุณภาพสูง

นอกจากนี้ อุปกรณแต่ละส่วนสามารถควบคุมได้ด้วยรีโมทจากระยะไกลและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามผู้ฟัง โดยจะมีการจำค่าล่าสุดที่ใช้งานไว้ในแต่ละประเภทของการเชื่อมต่อ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของหูฟัง ที่ครอบหูจะทำมาจากหนังแท้ที่ผลิตในเยอรมัน ภายในบุด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ ช่วยที่ระบายอากาศ เพื่อให้ได้คุณภาพของการดูดซับเสียงที่ดีที่สุด โดยเมื่อใส่แล้วจะครอบไปทั้งใบหู น้ำหนักอยู่ในระดับที่รับได้ ไม่หนักจนเกินไป ช่วยให้ใส่ใช้งานเป็นเวลานานได้

แต่ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณหูฟังจะตัวขยายสัญญาณซ่อนอยู่เพื่อลดการสูญเสียสัญญาณที่ถูกส่งผ่านสายมา ทำให้เวลาใช้งานจะรู้สึกอุ่นๆหูเล็กน้อย แต่ถ้าใช้งานในสภาพห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ก็แทบไม่ส่งผลกระทบต่อการรับฟังแต่อย่างใด

สำหรับราคาจำหน่ายของ Sennheiser HE 1 สามารถสั่งซื้อล่วงหน้าผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยได้แล้ว ในราคาประมาณ 50,000 ยูโร (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หรือราว 2.4 ล้านบาท เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยใช้เวลาในการสั่งผลิตประมาณ 90-120 วัน

ขณะเดียวกันเนื่องจากเป็นสินค้าแบบผลิตตามสั่ง กรณีที่ต้องการหูฟังเพิ่มจากปกติที่ให้มา 1 ชุด ก็สามารถสั่งทำเพิ่มเป็น 2 ชุด เพื่อให้นำมาฟังพร้อมกัน 2 คนได้ โดยที่ตัวเครื่องด้านหลังจะมีช่องให้ต่อหูฟังเพิ่มอยู่ ได้คุณภาพเสียงที่ใกล้เคียงกัน

ลองฟัง

ด้วยความที่ปกติไม่ได้เป็นคนที่เล่นเครื่องเสียงมากนัก เข้าไปฟังด้วยความรู้ระดับงูๆปลาๆ โดยในช่วงก่อนเข้าไปทดลอง ทีมงานได้มีการจัดให้ทดสอบหูฟังรุ่นอื่นๆของ Sennheiser ที่วางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันไปด้วยระหว่างรอคิว

พอถึงเวลาที่ได้เข้าไปลองฟัง จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำ และเลือกเพลงให้เบื้องต้น ซึ่งก็จะเป็นเพลงที่ถูกใช้ในการทดสอบหูฟัง หรือเครื่องเสียงต่างๆ เพื่อฟังเสียงเครื่องดนตรีต่างๆในทุกช่วงคลื่น ความประทับใจแรกเลยคือ จากคนที่ไม่ค่อยสนใจแยกเครื่องดนตรีในเพลง กลับฟังออกมาได้ชัดเจนว่ามีเครื่องดนตรีอะไรบ้างในเพลง และให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องมาเล่นอยู่ใกล้ๆในมุมต่างๆรอบตัว

ถัดมา ทาง Sennheiser ได้เปิดให้เลือกเพลงฟังเอง เลยอยากลองเลือกเพลงที่เป็นเสียงสังเคราะห์คุณภาพเสียงทั่วๆไป 128 kbps – 192 kbps แต่เสียงที่ได้ก็ออกมาในระดับที่ไม่เคยฟังมาก่อนจากหูฟังปกติ แต่ด้วยการที่เป็นหูฟังที่ไม่ได้เน้นเบสมากนัก และคงไม่มีคนเอามาใช้ฟังพวกเครื่องดนตรีสังเคราะห์ ก็เลยจบไป

ปิดท้ายกับเพลงในท้องตลาดๆที่ขึ้นท็อปชาร์ตอยู่ในขณะนี้อย่าง Shape of you ของ Ed Sheeran โดยคุณภาพเสียงของเพลงเป็นไฟล์ FLAC ที่ทีมงานเตรียมมา ยิ่งตอกย้ำความประทับใจในการฟังมากขึ้น จากเสียงเครื่องดนตรีบางชนิดที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนจากหูฟังปกติ ช่วยให้ฟังเพลงสนุกขึ้นอย่างมาก

รวมๆแล้วถือเป็นการเปิดประสบการณ์ในการฟังเพลงจากหูฟังราคากว่า 2 ล้านบาท ที่เชื่อว่าสร้างความประทับใจให้แก่สื่อหลายสำนัก และผู้ฟังที่ได้รับเลือกจากตัวแทนจำหน่ายเข้าไปทดลอง ส่วนใครที่มีกำลังซื้อในระดับดังกล่าว และอยากได้หูฟังที่ซื้อแล้วจบ HE 1 จะกลายเป็นตัวเลือกหลักโดยปริยาย

แน่นอนว่า คำถามที่หลายๆคนสนใจคือ ถ้านำเงินกว่า 2 ล้านบาทไปลงทุนทำห้องฟังเพลง พร้อมซื้ออุปกรณ์แยกมาใช้ฟังไปเลยไม่ดีกว่าหรือ คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญของเซนไฮเซอร์ก็ตอบกลับมาง่ายๆว่า โจทย์ของ HE 1 คือการนำคุณภาพเสียงระดับสูงมาให้คนที่ชื่นชอบฟังแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่หยิบหูฟังขึ้นมาสวมหูก็อินไปกับเพลงได้ทันที จึงเน้นที่ความสะดวกมาก และไม่ต้องใช้พื้นที่ในการฟังเพลงมากกว่า

Gallery

]]>
Review : Clips แอปทำคลิปวิดีโอสุดสร้างสรรค์จากแอปเปิล http://www.cyberbiz.in.th/review-clips-apple/ Fri, 07 Apr 2017 16:53:53 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25771

Clips (คลิป) แอปพลิเคชันชื่อสั้น ขนาดเล็กเพียง 49 MB ผลงานพัฒนาจากแอปเปิลที่มีหลักการทำงานแบบเดียวกับชื่อก็คือ “เป็นแอปฯสำหรับสร้างคลิปวิดีโอขนาดสั้นเพื่อใช้ตั้งแต่บันทึกเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ใช้สร้างคลิปวิดีโอขนาดสั้นเพื่อส่งความสุขให้เพื่อนในเทศกาลต่างๆ” พร้อมลูกเล่นสร้างสรรค์มากมาย ตั้งแต่ ใส่เอฟเฟ็กต์ กราฟิกและอื่นๆ

โดยวันนี้ทีมงานไซเบอร์บิซจะขอหยิบยก Clips มารีวิวให้ชมกันแบบจัดเต็มทั้งวิดีโอและบทความรีวิวพร้อมวิธีใช้งานเบื้องต้น

โดย Clips เป็นแอปฯที่ถูกออกแบบมาทำงานบน iOS Device เท่านั้น ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ >ที่นี่< (ต้องการ iPhone 5s หรือใหม่กว่า, iPad Pro, iPad (รุ่นที่ 5), iPad Air หรือใหม่กว่า, iPad mini 2 หรือใหม่กว่า และ iPod touch (รุ่นที่ 6) และต้องใช้กับ iOS 10.3 หรือใหม่กว่า)

การทำงาน

ตัวแอปฯ Clips จะเน้นการบันทึกวิดีโอในอัตราส่วน 1:1 (Instragram Size) ความละเอียด 1,080×1,080 พิกเซลพร้อมเสียง และผู้ใช้สามารถเลือกตกแต่งคลิปวิดีโอด้วยเอ็ฟเฟ็กต์ต่างๆได้อย่างอิสระไปถึงใส่เสียงเพลงประกอบก็สามารถทำได้ หรือถ้าไม่อยากบันทึกวิดีโอ ระบบก็เปิดโอกาสให้สามารถนำภาพนิ่งจาก Gallery รวมถึงวิดีโอที่บันทึกไว้ก่อนหน้ามาใช้งานได้เช่นกัน

ในส่วนจุดขายหลักของ Clips ก็คือ ระหว่างบันทึกคลิปวิดีโอ เราสามารถพูดแล้วให้ระบบถอดคำพูดแล้วแปลงเป็นตัวอักษรใส่ลงในคลิปวิดีโอในลักษณะ “คำบรรยายสด (เหมือน Subtitle ในภาพยนตร์)” ได้โดยไม่จำกัดความยาวของคลิป

มาถึงการแชร์คลิป Clips รองรับการแชร์วิดีโอไปยังแพลตฟอร์ม Facebook, Vimeo, Youtube, Instagram และ Twitter หรือถ้าอยากโพสต์คลิปด้วยตัวเองก็สามารถเลือก Export ไปเก็บไว้ใน Gallery ในเครื่องก่อนแล้วค่อยเลือกแชร์คลิปภายหลังได้

เริ่มใช้งาน

แนะนำให้รับชมวิธีใช้งาน Clips จากวิดีโอด้านล่างจะเห็นภาพการทำงานได้ชัดเจนกว่าบทความรีวิว เนื่องจากตัวแอปฯมีลูกเล่นค่อนข้างมาก

สรุปความสามารถของแอปฯ Clips

1.แอปฯเน้นผลิตคลิปวิดีโอขนาดสั้นเพื่อใช้ส่งไปให้เพื่อนๆ เน้นความสนุกสนามและความคิดสร้างสรรค์ โดยเราสามารถออกแบบรูปแบบการนำเสนอได้อิสระ ไม่จำกัดเวลาคลิปวิดีโอ
2.ตัวแอปฯสามารถบันทึกวิดีโอพร้อมใส่คำบรรยายแบบสดๆได้โดยระบบจะทำการแปลงเสียงพูดของเราเป็นข้อความอัตโนมัติ
3.การเปลี่ยนภาษาต้องทำผ่านส่วนตั้งค่าภาษาของตัวเครื่อง iPhone/iPad
4.นอกจากวิดีโอยังสามารถนำภาพนิ่งมาใส่คำบรรยายพร้อมเสียงพูดรวมถึงตกแต่งใส่เอ็ฟเฟ็กต์ Emoticons ให้ภาพนิ่งได้
5.ถ้าไม่อยากใส่วิดีโอหรือภาพนิ่ง สามารถใส่ข้อความอย่างเดียวก็ได้ เพราะตัวแอปฯมีชุดตัวอักษรมาให้เลือกใช้งานและแก้ไขข้อความได้ตามที่เราต้องการ
6.ไฟล์ที่ Export มาจาก Clips เป็นไฟล์วิดีโอความละเอียด 1,080×1,080 พิกเซล อย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเซฟเป็นไฟล์ภาพนิ่งได้

]]>
Review : OPPO R9s กล้องเด่น ราคาโดน กับสมาร์ทโฟนสุดคุ้มของปีนี้ http://www.cyberbiz.in.th/review-oppo-r9s/ Thu, 06 Apr 2017 11:07:08 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25713

หลังจาก OPPO (ออปโป้) เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธง R9s Plus ไปเมื่อต้นปี (พร้อมขายแล้ว) วันนี้ก็ถึงคิวของน้องรอง R9s กับว่าที่สมาร์ทโฟนรองท็อปที่มีความโดดเด่นอยู่ที่สเปกกล้องหน้าและหลัง เอาใจทั้งขาเซลฟีและคนชอบถ่ายภาพ โดยในรุ่น R9s และ R9s Plus มีจุดขายที่น่าสนใจอยู่ในเรื่องราคาค่าตัวไม่เกิน 2 หมื่นบาท แต่สเปกและฟังก์ชันการใช้งานเทียบกับคู่แข่งเรือธงในท้องตลาดได้แน่นอน โดยเฉพาะรุ่นรอง R9s ที่ออปโป้คาดหวังจะให้เป็นสมาร์ทโฟนเน้นความคุ้มค่าคุ้มราคามากที่สุด

การออกแบบ

สำหรับ OPPO R9s จะมาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1,920×1,080 พิกเซล ครอบทับด้วยกระจกจอ 2.5D Gorilla Glass 5 พร้อมรองรับการสัมผัสขณะสวมถุงมือหรือแม้กระทั่งนิ้วเปียกก็สามารถจิ้มสั่งงานหน้าจอได้

ด้านกล้องถ่ายภาพด้านหน้า ติดตั้งอยู่ข้างลำโพงสนทนาโทรศัพท์ มาพร้อมความละเอียดภาพ 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f2.0

น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 147 กรัม บาง 6.58 มิลลิเมตร มีสีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Gold และ Rose Gold

ในส่วนปุ่มโฮมจะใช้ระบบ Solid-State เป็นเซ็นเซอร์อ่านลายนิ้วมือ (ไม่ใช่ปุ่มกด) คล้ายกับ iPhone 7/7 Plus เพียงผู้ใช้นำนิ้วมาสัมผัสเบาๆ (ไม่ต้องออกแรงกด) ระบบจะอ่านลายนิ้วมือและปลดล็อกหน้าจอทันที หรือระหว่างใช้งานเพียงสัมผัสเบาๆที่ปุ่มนี้ ระบบจะพากลับมาที่หน้าโฮมสกรีนทันที

มาถึงจุดที่น่าสนใจและถือเป็นครั้งแรกของกลุ่มสมาร์ทโฟนราคาไม่เกิน 2 หมื่นบาทก็คือ “ออปโป้ได้ฝังเสาสัญญาณ Ultra-fine บาง 0.3 มิลลิเมตรมาให้จำนวน 6 เสา” แบ่งเป็น 2 ชุด (ด้านบน 3 เสา ด้านล่าง 3 เสา) ทำให้ทั้ง OPPO R9s และ R9s Plus จะสามารถจับทั้งสัญญาณ WiFi และ 4G ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

พลิกเครื่องมาดูรายละเอียดด้านหลัง นอกจากเสาสัญญาณ 6 เสา พาดผ่านดึงดูดสายตาแล้ว เรื่องของกล้องถ่ายภาพหลังยังถูกกล่าวเป็นจุดขายหลังของ R9s อีกด้วย โดยกล้องหลังจะมาพร้อมความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX398 รูรับแสงกว้าง f1.7 พร้อมเทคโนโลยีโฟกัส Dual PDAF แบบเดียวกับ Dual Pixel บน Samsung Galaxy S7 โดยระบบดังกล่าวจะทำให้กล้องสามารถจับโฟกัสได้เร็วขึ้น 40% แม้ในที่แสงน้อย รวมถึงความแม่นยำที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งในรุ่น R9s Plus จะมาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS+ (R9s รุ่นที่ทีมงานทดสอบ ไม่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวเชิงฮาร์ดแวร์ แต่ใช้ซอฟต์แวร์เป็นตัวจัดการแทน)

ส่วนไฟแฟลชจะเป็น Dual LED True Tone

กลับมาดูพอร์ตเชื่อมต่อและปุ่มกดรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านขวาของเครื่อง จะเป็นช่องใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์ รองรับ 2 ซิมแบบนาโน โดยช่องใส่ซิมที่ 2 จะแชร์กับช่อง MicroSD Card (รองรับความจุสูงสุด 256GB)

ถัดลงมาเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง

อีกด้านเป็นปุ่มเพิ่มลดเสียง

ด้านล่าง เริ่มจากซ้ายมือจะเป็นช่องลำโพง ตรงกลางเป็นพอร์ต MicroUSB ไมโครโฟนและขวามือเป็นช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

ด้านบน ไม่มีพอร์ตเชื่อมต่อและปุ่มกดใดๆ นอกจากช่องไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวนและใช้บันทึกวิดีโอ

ในส่วนระบบชาร์จไฟยังคงเอกลักษณ์ออปโป้ VOOC Flash Charge เช่นเดิม (สาย MicroUSB จะออกแบบพิเศษ สังเกตพอร์ตเชื่อมต่อจะเป็นสีเขียว) โดยการใช้เวลาชาร์จไฟ 30 นาทีจะเพิ่มระดับแบตเตอรีได้มากสุด 75% หรือคิดเป็น 4 เท่าของระบบชาร์จไฟปกติ พร้อมระบบตรวจวัดแรงดันไฟและตรวจจับความร้อนขณะชาร์จ ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรได้ด้วย

สเปก

สเปก OPPO R9s จะมาพร้อมหน่วยประมวลผล Qualcomm MSM8953 ‘Snapdragon 625’ Octa-core ความเร็ว 2.02GHz กราฟิก Adreno 506 มาพร้อมแรม 4GB (R9s Plus จะเพิ่มแรมเป็น 6GB) รอมความจุ 64GB เหลือให้ใช้งานจริงประมาณ 52GB

ด้านระบบปฏิบัติการเลือกใช้ Android 6.0.1 ประกบ ColorOS 3.0 จากออปโป้

ในส่วนสเปกอื่นๆ เริ่มจากการเชื่อมต่อเครือข่ายโทรศัพท์รองรับ 3G/4G ทุกเครือข่ายในประเทศไทย WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 a/b/g/n/ac บลทูธ 4.1, GPS/aGPS และไม่มี NFC

ยูสเซอร์อินเตอร์เฟสและฟีเจอร์เด่น

OPPO R9s มาพร้อมยูสเซอร์อินเตอร์เฟส ColorOS 3.0 ที่ในครั้งนี้ออปโป้เน้นปรับปรุง UI ให้มีความเรียบง่ายและเบาเข้าถึงได้เร็วมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบและฟังก์ชันการใช้งานจะคล้ายกับ iOS ใน iPhone อย่างมาก โดยในส่วนความลื่นไหลถือว่าออปโป้ปรับปรุงมาได้ดี ไม่พบปัญหาอาการหน่วงหรือแรมหมดระหว่างใช้งานแต่อย่างใด

นอกจากนั้น ทางออปโป้ยังเพิ่มโหมด Simple UI หรือหน้าอินเตอร์เฟสแบบเน้นปุ่มกดขนาดใหญ่และคัดเฉพาะแอปฯและฟังก์ชันเน้นโทรศัพท์กับรับข้อความเท่านั้น (แอปฯไม่สำคัญต่างๆจะถูกซ่อนไว้) โดย Simple UI ถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับผู้สูงอายุเป็นสำคัญ

ในส่วนแอปฯติดตั้งมาจากโรงงาน ที่น่าสนใจจะเป็น “File safe” หรือตู้นิรภัยเก็บไฟล์ ที่ระบบจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถป้องกันไฟล์ส่วนตัว เช่น เอกสาร รูปภาพต่างๆด้วยรหัสผ่าน และนอกจากนั้น ColorOS 3.0 ยังมาพร้อมระบบตรวจจับการทำงานของแอปฯขยะหรือแม้กระทั่งไวรัสต่างๆพร้อมจำกัดออกจากตัวเครื่องโดยไม่ต้องติดตั้งแอปฯเสริมจากภายนอกแต่อย่างใด

กล้องถ่ายภาพ

แอปฯควบคุมกล้องถ่ายภาพ ถือเป็นอีกส่วนที่ออปโป้ปรับปรุงใหม่ให้ทำงานได้รวดเร็วและมาพร้อมหน้าตาที่เรียบง่ายมากขึ้น (ออกแบบแนวเดียวกับ iOS บน iPhone อย่างมาก)

โดยโหมดถ่ายภาพจะมีให้เลือกตั้งแต่ Time Lapse, วิดีโอ, รูปถ่าย, สวยงาม (Beauty Mode) – สามารถปรับความเนียนของใบหน้าได้ตามต้องการ และพาโนรามา โดยในโหมดถ่ายภาพปกติจะมีโหมดย่อยให้เลือกใช้ตั้งแต่ UltraHD สูงสุด 64 ล้านพิกเซล, ตัวกรองสี – ถ่ายภาพแบบติดฟิลเตอร์สี, GIF Animation, Double Exprosure ถ่ายภาพซ้อนภาพ และที่ขาดไม่ได้คือโหมดผู้เชี่ยวชาญ (Professional Mode) ที่ระบบจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถปรับตั้งค่ากล้องด้วยตัวเองได้ตั้งแต่ ความเร็วชัตเตอร์ ค่าความไวแสง จุดโฟกัสและปรับเพิ่มลดชดเชยแสง

แต่น่าเสียดายที่ระบบไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกปรับตั้งความละเอียดภาพและเปิดใช้ RAW File ได้เหมือนโหมดกล้องในแอนดรอยด์หลายๆรุ่น โดยภาพที่ถ่ายในโหมดถ่ายภาพปกติจะมีความละเอียดเต็ม 16 ล้านพิกเซลทั้งกล้องหน้าและหลัง

ถ่ายในโหมด UltraHD 64 ล้านพิกเซล

ครอป 100% จากภาพบน เหลือความละเอียด 10 ล้านพิกเซล ความคมชัดอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ โพสต์ลงโซเชียลคมชัด แต่ถ้าเน้นพิมพ์ภาพขนาดใหญ่ภาพจะติดเบลอเล็กน้อย เนื่องจากเทคโนโลยี 64 ล้านพิกเซลใช้การประมวลผลผ่านซอฟต์แวร์ไม่ใช่ฮาร์ดแวร์ถ่ายเป็น 64 ล้านฯจริงๆ

Beauty Mode ปรับตามค่ามาตรฐานจากโรงงาน

ภาพถ่ายในที่แสงน้อย ด้วยรูรับแสงกว้าง f1.7 ทำให้ภาพที่ได้มีนอยซ์ที่ต่ำ และคุณภาพไฟล์ภาพไม่ต่างจาก Samsung Galaxy S7/S7 edge แต่อย่างใด

ส่วนการถ่ายในสภาพแสงกลางวันปกติ แม้รูรับแสงจะกว้าง f1.7 แต่ภาพที่ได้ก็ถือว่ายังให้คุณภาพที่ดี ภาพอาจติดแสงฟุ้งเล็กๆเมื่อถ่ายในที่แสงแดดจัดมาก แต่เรื่องความคมชัดถือว่าาสอบผ่าน

ในส่วนของวิดีโอ ทีมงานได้ลองทดสอบถ่ายที่ความละเอียด 4K พบว่าระบบป้องกันภาพสั่นไหวจะไม่ทำงาน (ถ้าสังเกตในวิดีโอจะเห็นว่าภาพมีอาการไหวเล็กน้อย) แต่ถ้าใช้ความละเอียด 1080p ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบซอฟต์แวร์จะทำงาน แต่ก็ยังใช้งานได้ไม่ดีเท่ากับวิดีโอบน R9s Plus ที่ใช้ฮาร์ดแวร์ป้องกันภาพสั่นไหว OIS

ส่วนระบบออโต้โฟกัส Dual PDAF ถือว่าทำงานได้ดีมาก โฟกัสจับได้เร็ว แม่นยำและนุ่มนวลเหมือนกับ Dual Pixel ในสมาร์ทโฟนซัมซุง Galaxy S7

สรุปโดยภาพรวมสำหรับกล้องถ่ายภาพใน OPPO R9s ถือว่าให้ผลลัพท์ที่ดีเกินคาดหมายมาก ถ้าเปรียบเทียบแล้วเรียกได้ว่ากล้องหลัง OPPO R9s จะให้คุณภาพไฟล์ภาพไม่ต่างจากเรือธงอย่าง Samsung Galaxy S7/S7 edge แต่อย่างใด ความรวดเร็วในการจับโฟกัสและมิติภาพใกล้เคียงกันมาก จะต่างกันก็ในเรื่องโทนสีเท่านั้น

ทดสอบประสิทธิภาพ

ตามความจริง สเปก R9s จะเป็นรองสมาร์ทโฟนเรือธงในปีนี้หลายรุ่น แต่ถ้ามองเฉพาะกลุ่มราคาไม่เกิน 2 หมื่นบาทและมองเรื่องการใช้งานจริงเป็นหลัก R9s ถือว่าสอบผ่านแทบทุกอย่าง โดยเฉพาะการปรับระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จากออปโป้ที่ทำได้ดีและน่าประทับใจ

ColorOS 3.0 ใช้งานได้ลื่นไหล ไม่พบอาการหน่วงให้รำคาญใจ แรม 4GB ถือว่าเพียงพอแล้ว และทีมงานเชื่อว่าหลายคนที่ได้ลองสัมผัสทั้ง R9s และ R9s Plus น่าจะชื่นชอบส่วนของ UI ใหม่จากออปโป้ไม่ต่างจากทีมงาน แม้จะมีข้อสังเกตเล็กน้อยในเรื่องการจัดวางเลย์เอาท์และออกแบบ UI ที่ไปเหมือน iOS บน iPhone มากจนขาดเอกลักษณ์ของออปโป้ก็ตาม

มาถึงแบตเตอรี R9s ให้ความจุแบตเตอรีมา 3,010mAh ในขณะที่ R9s Plus ให้ความจุแบตเตอรีมามากถึง 4,000mAh โดยเมื่อทดสอบผ่านซอฟต์แวร์ PC Mark พบว่าแบตเตอรีใน R9s สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง (เปิดหน้าจอ 4G+WiFi ตลอดการทดสอบ) ถึง 11 ชั่วโมง 49 นาที แบตเตอรีจะเหลือประมาณ 10% แต่ถ้าใช้จนแบตเตอรีเหลือ 0% จะทำเวลาได้ประมาณ 12-13 ชั่วโมง ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานตลอดทั้งวันแน่นอน

สรุป

สำหรับราคา OPPO R9s อยู่ที่ 14,990 บาท ส่วน R9s Plus (สเปกแรงกว่า R9s + แรม 6GB + แบตเตอรี 4,000mAh และกล้องมี OIS) อยู่ที่ 16,990 บาท

ทั้งสองรุ่นสำหรับทีมงานถือว่าเป็นการเปิดประสบการณ์สมาร์ทโฟนเรือธงไล่ไปถึงสมาร์ทโฟนระดับกลางครั้งใหม่ของออปโป้ที่ยังคงโดดเด่นในเรื่องราคาขายที่ตั้งมาได้โดนใจคนไทยอย่างมาก ส่วนเรื่องประสิทธิภาพแม้ในส่วนหน่วยประมวลผลจะใส่รุ่นระดับกลางมาให้ แต่ออปโป้ก็สามารถปรับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จนสามารถทำงานสอดประสานกันได้ลื่นไหลไม่ต่างจากพวกเรือธงสองหมื่นบาท ถือเป็นการกลับมาของออปโป้ที่น่าจับตามองและถือเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนสุดคุ้ม ไม่ควรมองข้ามประจำปี 2017 ได้เลย

แต่ทีมงานแอบเสียดายเล็กน้อยในเรื่องดีไซน์ตัวเครื่องและ UI หลายส่วนที่ขาดเอกลักษณ์ความเป็นออปโป้ไปเหมือนกับดีไซน์ของ iPhone และระบบปฏิบัติการ iOS มากเกินไป

ข้อดี

-ระบบปรับมาได้เสถียรทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ColorOS
-กล้องคมชัด ถ่ายในที่แสงน้อยดี โดยเฉพาะโฟกัส Dual PDAF ทำงานได้แม่นยำและนุ่มนวล
-แบตเตอรีอึด ใช้งานได้ตลอดทั้งวัน
-VOOC ชาร์จไฟเร็ว

ข้อสังเกต

-การออกแบบตัวเครื่องและ UI ขาดเอกลักษณ์ความเป็นออปโป้
-ลำโพงให้เสียงที่ธรรมดาและไม่เป็นสเตอริโอ

Gallery

]]>
Review : 1 สัปดาห์กับ AIS x HBO Premier Full HD คอนเทนต์ดียังน่าสนใจหรือไม่ http://www.cyberbiz.in.th/review-ais-x-hbo-premier-full-hd/ Fri, 31 Mar 2017 10:35:16 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25694

อย่างที่รับทราบข้อมูลกันถึงการที่เอไอเอส ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ในไทย เริ่มหันมารุกในตลาดคอนเทนต์มากยิ่งขึ้น ด้วยการทยอยจับมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แน่นอนว่าดีลที่ใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้น HBO ที่เคยอยู่คู่กับทรูวิชั่นส์มาอย่างยาวนาน

โดยเอไอเอส ได้ฤกษ์เริ่มให้บริการเพย์ทีวีเต็มตัวในวันที่ 22 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา หลังจากได้รับใบอนุญาตในการให้บริการจากกสทช. ที่กำกับดูแลเรียบร้อย เพราะก่อนหน้านี้เอไอเอสจะมีเฉพาะใบอนุญาตไอพีทีวี (IPTV) หรือการใช้บริการทีวีผ่านอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

เมื่อมีการเก็บค่าบริการรายเดือนเข้ามา จากเดิมที่เป็นไอพีทีวีให้บริการคอนเทนต์แก่ลูกค้าที่ใช้งานเครือข่ายเอไอเอสฟรี มาเป็นการสมัครแพกเกจ จึงเข้าข่ายการให้บริการทีวีแบบบอกรับสมาชิก ทำให้รูปแบบในการให้บริการเปลี่ยนแปลงไป เข้ามาอยู่ภายใต้การกับกำดูแลที่ชัดเจนมากขึ้น

หลายคนอาจจะสงสัยว่า การที่มีหน่วยงานเข้ามากำกับดูแล จะช่วยอะไรในมุมของผู้บริโภค ถ้ามองง่ายๆก็คือ เมื่อเราๆจ่ายค่าบริการรายเดือนไป ทางผู้ให้บริการก็ต้องให้บริการคอนเทนต์ตามที่เราจ่ายไป ไม่ใช่วันดีคืนดี บางช่องรายการหายไป โดยไม่มีการแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้า หน่วยงานเหล่านี้ก็จะช่วยเข้ามาคุ้มครองผู้บริโภคให้ไม่ได้รับผลกระทบจากบริการที่ไม่เป็นธรรม

ในช่วงแรกที่เริ่มให้บริการ เอไอเอส จะแยกการให้บริการออกเป็น 2 ส่วนให้เลือกสมัครคือ การรับชมผ่านสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ผ่านแอปพลิเคชัน AIS Play กับอีกส่วนหนึ่งคือการให้บริการคู่กับกล่อง AIS Playbox ที่ให้บริการลูกค้า AIS Fibre ที่มีอยู่ในปัจจุบันกว่า 3.5 แสนราย

ดังนั้น ถ้าเป็นผู้ใช้งานที่ใช้ทั้ง 2 บริการอยู่แล้ว ก็ต้องเลือกช่องทางใดช่องทางหนึ่งในการสมัคร เพื่อรับชม เพราะตอนนี้เอไอเอสยังอยู่ในช่วงการพัฒนาระบบให้กลายเป็นบันเดิลแพกเกจต่อไป ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 2

ดูบนมือถือผ่าน AIS Play

การใช้งานบน AIS Play ถ้ายังไม่เคยใช้ก็ต้องเริ่มจากการเข้าไปดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน AIS Play บน Play Store  หรือ App Store มาติดตั้งในเครื่องก่อน หลังจากนั้นก็เข้าใช้งานครั้งแรกโดนใช้ดาต้าเครือข่ายมือถือก่อน (ถ้าใช้งานบน Wi-Fi ต้องกรอกเลขมือถือ และนำรหัส OTP มาใส่ในการใช้งานครั้งแรก)

หลังจากนั้น ก็เข้าไปกดสมัครแพกเกจ Premier Full HD 299 บาท / Premier Full HD Extra 399 บาท (มีเน็ตเพิ่มให้ 4GB) เมื่อกดยืนยันได้รับ SMS ตอบกลับก็ถือเป็นการสมัครใช้งานเรียบร้อยแล้ว กลับมาที่หน้าแรก กดสามารถกดเข้าไปตรงช่อง Premier Full HD / HBO Go เพื่อรับชมได้ทันที

ประกอบกับการที่ก่อนหน้านี้ เอไอเอส มีการจับมือกับกูเกิลในการนำ Chromecast เข้ามาจำหน่าย ทำให้ผู้ที่ใช้งาน AIS Play สามารถ Cast หน้าจอไปฉายบนทีวีผ่าน Chromecast ได้อยู่แล้ว ดังนั้น นอกจากการรับชมผ่านหน้าจอมือถือ ก็สามารถเลือก Cast ไปดูบนจอใหญ่ในบ้านได้เช่นกัน

โดยในการรับชม สามารถเลือกดูได้ทั้งรายการที่ฉายตามตารางปกติ จากช่องดังไม่ว่าจะเป็น HBO Cinemax Warner Bros หรือคอนเทนต์กีฬาจาก Fox Sport ได้ทันที หรือจะเลือกดูซีรีส์ หรือภาพยนต์ย้อนหลังผ่าน HBO Go ก็เข้าไปกดดูได้ทันที

ดูบนทีวีผ่าน AIS Playbox

อีกรูปแบบหนึ่งสำหรับลูกค้าที่ใช้งาน AIS Fibre พร้อมกล่อง Playbox เดิมอยู่แล้ว เมื่ออัปเดตกล่องเป็นเวอร์ชันล่าสุด สามารถกดเข้าไปเลือกสมัครแพกเกจ Platinum Full HD 599 บาท (30 ช่อง) หรือ Gold Full HD 299 บาท (13 ช่อง) กดตั้งรหัสผ่าน (เมื่อซื้อครั้งแรก) เมื่อเรียบร้อยกด Purchase ก็พร้อมให้ใช้งานทันที (เข้าไปดูว่าสมัครแพกเกจอะไรอยู่บ้างที่มุมขวาบนจากหน้าจอหลักได้)

หลังจากนั้นก็สามารถเข้าไปชมรายการทีวี ได้จากในโหมดทีวีปกติได้ทันที ช่องรายการต่างๆก็จะเพิ่มมาตามที่สมัคร เมื่อรวมกับช่องฟรีทีวี และช่องรายการจากเคเบิลท้องถิ่น ก็ทำให้ Playbox มีรายการให้รับชมเพิ่มมากขึ้น

อีกส่วนคือการเข้าไปชม HBO Go โดยเลือกเข้าได้จากโหมดภาพยนตร์ (Movies) เมื่อกดเข้าไปจะพบกับแถบรายการ HBO Go อยู่แล้ว ก็สามารถเลือกดูซีรีส์ หรือหนังที่ต้องการได้ทันที โดยจะมาพร้อมกับความคมชัดระดับ Full HD ให้ดูกันอยู่แล้ว

สำหรับรายการช่องต่างๆ ทางเอไอเอส ได้ทำกราฟิกสรุปไว้ว่า แพกเกจใด สามารถชมช่องใดได้บ้างสามารถดูได้จากรูปด้านล่างเลย

สรุป

ในแง่ของการใช้งาน ถ้าในอนาคตมีการบันเดิลแพกเกจให้ลูกค้า AIS Play และ AIS Playbox สามารถใช้งานร่วมกันได้ โดยไม่ต้องแยกสมัครแพกเกจ จะถือเป็นบริการที่สมบูรณ์แบบ เพราะด้วยการที่บริการทั้ง 2 ยังไม่เชื่อมกัน ถ้าลูกค้าต้องการรับชมทั้ง 2 ช่องทางก็ต้องเสียค่าบริการทันซ้อนกันไป

ส่วนเรื่องของการใช้งานบน AIS Play ถือว่าเอไอเอสสอบผ่านจากตัวแอปที่มีการพัฒนามาตลอด ปัญหาในการสตรีมมื่งช้าหรือกระตุกแทบไม่เจอตลอดช่วงที่ทดลองใช้บริการมา ยิ่งเมื่อใช้งานร่วมกับ Chromecast ฉายออกทีวีได้ก็ทำให้ดูได้ง่ายขึ้น

ในขณะที่การใช้งานบน Playbox อาจจะต้องรอกล่องรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นมาช่วย เพราะในการเปิดดู (ใช้งานบน AIS Fibre 50/10 ต่อสายแลน) ยังพบอาการหน่วงๆ เวลาเปลี่ยนช่อง และมีช่วงเวลารอโหลดในการสลับปรับเปลี่ยนรายการที่ดูอยู่เช่นเดิม แต่ก็จะเป็นในมุมของการใช้งานที่ไม่ลื่นไหลมากกว่าปัญหาในแง่อื่นๆ

แต่ถ้าในมุมของคอนเทนต์ ต้องยอมรับว่า HBO ก็จะมีซีรีส์ที่ดึงดูดหลักๆอย่าง Game of thrones ที่มีกำหนดจะฉายซีซัน 7 ในวันที่ 16 กรกฏาคม แต่ด้วยพฤติกรรมของคนไทยในปัจจุบันที่มีบางส่วนยอมเสียเงินเพื่อคอนเทนต์คุณภาพ ก็ต้องรอดูกันว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างไร

]]>
ส่อง 5 จุดเด่นใน ‘Samsung Galaxy S8’ http://www.cyberbiz.in.th/preview-samsung-galaxy-s8/ Wed, 29 Mar 2017 16:06:21 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25664

เก็บตกข้อมูลหลังการเปิดตัว Samsung Galaxy S8 กับ 5 จุดเด่น ที่กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ซัมซุงเชื่อว่ารุ่นนี้ จะสามารถมาแก้เกมจากที่เคยพลาดไปใน Note 7 พร้อมการกลับมาทวงคืนภาพความเชื่อมั่นในแบรนด์

1.การออกแบบด้วยจอโค้งไร้กรอบ

อย่างที่รู้กันว่าเมื่อซัมซุงมีการแยกไลน์ Hi-End ออกมาเป็น 2 ส่วนคือ S ซีรีส์ และ Note ซีรีส์ โดยคอนเซปต์ของ Galaxy S จะเน้นไปที่ดีไซน์เป็นหลัก ดังจะเห็นได้ตั้งแต่ตอน S6 จนมาถึง S7 ที่ชูจุดเด่นในรุ่นของ edge ที่เป็นจอโค้ง สร้างความต่างกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นในท้องตลาด

เมื่อมาถึง Galaxy S8 ก็ยังคงคอนเซปต์ในการสร้างความต่างอยู่เช่นเดิม ด้วยการนำจอโค้งแบบ Infinity Display มาใช้งาน ประกอบกับดีไซน์ตัวเครื่องแบบไร้กรอบจอ (Ultra-thin Bezel) ทำให้สามารถเพิ่มขนาดหน้าจอได้ บนตัวเครื่องขนาดเดิม

อีกจุดคือในส่วนของความโค้งมนรอบตัวเครื่อง จากในรุ่น S7 ที่ส่วนโค้งของขอบเครื่องด้านหน้าและด้านหลังไม่เท่ากัน พอมาใน S8 ก็ปรับให้อยู่ในขนาดที่สมมาตร ที่ความโค้งระดับ 6r ส่วนหลังเครื่อง จากเดิมที่มีกล้องยื่นออกมา ก็ถูกปรับให้เรียบช่วยให้ไม่ต้องระวังเลนส์กล้องเวลาวางเครื่อง

2.หน้าจอ 18.5 : 9 ไร้ปุ่มโฮม

ในส่วนของหน้าจอซัมซุง กำลังสร้างสัดส่วนใหม่บนจอสมาร์ทโฟนขึ้นมาด้วยสัดส่วน 18.5 : 9 โดยในรุ่น S8 จะมากับขนาดหน้าจอ 5.8 นิ้ว และ S8+ จะเป็น 6.2 นิ้ว ความละเอียด Quad HD+ (2960 x 1440) ซึ่งจะเห็นได้ว่าจอมีลักษณะยาวขึ้น

ขณะเดียวกัน ได้มีการตัดปุ่มโฮมที่เป็น Physical ออกไป และหันมาใช้จอแบบรับแรงกดแทน เพื่อนำมาใช้งานคู่กับปุ่มเสมือนบนหน้าจอ โดยเมื่อกดบริเวณปุ่มโฮมเสมือนก็จะให้ความรู้สึกเหมือนกดลงไปบนปุ่มจริงๆ

โดยในส่วนนี้ ซัมซูงจะชูจุดเด่นในแง่ของพื้นที่การใช้งานที่เพิ่มขึ้น ทั้งในแนวตั้งเมื่ออ่านข้อมูลต่างๆทำให้เลื่อนจอน้อยลง ส่วนในแนวนอนเมื่อใช้รับชมวิดีโอก็จะให้ขนาดที่เต็มจอมากยิ่งขึ้น โดยผู้ใช้สามารถเลือกขยายหน้าจอของวิดีโอที่เล่นได้

นอกจากนี้ ก็ยังใส่โหมดการใช้งานแบบ Advanced Multi Screen มาให้ใช้ จากเดิมที่ทำได้เพียงการแบ่งจอพร้อมปรับขนาด ก็เพิ่มเป็นการเลือกแสดงผลเฉพาะบางส่วนของจอคู่กับหน้าจอหลักแทนได้ ช่วยให้สามารถทำงานแบบมัลติทาสได้สะดวกขึ้น

3.Bixby ผู้ช่วยอัจฉริยะ

จากข้อมูลก่อนหน้านี้ ที่ซัมซุงมีการเปิดตัวผู้ช่วยอัจฉริยะ Bixby พอมาใน Galaxy S8 ก็ถูกนำมาใช้งานทันที ด้วยการเพิ่มปุ่มกดเรียกใช้งาน Bixby มาให้ทางฝั่งซ้ายของตัวเครื่อง ใต้ปุ่มปรับระดับเสียง ช่วยให้สามารถเรียกใช้งานได้สะดวก

โดยความสามารถหลักๆของ Bixby จะมีด้วยกัน 4 ส่วนคือ 1.การค้นหาข้อมูลจากรูปภาพ (ทำงานร่วมกับโหมดกล้อง) 2.ใช้แจ้งเตือนข้อมูลสำคัญต่างๆ 3.มัดรวมแอปพลิเคชัน และข้อมูลต่างๆมาไว้ในหน้าจอแสดงผลเดียว และ 4.การใช้คำสั่งเสียงช่วยลดขั้นตอนในการกดสั่งงาน เพียงแต่ยังไม่รองรับการใช้งานภาษาไทย ทำให้ต้องคุยกับ Bixby เป็นภาษาอังกฤษไปก่อน

4.ระบบซิเคียวริตี้

อย่างที่ทราบกันว่าใน Note 7 ซัมซุง ได้มีการนำระบบสแกนม่านตา (Iris Scaner) มาใช้งานบนสมาร์ทโฟน โดยระบุว่าเป็นรูปแบบการพิสูจน์ตัวตนที่ปลอดภัยมากที่สุด ดังนั้นใน S8 ก็มีการนำ Iris สแกนมาให้ใช้งานกัน พร้อมกับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ที่ย้ายไปอยู่ด้านหลังข้างเลนด์กล้องแทน

โดยระบบสแกนลายนิ้วมือ และสแกนม่านตาของซัมซุง ก็จะถูกประยุกต์มาให้ใช้งานร่วมกับ Samsung Knox ระบบที่แยกการทำงานของเครื่องออกมา Secure Folder พื้นที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคล Samsung Pass ไว้ใช้เก็บบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านต่างๆ รวมถึงการชำระเงินผ่าน Samsung Pay ด้วย

5.สเปก และการเชื่อมต่อ

ในแง่ของสเปกของเครื่อง Galaxy S8 จะยังคงเป็นสมาร์ทโฟนประสิทธภาพสูงในตลาด ด้วยการนำหน่วยประมวลผล Exynos 8895 ที่เป็น Quad-Core 2.3 GHz มาใช้งานคู่กับ RAM 4 GB และ ROM 64 GB ที่สามารถใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติมได้

ส่วนเรื่องของการเชื่อมต่อ S8 จะรองรับ 4G LTE ที่ใช้งานได้ทั้ง 3CA รวมถึง 4×4 MIMO ทำให้สามารถจับเครือข่าย 4G ประสิทธิภาพสูงที่โอเปอเรเตอร์ในบ้านเราลงทุนไปให้ได้ใช้งานกัน รวมถึงด้านการเชื่อมต่ออื่นๆอย่าง WiFi Dual-Band บลูทูธ 4.2 ที่สามารถเชื่อมต่อหูฟังบลูทูธได้พร้อมกัน 2 อัน รวมถึง NFC และ GPS ตามมาตรฐาน

สุดท้ายคือในส่วนของกล้อง Galaxy S8 ยังคงใช้กล้อง Dual-Pixel ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.7 เช่นเดิม โดยรองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียด 4K ส่วนกล้องหน้าเปลี่ยนมาใช้เป็นกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล แบบออโต้โฟกัสแล้ว และใส่โหมดเลือกจุดโฟกัสให้กล้องหน้าเพิ่มด้วย

เบื้องต้น Galaxy S8 กำหนดวางจำหน่ายทั่วโลกที่ 21 เมษายน ส่วนสีที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยต้องรอการยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2mRI7rj 

]]>
ชมคลิปรีวิวกราฟิกการ์ด ASUS Strix GeForce GTX1060 DC2O6G ตัวเล็กสเปกแรง http://www.cyberbiz.in.th/review-asus-strix-dc2o6g/ Wed, 29 Mar 2017 06:57:35 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25650

หลังจาก ASUS (เอซุส) เปิดตัวกราฟิกการ์ด NVIDIA 10-Series ในรุ่นบนสุดอย่าง ROG (Republic of Gamers) Strix ไปหลากหลายรุ่น ก็ถึงคิวของน้องนกฮูกตัวเล็ก Strix ที่ชูจุดเด่นในเรื่องฮีทซิงค์ระบายความร้อนแบบ DirectCU II (ท่อทองแดงสัมผัสกับชิปกราฟิกโดยตรงทำให้การถ่ายเทความร้อนทำได้ดีกว่าปกติ) รวมถึงตัวการ์ดขนาดเล็กแต่สเปกไม่ธรรมดาด้วยการถูกโอเวอร์คล็อกประสิทธิภาพเพิ่มจากโรงงาน รวมถึงพัดลมระบายความร้อนออกแบบใหม่ที่ให้เสียงเงียบกว่าเดิม 3 เท่าและเย็นกว่าเดิม 30%

โดยในส่วนประสิทธิภาพจะเป็นอย่างไร วันนี้ทีมงานไซเบอร์บิซขอนำเสนอในรูปแบบวิดีโอรีวิวแบบจัดเต็มกว่าครึ่งชั่วโมง ดูในรู้กันไปเลยว่า ASUS Strix GeForce GTX1060 DC2O6G ตัวนี้แรงหรือไม่อย่างไร

เพิ่มเติมจากคลิปวิดีโอ

สเปกเครื่องที่ใช้ทดสอบ

CPU – Intel Core i7 2600K 4.0GHz
Mainboard – ASUS Sabertooth P67
RAM – 8GB DDR3 1600MHz
VGA – ASUS Strix GeForce GTX1060 DC2O6G
HDD – Samsung SSD EVO850 512TB

คะแนนทดสอบ 3DMark – Time Spy (DirectX 12)
Gaming Mode – Boost 1,785MHz = 4,068 คะแนน
OC Mode – Boost 1,811MHz = 4,113 คะแนน

*ปรับแต่งค่าโอเวอร์คล็อกผ่าน GPU Tweak II

คะแนนทดสอบ 3DMark – Fire Strike (DirectX 11)
Gaming Mode – Boost 1,785MHz = 10,708 คะแนน
OC Mode – Boost 1,811MHz = 10,817 คะแนน

*ปรับแต่งค่าโอเวอร์คล็อกผ่าน GPU Tweak II

Gallery

]]>
Review : BeatsX อีกหนึ่งหูฟังไร้สายจากแอปเปิล ในสไตล์ Beats by Dre http://www.cyberbiz.in.th/review-beatsx/ Sat, 25 Mar 2017 10:52:00 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25622

หลังจากแอปเปิลส่ง AirPods ออกวางขายไปก่อนหน้านี้ BeatsX ถือเป็นหูฟังไร้สายรุ่นสองผลผลิตจากดีลแอปเปิลและบีตส์ อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเน้นจับกลุ่มวัยรุ่นด้วยเอกลักษณ์การออกแบบจาก Beats by Dre ผนวกชิป Apple W1 รวมถึงสามารถใช้งานกับสมาร์ทดีไวซ์รวมถึงอุปกรณ์มัลติมีเดียได้หลากหลายอีกด้วย

การออกแบบ

BeatsX จัดเป็นหูฟังไร้สายแบบ in ear ใช้การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ผ่านสัญญาณ Bluetooth โดยอุปกรณ์ iOS จะเชื่อมต่อแบบเดียวกับ AirPods คือเมื่อเปิดใช้งานหูฟังแล้วนำมาใกล้กับอุปกรณ์ของแอปเปิล (ต้องเปิดบลูทูธไว้ด้วย) ระบบจะเชื่อมต่อให้อัตโนมัติ ส่วนการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มัลติมีเดียอื่นๆสามารถทำได้โดยการเลือกจับคู่ (Pair) ผ่านบลูทูธปกติ

ในส่วนสาย BeatsX ถูกออกแบบเป็นแบบ Flex-Form มีความยืดหยุ่น ลดการพันของสายเวลาจัดเก็บ อีกทั้งยังรองรับการใช้งานตลอดทั้งวัน และถูกออกแบบมาให้สามารถคล้องคอได้ด้วย

มาถึงตัวหูฟัง จุดเด่นอยู่ที่จุกหู in ear มีให้เลือก 4 ขนาด พร้อมขาเกี่ยวใบหูหรือ “Wingtip” ซึ่งช่วยให้การสวมใส่กระชับมากยิ่งขึ้น ส่วนบริเวณโลโก้ Beats (หลังหูฟัง) จะมาพร้อมแม่เหล็กเพื่อใช้ดูดหูฟังทั้งสองข้างติดกัน ซึ่งช่วยทำให้การม้วนเก็บสายทำได้ง่ายขึ้น

จากตัวหูฟังลงไปด้านล่าง ด้านซ้ายมือจะเป็น “RemoteTalk” โดยตรงกลางจะเป็นปุ่มกดเพื่อสั่งงานสมาร์ทโฟน เช่น เมื่อฟังเพลงอยู่กด 1 ครั้งเพื่อหยุดหรือเล่นเพลง กด 2 ครั้งข้ามเพลง ไปถึงใช้กดเพื่อรับสาย/วางสายโทรศัพท์หรือกดค้างเพื่อเรียก Siri (สำหรับ iOS) ก็สามารถทำได้ที่ปุ่มนี้ ส่วนถ้ากดตรงแป้นขึ้นหรือลงจะเป็นการเพิ่มลดเสียง

ขยับมาตรงสายด้านขวามือ จะเป็นส่วนที่อยู่ชิป Apple W1 พร้อมปุ่มกดสำหรับเปิดปิดเครื่องและไฟแสดงสถานะการทำงาน (ปุ่มนี้สามารถกดค้างเพื่อกระตุ้นการทำงานของบลูทูธในกรณีเชื่อมต่ออุปกรณ์หลากหลายยี่ห้อ) ส่วนอีกด้านจะเป็นพอร์ต Lightning สำหรับชาร์จไฟ โดยทางผู้ผลิตจะให้เฉพาะสายชาร์จ Lightning to USB มาเท่านั้น ส่วนอะแดปเตอร์ต้องใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟนหรือจะเลือกเสียบชาร์จกับคอมพิวเตอร์ก็ได้

โดยระบบชาร์จจะเป็นแบบ Fast Fuel ชาร์จไฟเพียง 5 นาทีจะฟังเพลงได้นาน 2 ชั่วโมง ส่วนเมื่อชาร์จไฟเต็มจะฟังเพลงได้นานสูงสุด 8 ชั่วโมง

สุดท้ายในส่วนเคสเก็บหูฟังจะเป็นยางธรรมดา (ไม่มีระบบชาร์จไฟแบบ AirPods) โดยการเก็บต้องใช้วิธีม้วนสายแล้วค่อยใส่ลงไป (ต้องใช้การฝึกฝนในครั้งแรกเพราะเคสยางออกแบบมาพอดีกับหูฟังเลย)

ฟีเจอร์เด่น

ต้องยอมรับว่า ด้วยการที่ BeatsX เป็นของแอปเปิล เพราะฉะนั้นผู้ใช้ iOS Device เท่านั้นถึงจะใช้งานหูฟังรุ่นนี้ได้เต็มฟังก์ชันมากที่สุด อย่างเรื่องระบบจับคู่หูฟังกับสมาร์ทดีไวซ์ สำหรับแอปเปิลผู้ใช้มีหน้าที่เพียงเปิดหูฟังแล้วนำมาวางใกล้ๆ iOS Device เท่านั้นระบบจะจับคู่พร้อมตั้งชื่อให้เรียบร้อย ส่วนผู้ใช้สมาร์ทดีไวซ์แบรนด์อื่นจะต้องจับคู่ด้วยตัวเอง

นอกจากนั้นใน iOS ยังสามารถแสดงสถานะแบตเตอรีของตัวหูฟังได้ และการสลับใช้งาน สำหรับผู้ใช้ Apple Family สามารถทำได้ง่ายเช่นเดียวกับ AirPods เพราะทุกอย่างถูกเชื่อมต่อผ่านระบบ iCloud แล้ว (เชื่อมต่อครั้งเดียว อุปกรณ์ Apple ในบ้านจะรู้จักหูฟังตัวนี้ทั้งหมด เวลาใช้งาน คุณเพียงแค่สไลด์เลือกหูฟังที่ต้องการฟังเท่านั้น)

และสำหรับคนที่ฟังเพลงผ่าน Apple Music แอปเปิลได้ให้ Redeem Code ฟังเพลงฟรี 3 เดือนด้วย

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

เริ่มจากงานประกอบ การออกแบบ ถือว่าเป็นไปตามสไตล์ Beats ผสม Apple คือเน้นเรียบง่ายและดูจับกลุ่มวัยรุ่นได้ดีกว่า AirPods โดยในส่วนฟังก์ชันใช้งานถือว่าไม่แตกต่างจากหูฟังทั่วไปเท่าใด จะแตกต่างก็เพียงหูฟังรุ่นนี้เป็นระบบไร้สายจากชิป W1 ที่จัดการระบบการเชื่อมต่อได้ดีแม้จะไม่ใช้อุปกรณ์ของแอปเปิล แต่ก็สามารถเชื่อมต่อใช้งานได้ไม่มีปัญหาแถมอาการสัญญาณหลุดหรือเสียงสะดุดระหว่างใช้งานก็ไม่พบเจอเลย เรียกได้ว่าเคยชื่นชอบระบบของ AirPods อย่างไร BeatsX ก็มีคุณภาพดีไม่ต่างกัน

ส่วนเรื่องเสียง ด้วยความเป็น in ear ทำให้การป้องกันเสียงสภาพแวดล้อมเข้ามาในหูขณะฟังเพลงทำได้ค่อนข้างดี จุกหูฟังสวมใส่แน่นและสบาย เรื่องคุณภาพเสียงในภาพรวมถือว่าทำได้กลางๆ เบสไม่ได้หนักแน่นเหมือนหูฟังรุ่นบนของ Beats จะเด่นก็โทนเสียงสูงที่คมชัดดีมาก เหมาะแก่การนำไปฟังเพลงแนว Hip Hop, R&B, Soul หรือ Pop ส่วนขาร็อค Heavy Metal, Hardcore ขาโหด BeatsX ดูจะไปด้วยกันไม่ได้ เพราะโทนเสียงสูง (แหลม) ค่อนข้างบาดแก้วหูมากจนไปกลบเสียงต่ำแทบทั้งหมด

สุดท้ายเรื่องแบตเตอรี ก็ถือเป็นไปตามที่แอปเปิลเครมไว้ว่าอยู่ได้ 8 ชั่วโมง เสียดายเคสเก็บหูฟังไม่สามารถชาร์จไฟได้แบบเดียวกับ AirPods ทำให้คนที่ชอบฟังเพลงและเดินทางบ่อยอาจต้องขยันชาร์จไฟหน่อย

สำหรับราคาค่าตัว BeatsX อยู่ที่ 5,900 บาท (ถูกกว่า AirPods หนึ่งพันบาท) ถือเป็นหูฟัง in ear ที่มาเติมเต็มตลาดหูฟังไร้สายของแอปเปิลและ Beats ระดับเริ่มต้นกับราคาที่มองแล้วก็ตัดสินใจยากอยู่ เพราะตัวหูฟังก็เหมือน AirPods ลดฟังก์ชันไฮเทคแต่ไปเน้นเพิ่มเรื่องคุณภาพเสียงอีกเล็กน้อยและเป็น in ear ติดแฟชันเท่านั้น

ข้อดี

– ชิป Apple W1 ทำงานได้ดีเหมือน AirPods
– เชื่อมต่อง่าย เร็ว ไม่มีปัญหาสัญญาณหลุดหรือขาดหายระหว่างใช้งาน
– รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มัลติมีเดียอื่นๆผ่านบลูทูธด้วย

ข้อสังเกต

– เคสเก็บหูฟังพอดีเกินไป การเก็บม้วนสายทำได้ค่อนข้างยาก
– จุกยางและ Wingtip ฝุ่นเกาะง่ายมาก

Gallery

]]>
Review : FIDO U2F Security Key ใช้เถอะเพื่อความปลอดภัย http://www.cyberbiz.in.th/review-fido-u2f-security-key/ Fri, 17 Mar 2017 02:45:17 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25572

ประเด็นเรื่องของการโดยขโมยบัญชีผู้ใช้งานทั้งอีเมล เครือข่ายสังคมออนไลน์ คลาวด์เซอร์วิสสำหรับเก็บข้อมูล กลายเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในมุมของผู้ให้บริการที่ทำได้คือการเตือนให้ผู้ใช้เปลี่ยนรหัสผ่านใช้งานบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ถูกขโมยรหัสผ่านไปใช้งานได้

อีกวิธีหนึ่งที่นิยมคือ การให้ผู้ใช้เปิดใช้ระบบการยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอน ที่จะใช้การกรอกรหัสผ่านเป็นขั้นแรก ก่อนใช้การยืนยันตัวตนผ่านการส่งข้อความ SMS เข้าโทรศัพท์มือถือ หรือการใส่รหัสพิเศษสำหรับใช้งานครั้งเดียวทิ้ง (Backup Codes) รวมถึงใช้งานร่วมกับ Authenticator app เพื่อยืนยันตัวตนผ่านสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android


แต่อีกวิธีที่น่าสนใจ แม้ต้องลงทุนสักหน่อยคือการหา Security Key มาใช้งาน โดยตัว Security Key จะมีลักษณะเป็นเหมือนแฟลชไดร์ฟปกติทั่วไป เพื่อใช้เชื่อมต่อกับพีซีที่จะทำการล็อกอิน ร่วมกับการกรอกรหัสผ่าน ถือเป็นการยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอนอีกรูปแบบหนึ่ง

การออกแบบ

ดีไซน์ของ Security Key อย่างของ FIDO U2F Security Key จะมีลักษณะเป็นพลาสติกสีฟ้า ที่มีแผงเชื่อมต่อ USB อยู่ที่ปลาย และตรงกลางจะมีขั้วทองแดงเป็นรูปกุญแจอยู่ตรงกลาง ที่จะมีไฟกระพริบเมื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรุ่นด้วย

ฟีเจอร์เด่น

ทำไมถึงเลือกใช้ FIDO U2F Security Key เนื่องจากเป็นคีย์ที่กูเกิลแนะนำให้ใช้ https://support.google.com/accounts/answer/6103523?hl=en และเชื่อถือได้ เพียงแต่ก็ต้องเลือกซื้อจากช่องทางจำหน่ายที่ไว้ใจได้

โดยราคาจำหน่ายของ FIDO U2F Security Key ผ่านหน้าร้านของ Amazon (https://www.amazon.com/Yubico-Y-123-FIDO-U2F-Security/dp/B00NLKA0D8) จะอยู่ที่ 17.99 เหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็จะตกอยู่ราวๆ 635 บาท แต่ทั้งนี้ในตลาดของซิเคียวริตี้ก็จะมีตัวเลือกอื่นๆที่น่าสนใจ และใช้งานได้บนมาตรฐานเดียวกัน https://www.yubico.com/products/yubikey-hardware/

การทำงานของ Security Key จะต้องเริ่มจากการเข้าไปลงทะเบียนใช้งาน อย่างถ้าต้องการใช้ในการล็อกบัญชีกูเกิล ผู้ใช้จะต้องเข้าไปตั้งค่าที่ google.com/2step ใส่รหัสล็อกอินให้เรียบร้อย พร้อมเพิ่มการเข้าบัญชีแบบ 2 ขั้นตอน

เบื้องต้น แนะนำให้ใช้การยืนยันผ่านรหัส SMS เป็นหลักก่อน และเพิ่มการยืนยันผ่าน Security Key เข้าไป เพื่อป้องกันกรณีที่คีย์สูญหายก็สามารถใช้การยืนยันผ่านรหัสที่ส่งจาก SMS ได้ ร่วมกับช่องทางอื่นๆอย่างการสร้างคีย์สำหรับใช้งานครั้งเดียวเป็นต้น

เมื่อเลือกการยืนยันผ่าน Security Key กูเกิลจะมีการถามยืนยันซ้ำว่าเรามีคีย์แล้วใช่ไหม เมื่อกดตกลง ก็จะทำให้การเชื่อมต่อ Security Key เข้ากับพอร์ตยูเอสบี โดยที่ตัว Security Key จะมีไฟขึ้นบริเวณแถบทองแดง ก็ให้นำนิ้วไปแตะเพื่อยืนยันการใช้งานก็เรียบร้อย

จากนั้นก็จะขึ้นหน้าแสดงผลว่า ปัจจุบันบัญชีนี้มีการใช้ 2 รูปแบบในการยืนยันตัวตนคือจาก Security Key และผ่านเลขหมายโทรศัพท์ กรณีที่ทำ Security Key ก็สามารถเข้ามากดยกเลิกการเชื่อมต่อคีย์ได้ ผ่านปุ่ม Remove This Key

หลังจากนั้นเมื่อมีการล็อกอินเข้าใช้บัญชีที่ลงทะเบียนไว้ หน้าจอเว็บไซต์ก็จะขึ้นรูปแบบการยืนยันให้เชื่อมต่อ Security Key เข้ากับเครื่องพร้อมกดปุ่ม หรือแตะที่แถบทองแดง ก็จะเป็นการเข้าใช้งานบัญชีได้อย่างสมบูรณ์

ไม่ใช้เฉพาะบัญชีของกูเกิลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้งานเฟซบุ๊ก ผู้ใช้สามารถเข้าไปเพิ่มคีย์รักษาความปลอดภัยได้ที่หน้าจอการตั้งค่า เลือกการอนุมัติการเข้าสู่ระบบ หลังจากนั้นก็กดเพิ่มคีย์รักษาความปลอดภัย ทำตามขั้นตอนเดียวกันคือเสียบคีย์เข้ากับพีซี และสัมผัสบริเวณดิสก์สีทอง

เบื้องต้น FIDO U2F Security Key จะสามารถใช้งานร่วมกับเฟซบุ๊กล็อกอิน กูเกิลล็อกอิน GitHub และ Dropbox ก่อนที่มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ และถือเป็นบัญชีผู้ใช้ที่คนส่วนใหญ่ใช้งานกัน

โดยใน 1 Security Key ผู้ใช้สามารถนำไปใช้งานร่วมกับบัญชีผู้ใช้ได้มากกว่า 1 บัญชี อย่างเช่น ใช้ Security Key ในการล็อกอิน 2-3 บัญชี Gmail 1 ID Facebook 1 Dropbox ได้ เพื่อให้พกเพียงคีย์เดียวก็สามารถใช้งานได้ครบ

ทดสอบใช้งาน

เมื่อทดสอบใช้งานกับบัญชีกูเกิลที่ใช้งานเป็นประจำ ส่วนตัวเนื่องจากมีการล็อกอินบัญชีเข้ากับหลายดีไวซ์ด้วยกัน ทำให้ในการติดตั้งใช้งานครั้งแรก ต้องมานั่งล็อกอินใหม่หมด และเนื่องจากคีย์ที่ใช้ไม่สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์พกพาได้ ทำให้ต้องใช้ร่วมกับการยืนยันผ่าน SMS แทน

ทั้งนี้ เนื่องจาก Security Key มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบ USB เพียงอย่างเดียว แบบ USB + NFC แบบ USB-C โดยเฉพาะ รวมถึงแบบทำงานร่วมกับบลูทูธ ด้งนั้น ถ้าต้องการ Security Key ที่ใช้งานร่วมกับมือถือได้ ก็ควรหาที่รองรับการเชื่อมต่อเพิ่มเติมไว้ด้วย

แน่นอนว่า หลังจากทำการล็อกอินใหม่ กับอุปกรณ์ที่ใช้งานเป็นประจำแล้ว หลังจากนี้บัญชีผู้ใช้ต่างๆก็จะปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องกังวลถึงการโดนขโมยบัญชีผู้ใช้ เพราะถึงคนร้ายจะทราบ ID และ Password แต่ถ้าไม่มี Secutiry Key ก็จะไม่สามารถล็อกอินเข้าไปใช้งานได้

ประกอบกับยืนยันตัวตนด้วย Security Key เป็นอุปกรณ์ที่ให้พกติดตัว ทำให้โอกาสที่จะขโมยบัญชีไปใช้งานยากขึ้น เพราะถึงแม้รูปแบบการยืนยันตัวตนด้วย SMS จะดูปลอดภัยแล้ว แต่ถ้าสมาร์ทโฟนติดมัลแวร์ที่ดักจับข้อมูล การส่งรหัสผ่าน SMS เพื่อยืนยันก็จะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

สรุป

ผู้ใช้ทั่วไปอาจจะมองว่า Security Key เหมาะกับผู้ใช้งานเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงจากการที่ข้อมูลหรือตัวตนบนโลกออนไลน์ถูกขโมย

แต่ในความเป็นจริง การป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ ถือเป็นเรื่องที่ควรตื่นตัวกันอยู่แล้ว จากที่เห็นกันในปัจจุบันว่า มิจฉาชีพนำตัวตนออนไลน์ของคนทั่วไป ทำการโจรกรรมผ่านการหลอกให้โอนเงินผ่านเฟซบุ๊ก หรือใช้ในการโจมตีด้วยข้อมูลที่ผิดกฏหมาย

ดังนั้น ตระหนักถึงความปลอดภัยบนโลกออนไลน์กันเถอะครับ

]]>
Review : WD Blue PC SSD 1TB โซลิดสเตตไดรฟ์เพื่อทุกการใช้งาน http://www.cyberbiz.in.th/review-wdblue-pcssd-1tb/ Tue, 14 Mar 2017 04:29:35 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25605

เป็นปีที่หน่วยเก็บข้อมูลประเภท “โซลิดสเตตไดรฟ์ (Solid State Drive)” หรือ “SSD” เติบโตสูงขึ้นมาก ทำให้ค่ายผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์เจ้าใหญ่อย่าง WD (Western Digital) ต้องหันมาเสริมทัพตลาดหน่วยเก็บข้อมูลแบบ SSD เป็นครั้งแรก แต่ถึงแม้จะเพิ่งลงมาตลาดโซลิดสเตตไดรฟ์ได้ไม่นาน แต่ WD ก็มีไม้ตายดัน SSD ให้สามารถจับกลุ่มผู้ใช้ทุกรูปแบบตั้งแต่คนทำงานไปถึงเกมเมอร์ พร้อมความจุให้เลือกหลากหลายรวมถึงราคาเทียบประสิทธิภาพแล้วถือว่าน่าสนใจทีเดียว

โดย WD PC SSD จะถูกแบ่งหมวดหมู่เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

1.WD Green PC SSD เน้นจับกลุ่มผู้ใช้ระดับเริ่มต้น คนทำงานทั่วไป มาพร้อมความจุให้เลือก 120-240GB มี Form Factor ให้เลือกทั้งขนาด 2.5 นิ้วปกติและ M.2 2280 (SSD แบบเป็นการ์ดเพื่อเชื่อมต่อกับเมนบอร์ดหรือโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่) พอร์ตเชื่อมต่อเป็น SATA

2.WD Blue PC SSD เป็นรุ่นกลาง เด่นที่ความจุมีให้เลือกหลากหลาย อีกทั้งยังรองรับการทำงานตั้งแต่งานทั่วไป ตัดต่อวิดีโอไปถึงเล่นเกม มีความจุให้เลือกตั้งแต่ 250GB 500GB และ 1TB พร้อม Form Factor ให้เลือกทั้งขนาด 2.5 นิ้วปกติและ M.2 2280 พอร์ตเชื่อมต่อเป็น SATA

3.WD Black PCIE SSD เน้นจับกลุ่มไฮเอนด์ที่ต้องการ SSD ประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นจะมี Form Factor ให้เลือกแบบเดียวคือ เป็นการ์ด M.2 2280 เพราะต้องรองรับความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงถึง 2,050 MB/s

สำหรับรุ่นที่ทีมงานไซเบอร์บิซได้รับมารีวิวในวันนี้ได้แก่รุ่น WD Blue PC SSD ความจุ 1TB

การออกแบบ สเปกและฟีเจอร์เด่น

เริ่มจากการออกแบบ ภายนอกของ WD Blue PC SSD จะเหมือนกับ SSD 2.5 นิ้วทั่วไป น้ำหนักประมาณ 60 กรัม ส่วนสเปกภายในทาง WD ระบุไว้ในเอกสารสเปกว่า WD Blue จะมีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลสูงสุดที่ 545 MB/s เมื่อเชื่อมต่อผ่านพอร์ต SATA 3 6Gb/s พร้อมค่าความทนทานอยู่ที่ 400 Terabytes Written (TBW) หรือประมาณ 1.75 ล้านชั่วโมง ตามสเปกของ SSD ยุคใหม่ที่มีความทนทานมากขึ้น

ในส่วนซอฟต์แวร์ตรวจวัดการทำงาน WD มี “WD SSD Dashboard” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถตรวจสุขภาพของ SSD ได้ตลอดเวลา

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

เริ่มจาก CrystalDiskMark ทีมงานวัดเฉพาะ Seq Q32T1 ความเร็วในการอ่านอยู่ที่ 557.9MB/s เขียน 516.3MB/s เป็นไปตามที่ WD เครมไว้ในเอกสารสเปก

มาถึง PC Mark 8 ความเร็วที่ได้เฉลี่ยอยู่ที่ 217.62 MB/s คิดเป็นคะแนนอยู่ที่ 4,933 คะแนน

ส่วนการใช้งานจริง เริ่มตั้งแต่ทดลองคัดลอกเกมจากสตรีม (Steam) ขนาด 50.6GB จาก SSD ที่มีความเร็วอ่านเขียนระดับ 2,000MB/s ไปสู่ WD Blue PC SSD 1TB ความเร็วที่ได้เฉลี่ยประมาณ 316-400MB/s เรียกได้ว่าเร็วใช้ได้เลยทีเดียว (เชื่อมต่อผ่านพอร์ต SATA 3 6Gb/s ถ้าเชื่อมต่อกับ SATA รุ่นที่ต่ำกว่าความเร็วอ่านเขียนจะช้าลง)

อีกทั้งเมื่อนำไปใช้งานกับการตัดต่อวิดีโอทั้ง 1080p และ 4K WD Blue PC SSD 1TB ใช้งานได้ลื่นไหลดี ประสิทธิภาพจัดอยู่ในระดับกลางค่อนสูง ไม่ได้เร็วเวอร์หรือช้าจนเกินไป ถือเป็นรุ่นที่เหมาะกับการใช้งานปกติในชีวิตประจำวันทุกรูปแบบ

สุดท้ายทดสอบเล่นเกม “Tom Clancy’s Ghost Recon Wildlands” ประมาณ 6 ขั่วโมง WD Blue PC SSD สามารถใช้งานได้ลื่นไหล การโหลดฉากทำได้รวดเร็วดีและไม่มีอาการสะดุดให้พบเห็นตลอดการทดสอบ

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหา SSD ความจุสูง โดยเฉพาะราคาถือว่า WD เปิดตัวมาได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะความจุสูงๆอย่างรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบ ราคาขายหน้าร้านอยู่ที่ 10,700 บาท เทียบกับคู่แข่งที่สเปกใกล้เคียงกันแล้ว WD จะถูกกว่าประมาณ 1-2 พันบาทเลยทีเดียว

ข้อดี

– มีความจุและ Form Factor ให้เลือกใช้งานหลากหลาย ครอบคลุมทุกกลุ่ม
– WD SSD Dashboard ตรวจสุขภาพ SSD ได้ตลอดเวลา

ข้อสังเกต

– รุ่นบนสุด WD Black มีแต่แบบเป็นการ์ด ซึ่งต้องใช้กับเมนบอร์ดหรือโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่เท่านั้น ไม่มีรุ่นย่อย SSD 2.5 นิ้ว

]]>