CBIZ Reviews – Manager Online http://www.cyberbiz.in.th เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Sun, 21 May 2017 17:04:05 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.7.2 Review : HTC U Ultra สมาร์ทโฟน 2 จอ กับการสร้างความต่างในตลาด http://www.cyberbiz.in.th/review-htc-u-ultra/ Sun, 21 May 2017 17:04:05 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26229

จะเห็นกันว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เอชทีซี จะเริ่มแนะนำซีรีส์ U เข้าสู่ท้องตลาด เพื่อสื่อถึงการเป็นสมาร์ทโฟนที่เข้าใจผู้ใช้งาน พร้อมกับการนำ HTC U Play และ HTC U Ultra เข้ามาวางจำหน่ายในไทยแบบเงียบๆ จากผู้นำเข้ารายใหม่ และหวังใช้จุดขายของผลิตภัณฑ์มาช่วยบอกต่อในวงกว้าง

HTC U Ultra ถือเป็นสมาร์ทโฟน ที่มากับจอใหญ่ขนาด 5.7 นิ้ว และยังไม่พอมีการแถมจอที่ 2 มาให้ใช้กันด้วย ซึ่งถือเป็นจุดต่างที่สำคัญกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆในตลาด ส่วนในแง่ของสเปก จะเป็นซีพียูรุ่นไฮเอนด์ในปีก่อนอย่าง Snapdragon 821 RAM 4 GB ROM 64 GB รองรับ 4G LTE Cat11 หรือ 3CA ในราคา 22,490 บาท

การออกแบบ

ที่เห็นได้ชัดเลยคือเอชทีซีเริ่มเปลี่ยนจากการใช้งานวัสดุอลูมิเนียมชิ้นเดียวที่ถือเป็นเอกลักษณ์มาเป็นใช้เป็นขอบอลูมิเนียมพร้อมกระจกเคลือบด้านหน้า และด้านหลังแทน บนลวดลายที่เอชทีซีใช้คำว่า ‘Liquid surface’ จากวัสดุกันรอยขีดข่วนแต่ผิวมัน จนสะท้อนแสงในหลายมุม

โดยเอชทีซี เลือกวางจำหน่าย U Ultra ในประเทศไทยทั้งหมด 2 สีดำ (Brillian Black) และ น้ำเงิน (Indigo Blue) แต่ในต่างประเทศจะมีสีขาว (Ice White) และชมพู (Cosmetic Pink) ด้วย ส่วนขนาดรอบตัวจะอยู่ที่ 162.41 x 79.79 x 7.99 มิลลิเมตร น้ำหนัก 170 กรัม

ด้านหน้าอย่างที่บอกไปว่าด้านหน้าจะเป็นกระจก Gorilla Glass 5 แบบขอบโค้ง 2.5D ภายในเป็นจอแบบ Super LCD 5 ขนาด 5.7 นิ้ว ความละเอียด Quad HD (2,560 x 1.440 พิกเซล) โดยส่วนบนจอจะมี Dual Display อยู่ทางฝั่งขวา และกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซลอยู่ข้างๆ บนสุดจะเป็นลำโพงสนทนา

ส่วนด้านล่างจอจะมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ที่เป็นปุ่มกดโฮมไปในตัว ที่ไม่จำเป็นต้องให้หน้าจอติดก็สามารถนำนิ้วมาสัมผัสเพื่อปลดล็อกเครื่องได้ โดยมีปุ่มสัมผัสย้อนหลัง (ทางซ้าย) และเรียกดูแอปที่ใช้งานล่าสุด (ทางขวา) ขนาบอยู่

ด้านหลังจะมีการสกรีนสัญลักษณ์ hTC อยู่ตรงกลางค่อนไปทางบน และกล่องหลักที่เป็น Ultra Pixel 2 ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล 1.55um ที่นูนขึ้นมาจากตัวเครื่อง และไฟแฟลชแบบ 2 สี (Dual Tone LED Flash) และจะมีเลเซอร์โฟกัสซ่อนอยู่ล่างแฟลชด้วย

ถ้าสังเกตดีๆส่วนล่างจะมีไมโครโฟนช่วยรับเสียงแบบ 3มิติอยู่ด้วย ภายในจะมีแบตเตอรีขนาด 3,000 mAh ที่มาพร้อมระบบ Quick Charge 3.0 แต่ทั้งนี้ในส่วนของฝาหลังจะเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก ทำให้ต้องเช็ดเครื่องบ่อยๆ

ด้านบนจะมีช่องสำหรับใช้เข็มจิ้มถาดใส่ซิมออกมา ตัวเครื่องรองรับ Dual Nano Sim แบบ 3G Standby ในซิมที่ 2 หรือจะเลือกใส่ไมโครเอสดีการ์ดสูงสุด 256 GB แทน และมีไมค์ตัดเสียงรบกวนข้างๆ ด้านล่างเหลือเพียงพอร์ต USB-C ไมค์สนทนา และลำโพงเท่านั้น ตัดพอร์ต 3.5 มม.ออกไปเรียบร้อย

ด้านขวาเป็นปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเปิดปิดเครื่อง ด้านซ้ายจะถูกปล่อยว่างไว้ และรอบๆขอบจะมีเส้นรับสัญญาณอากาศอยู่รอบๆตัวเครื่อง

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องจะประกอบไปด้วยตัวเครื่อง HTC U Ultra เคสพลาสติกใส ผ้าเช็ดเครื่อง อะเดปเตอร์ สาย USB-C และหูฟัง In-Ear ที่เป็นพอร์ต USB-C พร้อมจุกหูฟังอีก 2 ขนาด แต่ไม่มีอะเดปเตอร์แปลง USB-C เป็น 3.5 มม.ให้มาด้วย

สเปก

ในส่วนของสเปกภายใน HTC U Ultra จะมากับชิปเซ็ต Snapdragon 821 ที่เป็นควอดคอร์ 2.15 GHz 64bit RAM 4 GB พื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 64 GB รองรับไมโครเอสดีการ์ดสูงสุด 256 GB ตัวเครื่องทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 7.0

ด้านการเชื่อมต่อรองรับ 4G LTE Cat 11 หรือ 3CA (กรณีใช้งานซิมเดียว) ให้อัตราการดาวน์โหลดสูงสุด 600 Mbps อัปโหลด 50 Mpbs ส่วน Wi-FI เป็น Dual Band 802.11ac มาพร้อมบลูทูธ 4.2 NFC GPS ภายในเรียบร้อย

ส่วนสเปกกล้องหลัก เป็น HTC UltraPixel 2 ที่ให้เม็ดสีขนาด 1.55um ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 มาพร้อมระบบโฟกัสแบบ PDAF และเลเซอร์โฟกัส เซ็นเซอร์แบบ BSI รองรับระบบกันสั่น OIS ตัวเลนส์ทำจากกระจก Sapphire กล้องหน้าเป็น 16 ล้านพิกเซล ที่มีโหมด UltraPixel ให้เลือกถ่ายเวลาแสงน้อยด้วย

ฟีเจอร์เด่น

ในส่วนของการใช้งาน U Ultra จะมากับอินเตอร์เฟส HTC Sense เช่นเดิม ไล่ตั้งแต่หน้าจอปลดล็อกที่สามารถลากไอค่อนลัดเพื่อเข้าสู่การใช้งานได้ทันที หรือจะใช้ลายนิ้วมือปลดล็อกก่อนใช้งานก็ได้ ถัดมาหน้าจอหลักก็จะให้ผู้ใช้ปรับแต่งตามปกติ ส่วนการแจ้งเตือนจะมีการตั้งค่าลัดต่างๆให้เลือก

ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือหน้าจอที่ 2 ทีทางเอชทีซีเรียกว่า จอแสดงผลรอง (Dual Screen) ที่จะแสดงผลอยู่ที่มุมขวาบนของหน้าจอหลักอีกที โดยค่ามาตรฐานของจอนี้จะมีให้เลือก 6 รูปแบบคือ แสดงข้อความเตือนความจำ แสดงปฏิทินนัดหมาย รายชื่อผู้ติดต่อด่วน เครื่องเล่นเพลง พยากรณอากาศ และทางลัดเรียกใช้งานแอป

แต่ในกรณีที่หน้าจอหลักปิดอยู่ เมื่อทำการสัมผัสบริเวณจอรอง หรือยกเครื่องขึ้นมา จะมีการแสดงผลวัน เวลา อุณหภูมิ และไอคอนการแจ้งเตือน สามารถปัด เพื่อเข้าไปตั้งค่าด่วนอย่างปิดเสียง เปิดปิด ไวไฟ บลูทูธ ไฟฉาย กล้อง และเครื่องคิดเลขได้ เพิ่มเข้ามา

นอกจากนี้ ในกรณีที่เข้าใช้งานแอปแบบเต็มหน้าจอ อย่างการเล่นเกม หรือดูหนัง ตัวจอแสดงผลรอง ก็จะปรับมาเป็นการแสดงผลนาฬิกา พร้อมกับเปอเซนแบตเตอรี่ เพื่อให้ผู้ใช้ทราบ โดยไม่มีผลกับการแสดงผลของจอหลัก

ถัดมาคือระบบ AI หรือการนำ Machine Learning มาใช้ในเอชทีซี กับระบบที่เรียกว่า Sense Companion ที่จะกลายมาเป็นผู้ช่วยในการแนะนำข้อมูลต่างๆ ในการใช้งานอย่างการแสดงพยากรณ์อากาศวันรุ่งขึ้น การแจ้งเตือนให้ชาร์จแบต การติดต่อกับผู้ใช้ หรือตารางนัดหมายที่จะเกิดขึ้นเป็นต้น

อีกจุดเด่นที่น่าสนใจใน U Ultra คือเรื่องของกล้อง อาจจะเพราะไม่ได้เล่นกล้องของเอชทีซีมาสักพักนึง พอกลับมาจับอีกครั้งให้ความรู้สึกที่ดีขึ้น อินเตอร์เฟสใช้งานง่าย ตัวกล้องโฟกัสได้เร็วมากจาก PDAF + Laser Focus ทำให้ช่วยถ่ายภาพได้สนุกขึ้น

โดยผู้ใช้สามารถเลือกโหมดในการถ่ายภาพได้จากการลากนิ้วจากขอบบนลงมา จะมีให้เลือกโหมดถ่ายภาพทั้งปกติ Zoe (ถ่ายเป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ) พาโนรามา โปร วิดีโอ ไฮเปอร์แลปส์ สโลว์โมชั่น เซลฟี่ เซลฟี่พาโนรามา และวิดีโอเซลฟี่ได้

ที่น่าสนใจคือในโหมดโปรตัวกล้องจะบันทึกภาพทั้งไฟล์ JPG และ DNG ให้ไปปรับแต่งกัน สามารถเลือกตั้งค่าความไวแสง (ISO) ได้ที่ 100 – 3200 ส่วนความเร็วชัตเตอร์ได้ตั้งแต่ 1/8000 – 16 วินาที พร้อมปรับสมดุลแสงขาวได้ตามองศาเคลวินที่ต้องการ

ส่วนโหมดถ่ายภาพวิดีโอ ผู้ใช้สามารถพักหน้าจอหลักขณะถ่าย มาควบคุมผ่านจอแสดงผลรองได้ ทำให้ช่วยประหยัดแบตเตอรีขณะบันทึกวิดีโอได้ (กดพักหน้าจอ) แต่ถ้าอยู่ในโหมดกล้องธรรมดาจอรองจะใช้เป็นแถบในการซูมเข้าออกแทน

กลับมาที่แอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาให้ในเครื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นแอปทั่วๆไป ไม่ได้มีการบันเดิลแอปอื่นๆมาให้รกเครื่อง รวมถึงแอปส่วนใหญ่จะใช้บริการจากกูเกิล เซอร์วิสเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ (พร้อมอัปโหลดขึ้นกูเกิลไดรฟ์เก็บรูปได้ทันที) ปฏิทินที่ซิงค์กับเมล จะมีเพิ่มมาก็คือคีย์บอร์ด TouchPal และ Viveport ในการใช้งานคู่กับแว่นวีอาร์

ในส่วนของหน้าจอตั้งค่า ก็จะเน้นความเรียบง่าย แบ่งการตั้งค่าเป็นการเชื่อมต่อ การใช้งานตัวเครื่องต่างๆ และการตั้งค่าโทรศัพท์ ที่น่าสนใจคือระบบอย่าง HTC Boomsound ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้สามารถตรวจจับได้เองว่าคอนเทนต์ที่เล่นอยู่เป็นเพลง หรือภาพยนตร์ ก็จะให้ผลที่ต่างกัน

ตัว RAM ที่ให้มา 4 GB เมื่อเปิดใช้งานไปสักพักจะเหลือให้ใช้งานราว 1.7 GB ถือว่าค่อนข้างเพียงพอ ส่วน ROM 64 GB เมื่อลงแอปทดสอบต่างๆแล้วจะเหลือพื้นที่ให้ใช้งานราว 50 GB นอกจากนี้ ยังมีในเรื่องการตั้งค่าเสียงหูฟัง U Sonic ที่จะปรับเสียงให้เหมาะกับหูของแต่ละคนมาให้ใช้งานด้วย

พวกการใช้งานท่าทางสั่งงานตัวเครื่อง อย่างการแตะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อเปิด กวาดนิ้วขึ้นเพื่อปลดล็อก กวาดทางซ้ายเพื่อเข้าหน้าจอหลัก และกวาดทางขวาเพื่อเรียกใช้งาน BlinkFeed ที่มีมาตั้งแต่สมัย HTC One ก็ยังมีมาให้ใช้งานต่อเนื่อง รวมถึงการตั้งอุณหภูมิสีของหน้าจอ

ตัวอย่างภาพจากกล้อง

ทดสอบประสิทธิภาพ

Antutu Benchmark = 127,041 คะแนน
Quadrant Standard = 38,181
Multi-touch Test = 10 จุด

PC Mark
Work 2.0 = 5,207 คะแนน
Computer Vision = 2,846 คะแนน
Work = 6,707 คะแนน

3D Mark
Sling Shot Extreme Unlimited = 2,077 คะแนน
Sling Shot Unlimited = 2,700 คะแนน
Sling Shot Extreme = 1,951 คะแนน
Sling Shot = 2,483 คะแนน
Ice Storm Extreme = 13,025 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 28,907 คะแนน
Ice Storm = 13,627 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 7,239 คะแนน
CPU Tests = 31,975 คะแนน
Memory Tests = 3,953 คะแนน
Disk Tests = 44,288 คะแนน
2D Graphics Tests = 4,907 คะแนน
3D Graphics Tests = 2,792 คะแนน

Geekbench 4
Single-Core = 1,700 คะแนน
Multi-Core = 3,817 คะแนน
Compute = 7,168 คะแนน

ที่น่าสนใจคือแม้ว่าตัวเครื่องจะให้แบตเตอรีมา 3,000 mAh กับจอ 2K ขนาด 5.7 นิ้ว แต่กลับสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 6 ชั่วโมง 15 นาที ซึ่งถือว่าทำได้อยู่ในระดับมาตรฐาน ถ้าการใช้งานในแต่ละวันไม่ได้หนักมากก็อยู่ถึงวันสบายๆ

การใช้งานทั่วไปพวกเล่นโซเชียล ใช้งานเว็บเบราว์เซอร์ต่างๆ ถือว่าทำได้ดี จากการแสดงผลที่ใหญ่ถึง 5.7 นิ้ว ไม่นับรวมเรื่องของเสียงที่เอชทีซีโด่งดังมาจาก Boom Sound ที่หันลำโพงเข้าหาผู้ใช้ และยังมากับชิปเสียงแบบ HiRes ด้วย

สรุป

HTC U Ultra ถือเป็นการกลับมาที่น่าสนใจในตลาดประเทศไทย เพราะเชื่อว่ายังมีกลุ่มผู้ใช้งานเอชทีซี ที่เชื่อมั่นในแบรนด์อยู่ เพียงแต่ว่าทางเอชทีซีคงต้องพิสูจน์ความน่าเชื่อถือทั้งบริการหลังการขาย และช่องทางจำหน่ายให้ครอบคลุมได้มากขึ้นเสียก่อน

ส่วนในแง่ของตัวเครื่อง U Ultra ผู้บริโภคอาจจะมองว่ากับราคา 22,490 บาท ถือว่าค่อนข้างสูง แต่ถ้ามองจริงๆแล้วกับเครื่องขนาดจอ 5.7 นิ้ว กับซีพียู Snapdragon 821 ที่เป็นหน่วยประมวลผลรุ่นท็อปในปีที่ผ่านมา ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่พอรับได้ ประกอบกับการที่ต้องการจับตลาดพรีเมียมเป็นหลัก แต่ถ้ามีการทำโปรโมชันร่วมกับโอเปอเรเตอร์จะน่าสนใจกว่านี้

ขณะที่ในแง่การใช้งานรวมๆ แล้ว U Ultra ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ค่อนข้างครบรอบด้านทั้งประสิทธิภาพ กล้อง (โฟกัสถ่ายเร็วมาก) รองรับ 4G LTE 3CA / VoWiFi / VoLTE เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเร็ว เรียกได้ว่าอะไรที่เครื่องไฮเอนด์ควรจะมีก็มีมาให้ครบ แถมเพิ่มด้วยจอเล็กๆมาให้ใช้สั่งงาน ดูการแจ้งเตือนเพิ่มเติม

ข้อดี
หน้าจอขนาดใหญ่ 5.7 นิ้ว และจอรองนำเสนอการใช้งานในอีกรูปแบบหนึ่ง
กล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อม PDAF + Laser Focus
กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล มีโหมด UltraPixel ให้ถ่ายเวลากลางคืน (แต่จะไม่เหมาะกับสายบิวตี้เพราะกล้องค่อนข้างเรียล)
เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ที่ใช้งานได้โดยไม่ต้องเปิดหน้าจอขึ้นมา

ข้อสังเกต
ฝาหลังกระจกที่ให้รอยนิ้วมือมาเต็ม
ความสามารถของจอรอง ยังต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติม
แบตเตอรี 3,000 mAh อาจจะไม่พอกับผู้ที่ใช้งานเครื่องหนักๆ แม้จะมีระบบบริหารจัดการแบตที่ดีมาให้ก็ตาม
ไม่มีพอร์ตหูฟัง 3.5มม. และไม่มีตัวแปลงให้ด้วย

Gallery

]]>
Review : Sony Xperia XZs จุดเด่นที่ Motion Eye ถ่ายวิดีโอ Slow-Motion 960 fps http://www.cyberbiz.in.th/review-sony-xperia-xzs/ Tue, 16 May 2017 22:16:05 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26171

แม้ว่ามองไปในไลน์สินค้าของโซนี่แล้ว Xperia XZs อาจจะไม่ใช่รุ่นไฮเอนด์ที่สุดในช่วงนี้ เพราะมีคิวของ Xperia XZ Premium ที่รอจ่อคิวผลิต และนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอยู่จากหน่วยประมวลผลที่สูงขึ้น แต่ Xperia XZs ก็ถือเป็นรุ่นระดับเรือธงที่พลาดไม่ได้ในช่วงนี้

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือการที่จะบอกว่า Xperiz XZs เป็นสมาร์ทโฟนที่ถูกผลิตขึ้นในไทย หลังจากที่โซนี่มีการขยับขยายโรงงานการผลิตสินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น จากเดิมที่เน้นผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกล้อง จนมาเป็นสมาร์ทโฟน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยเป็นอย่างดี

ในส่วนของจุดขายหลักของ Xperiz XZs นอกจากในเรื่องของดีไซน์ และขนาดที่จับถนัดมือ ก็จะเป็นในส่วนของความสามารถกล้องที่หลายๆแบรนด์ต่างนำเซ็นเซอร์กล้องของโซนี่ไปใช้งาน ดังนั้นใน XZs จึงได้เลือกใช้เซ็นเซอร์ที่ดีที่สุดของโซนี่ในเวลานี้ ที่มีจุดขายอย่างการถ่ายวิดีโอสโลว์โมชัน 960 เฟรมต่อวินาที

ขณะที่ในส่วนอื่นๆ ก็นำเทคโนโลยีของโซนี่มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงผล (นำเทคโนโลยี Triluminos มาใช้) เรื่องของคุณภาพเสียง (Sony Hi-res) ทำให้เชื่อมือได้ว่าเสียงของไฟล์มัลติมีเดียคุณภาพสูงที่ออกจาก XZs ไม่แพ้การใช้งาน DAC (ตัวแปลงสัญญาณเสียง) ดีๆสักเครื่อง

การออกแบบ

โซนี่ยังคงยึดแนวทางในการออกแบบภายใต้คอนเซปต์แบบ Omni Design ที่เน้นตัวเครื่องเป็นสี่เหลี่ยม ทรงแท่ง ที่มีการลบขอบมุมออกให้ดูสวยงามขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ถือเป็นจุดขายในตระกูล Xperia Z เสมอมา โดยมีขนาดที่ 146 x 72 x 8.1 มม. น้ำหนัก 161 กรัม มีให้เลือก 3 สี คือดำ ฟ้า และเงิน

ด้านหน้าหลักๆแล้วจะเป็นจอ Triluminos ขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) ที่จะมีการเว้นขอบบนและล่าง เพื่อใส่ลำโพงสเตอริโอเข้ามาให้ใช้งานกัน (กรณีใช้งานแนวนอน) พร้อมกับกล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ที่แปลกคือมีการย้ายแถบ NFC มาอยู่บริเวณมุมซ้ายบนทางด้านหน้าแทน ส่วนปุ่มกด และปุ่มสัมผัสต่างๆ ถูกนำไปรวมไว้บนหน้าจอทั้งหมด

ด้านหลังด้วยการออกแบบที่เน้นความเรียบหรู ฝาหลังของ XZs ที่เป็นแบบดำเงา จึงเต็มไปด้วยรอยนิ้วมือเวลาจับใช้งาน โดยจะมีสัญลักษณ์ Sony สีเงินอยู่ตรงกึ่งกลาง และจุดเด่นของเครื่องอย่างกล้องความละเอียด 19 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมไฟแฟลชแบบ Dual LED ภายในมีแบตเตอรีขนาด 2,900 mAh อยู่ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้

ด้านซ้ายจะมีช่องใส่ถาดซิม ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เข็มจิ้ม สามารถใช้นิ้วดึงถาดออกมาได้ทันที ภายในจะเป็นถาดสำหรับใส่นาโนซิมการ์ด 2 ซิม (รองรับ 3G/4G) หรือเลือกใส่นาโนซิมการ์ด พร้อมกับไมโครเอสดีการ์ดสูงสุด 256 GB

ด้านขวายังคงมีเอกลักษณ์ของโซนี่ที่นำปุ่มกดเปิดปิดเครื่อง สีเงิน มาไว้ทางขวา พร้อมกับการเพิ่มเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเข้าไป ทำให้เวลากดเปิดใช้งานจะเป็นการสแกนลายนิ้วมือไปในทันที ถัดลงมาเป็นปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มชัตเตอร์กล้อง (สามารถกดเพื่อเรียกใช้งานโหมดถ่ายภาพได้ทันที)

ด้านบนจะเป็นที่อยู่ของช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. ซึ่งถือว่าเซอร์ไพรส์พอสมควรที่โซนี่ยังเลือกใช้พอร์ต 3.5 มม. ในขณะที่หลายๆแบรนด์เริ่มตัดพอร์ตดังกล่าวออกไป ด้านล่างโซนี่จะเลือกใช้พอร์ต USB-C มาใช้งานแทนที่ไมโครยูเอสบีแล้ว ทำให้รองรับการใช้งานต่างๆได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสียบชาร์จ การเชื่อมต่อแบบ OTG และการต่อกับจอภาพให้สะดวกขึ้น

สำหรับอุปกรณ์ที่แถมมาให้ในกล่อง จะประกอบไปด้วยตัวเครื่อง Sony Xperia XZs อะเดปเตอร์ สาย USB-A to USB-C หูฟังแบบ In-Ear คู่มือการใช้งาน และใบรับประกัน ทั้งนี้ถ้าใครที่แกะกล่องแล้วหาสาย USB-C ไม่เจอ ให้ลองเปิดกล่องที่ซ้อนอยู่ภายในดีๆ จะเจอสายถูกม้วนเก็บอยู่

สเปก

ในส่วนของสเปกภายในของ Xperia XZs จะมากับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 820 ที่เป็น Quad-Core (Dual 2.15 GHz x Dual 1.5 GHz) RAM 4 GB พื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเครื่อง 64 GB รองรับไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติม 256 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 7.1

ด้านการเชื่อมต่อรองรับ 3G/4G ซิมที่ 2 สแตนบาย 3G ได้ โดยตัว 4G LTE ที่รองรับจะเป็น LTE CAT 11 ที่รองรับความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุด 600 Mbps จาก 3CA ส่วน Wi-Fi รองรับมาตรฐาน 802.11ac แบบ Dual-Band 2.4/5GHz พร้อม GPS/aGPS/Glonass บลูทูธ 4.2 และ NFC

ส่วนสเปกของกล้องจะใช้เซ็นเซอร์ภาพ Exmor RS ขนาด 1/ 2.3” ความละเอียดพิกเซล 1.22μm มีระบบคาดโฟกัสที่คาดเดาการณ์เคลื่อนไหว พร้อมระบบประมวลผลภาพ BIONZ รองรับ ISO สูงสุดที่ 12800 สำหรับภาพนิ่ง และ ISO 4000 สำหรับวิดีโอ ตัวเลนส์จะเป็น Sony G Lens 25 มม. กันสั่น 5 ทิศทาง

ฟีเจอร์เด่น

โซนี่ ถือเป็นอีกแบรนด์ที่มีการนำอินเตอร์เฟสมาครอบการทำงานของแอนดรอยด์ เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสร้างความคุ้นเคยให้กับเหล่าสาวกของอารยธรรมโซนี่ ที่เน้นในแง่ของคุณภาพการใช้งานของสินค้าเสมอมา

โดยจะยังคงรูปแบบของการมีหน้าหลักให้ผู้ใช้สามารถเลือกนำวิตเจ็ตต่างๆมาใส่ได้เหมือนเดิม ส่วนของแถบการแจ้งเตือนถูกทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ด้วยไอค่อนลัดในการตั้งค่าที่สามารถลากมาใส่เพิ่มได้จนกลายเป็น 2 หน้า สำหรับการปิดการตั้งค่าต่างๆ

โซนี่ ยังมีการแยกหน้ารวมแอปฯออกมาให้เลือกใช้งานกัน โดยแอปที่บันเดิลมาให้ส่วนใหญ่จะเป็นกูเกิล เซอร์วิสต่างๆ พร้อมแอปการใช้งานทั่วๆไป ที่เพิ่มมาคือแอปจากค่ายโซนี่ ที่ไว้อำนวยความสะดวกลูกค้า อย่าง What’s News ไว้แนะนำข้อมูล และแอปที่น่าสนใจ โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ และโปรแกรมวาดรูป

การใช้งานโทรศัพท์ เนื่องจากตัวเครื่องรองรับ 2 ซิมอยู่แล้ว ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะตั้งเลขหมายใดในการโทร เลขหมายใดใช้ต่ออินเทอร์เน็ต อินเตอร์เฟสการใช้งานโทรศัพท์จะเน้นตัวเลขใหญ่กดง่าย การแสดงผลชื่อ เลขหมายชัดเจน มีไอค่อนให้เลือกเปิดลำโพง ปิดไมค์ พักสาย เพิ่มสายปกติ ส่วนกรณีสายเข้า จะใช้การลากเพื่อรับสาย ตัดสายเช่นเดิม

ส่วนของการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเว็บเบราว์เซอร์ทำได้ตามมาตรฐาน เช่นเดียวกับการใช้งานโซเขียลมีเดียต่างๆ ที่รองรับครบถ้วน จากการที่ตัวเครื่องอยู่ในระดับไฮเอนด์อยู่แล้ว จึงไม่น่ากังวลในส่วนนี้เท่าใด

รวมถึงการมี PS4 Remote Play ติดตั้งมาให้ สำหรับผู้ที่มีเครื่องเกมคอนโซล PS4 ก็สามารถใช้เครื่อง XZs เป็นจอที่ 2 เชื่อมต่อกับจอยเกมผ่านบลูทูธ นำไปเล่นส่วนใดของบ้าน (เครือข่ายไวไฟเดียวกัน) ก็ได้ ถือว่าช่วยอำนวยความสะดวกไปอีกแบบ

อีกจุดขายที่หลังๆ โซนี่ ไม่ค่อยได้โฆษณาออกมาแล้วก็คือเรื่องของการกันน้ำ กันฝุ่นบนมาตรฐาน IP68 ที่สามารถกันน้ำลึก 1.5 เมตร ได้ไม่เกิน 30 นาที ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าเป็นการใช้งานทั่วไป โดนละอองน้ำ ก็ไม่ต้องกังวลในการใช้งาน

นอกจากนี้ ยังมีการนำระบบ Machine Learning มาใช้งาน กับ Xperia Actions ที่จะเป็นระบบแบ่งช่วงเวลาในการใช้งานเครื่องอย่างตอนนอน ตอนทำงาน หรือเวลาเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อให้ตัวเครื่องทำการตั้งค่าต่างๆแบบอัตโนมัติ

อย่างตอนนอนสามารถตั้งเวลาไว้ได้ว่าระหว่างช่วงกี่โมงถึงกี่โมง ให้ตัวเครื่องตั้งค่าอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเปิดโหมดเครื่องบิน ตั้งโหมดห้ามรบกวน ปิดไฟแจ้งเตือน ปรับความสว่างหน้าจอต่ำสุด เปิดโหมดสั่น เปิดไวไฟ เปิดโหมดประหยัดพลังงานเป็นต้น

ส่วนของการจัดการข้อมูลต่างๆในตัวเครื่องจะมีโหมด Smart Cleaner ที่จะคอยล้างไฟล์ที่ไม่จำเป็นออกจากเครื่อง เพื่อทำให้เครื่องทำงานได้บนประสิทธิภาพสูงสุด เช่นเดียวกับแบตเตอรี จะมีโหมด Battery Care ที่เมื่อชาร์จไฟถึง 90% แล้วตัวเครื่องถูกเสียบชาร์จต่อค้างไว้ก็จะมีการคำนวนและปรับความเร็วในการชาร์จ

ขณะเดียวกัน Xperia XZs ยังมาพร้อมกับโหมดประหยัดพลังงานไม่ว่าจะเป็น STAMINA Mode ที่ช่วยยืดระยะเวลาการใช้งาน ด้วยการควบคุมการประมวลผลให้ทำงาน โดยใช้พลังงานน้อยลง และ Ultra STAMINA Mode ที่จะตัดการเชื่อมต่อ และปิดการทำงานแอปเบื้องหลัง เพื่อยืดเวลาการใช้แบตเตอรีออกไปอีก

อย่างที่กล่าวไปเบื้องต้นว่า ปกติโซนี่ จะเน้นการนำเทคโนโลยีทางด้านภาพ และเสียงในเครือมาใช้ ดังนั้นใน Xperia XZs จึงมีการนำเทคโนโลยีในการแสดงผลอย่าง รวมถึงจอภาพแบบ Triluminos และเทคโนโลยี X-Reality for mobile มาช่วย

ในส่วนของระบบเสียง Hi-Res ที่เครื่องรองรับ ก็ถอดแบบมาจากเครื่องเล่นเพลง โดยผู้ใช้สามารถเลือกโหมดการใช้งานได้ 2 รูปแบบ DSEE HX ที่จะใช้ซอฟต์แวร์อัปเกรดคุณภาพไฟล์ให้ดีขึ้น (ใช้ได้กับหูฟังมีสาย) และ Clear Audio+ ที่จะปรับค่าเสียงอัตโนมัติ หรือจะเลือกปรับตั้งเองก็ได้

สุดท้ายในส่วนของกล้อง Motion Eye ที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดของโซนี่ นอกจากในแง่คุณภาพของภาพนิ่งที่สามารถเก็บภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้นแล้ว ยังมีอีกจุดคือเรื่องของการถ่ายวิดีโอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับ 4K หรือ Full HD และที่สำคัญคือมาพร้อมกับระบบกันสั่น ทำให้สามารถถือเครื่องถ่ายวิดีโอได้นิ่ง จนเหมือนกับใช้ Gimble ช่วย

ประกอบกับการชูจุดเด่นในเรื่องของการถ่ายวิดีโอแบบ Slow Motion ที่จะมี 2 ระดับคือ การถ่าย Slow-Motion แบบปกติที่ และยังมีโหมด Super Slow Motion ที่จะใช้การถ่ายวิดีโอซ้อนด้วย Super Slow เข้าไปบางช่วงที่ 960 เฟรมต่อวินาที จนกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ถ่าย Slow-Motion ได้สูงที่สุดในเวลานี้

ทั้งนี้ ในการถ่ายวิดีโอแบบ Slow-Motion เมื่อถูกนำมาถ่ายภายในอาคาร หรือภายใต้แสงจากหลอดไฟ จะไม่ดีเท่าที่ควร เพราะกล้องจับภาพได้เร็วกว่าไฟในห้อง ภาพที่ออกมาจึงกลายเป็นเส้นๆ ดังนั้น การถ่าย Slow-Motion ควรถ่ายในภาวะแสงธรรมชาติเป็นหลัก

เบื้องต้น โซนี่ ใช้การโปรโมทวิดีโอ Slow-Motion จากช่างภาพอย่างทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ที่ได้นำ Xperia XZs ไปใช้ถ่ายภาพลูกสาวเล่นน้ำ สามารถรับชมได้จากวิดีโอด้านล่างนี้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงช่วงเวลา Super Slow-Motion จนหยุดหยดน้ำ หรือใบไม้ที่กระเด็นขึ้นมาได้

ส่วนการทดสอบกล้องถ่ายภาพ Motion Eye อย่างละเอียดจะมีการนำเสนอต่อไปในภายหลัง

ทดสอบประสิทธิภาพ

Antutu Benchmark = 111,901 คะแนน
Quadrant Standard = 27,371
Multi-touch Test = 10 จุด

PC Mark
Work 2.0 = 5,006 คะแนน
Computer Vision = 2,632 คะแนน
Storage Score = 2,713 คะแนน
Work = 6,790 คะแนน

3D Mark
Sling Shot Extreme Unlimited = 1,892 คะแนน
Sling Shot Unlimited = 2,461 คะแนน
Sling Shot Extreme = 2,051 คะแนน
Sling Shot = 2,371 คะแนน
Ice Storm Extreme = 12,341 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 19,573 คะแนน
Ice Storm = 13,170 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 5,649 คะแนน
CPU Tests = 22,549 คะแนน
Memory Tests = 3,784 คะแนน
Disk Tests = 51,989 คะแนน
2D Graphics Tests = 3,334 คะแนน
3D Graphics Tests = 2,090 คะแนน

Geekbench 4
Single-Core = 1,733 คะแนน
Multi-Core = 3,608 คะแนน
Compute = 5,958 คะแนน

ในส่วนของการเล่นเกม หรือใช้งานที่รีดประสิทธิภาพเครื่องหนักๆ อย่างการใช้ PS4 Remote Play ตัวเครื่องรองรับได้ลื่นไหลดี ไม่มีอาการกระตุกให้เห็น เพียงแต่ว่าแบตเตอรีก็จะหมดเร็วขึ้น ตามประเภทของการใช้งานเช่นเดียวกัน แต่ถ้าใช้งานทั่วๆไปถือว่าเป็นรุ่นที่แบตอึดพอสมควร

สรุป

Sony Xperia XZs ถือเป็นรุ่นที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่กล้องถ่ายภาพสวยๆ ชอบถ่ายวิดีโอ เพราะให้มาทั้งระบบกันสั่น ถ่าย 4K ได้ แถมด้วย Super Slow Motion 960 fps เรียกได้ว่าครบเครื่องสำหรับการนำเทคโนโลยี Motion Eye มาใช้

ประกอบกับการที่ตัวเครื่องถูกออกแบบมากับหน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว ทำให้ตัวเครื่องจับถือค่อนข้างง่าย จึงน่าจะเหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ที่หน้าจอใหญ่เกินไป ความสามารถโดยรวมครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ได้กังวลในเรื่องของราคาว่า 21,900 บาท แพงเกินไป ก็จะแนะนำให้รอ Xperia XZ Premium ที่กำลังจ่อเข้าไทยดีกว่า เพราะ XZs จะใช้หน่วยประมวลผลที่เป็นแฟลกชิปของปีที่แล้ว มาอัปเกรดกล้องให้ดีขึ้นในรุ่นนี้ แต่ถ้าเป็น XZ Premium นอกจากได้กล้องรุ่นล่าสุดแล้ว ซีพียูก็จะเป็นรุ่นล่าสุดด้วยกับ Snadragon 835 ซึ่งแน่นอนว่าราคาจำหน่ายก็จะสูงขึ้นไปอีก

ข้อดี

การออกแบบเป็นเอกลักษณ์ของโซนี่
เทคโนโลยีกล้อง Motion Eye กับการถ่ายวิดีโอสโลว์โมชัน 960 fps
ขนาดตัวเครื่องจับถนัดมือ เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มเปิดเครื่อง
ใส่เทคโนโลยีด้านภาพ และเสียงของโซนี่มาครบ

ข้อสังเกต

ซีพียูที่ใช้เป็นรุ่นไฮเอนด์ของปีที่แล้ว
ฝาหลังสีดำเป็นรอยนิ้วมือง่ายมาก
ราคาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับสเปก (ยกเว้นกล้อง)

Gallery

]]>
เก็บ 5 เรื่องน่าสนใจส่งตรงจากงานเปิดตัว HTC U 11 http://www.cyberbiz.in.th/preview-5-feature-htc-u11/ Mon, 15 May 2017 16:53:56 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26111

แม้ว่าในประเทศไทย HTC จะหายจากตลาดไปพักใหญ่ๆ จากการที่ในช่วงหลังโดนทั้งแบรนด์เกาหลี และแบรนด์จีน กดดันอย่างหนัก แต่ล่าสุดก็เริ่มกลับมาโฟกัสในตลาดไทย รวมถึงในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น

ดังจะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมาในการแนะนำ HTC U Ultra และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆที่เริ่มหลากหลายขึ้น แต่ในตลาดระดับโลก ด้วยชื่อของเอชทีซี ยังถือเป็นแบรนด์ระดับไฮเอนด์ ที่มีนวัตกรรมเป็นของตัวเอง

ประกอบกับการที่ในปี 2017 เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ของเอชทีซี ทำให้เกิดแนวคิดในการสร้างจุดเปลี่ยนให้แก่อุตสาหกรรม ทีมงานไซเบอร์บิส จึงรวบรวม 5 จุดเด่นที่มาพร้อมกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัว HTC U 11 มาให้ได้รับรู้กัน


1.Edge Sense
ที่มีการนำ Haptic Sensor (เซ็นเซอร์รับการสัมผัสที่จะส่งกระแสไฟฟ้ากลับมาให้นิ้วรู้สึกเหมือนเครื่องถูกกด) มาใส่ไว้ที่บริเวณขอบเครื่อง เพื่อใช้ในการบีบเพื่อสั่งงาน (แม้ขณะเครื่องปิดหน้าจอ) โดยจะมีรูปแบบการบีบ 2 แบบ คือ การบีบแล้วปล่อย (บีบสั้น) กับ บีบจนเครื่องสั่นแล้วปล่อย (บีบยาว) ซึ่งฟังก์ชันที่ตั้งเป็นค่ามาตรฐานคือ การบีบสั้นเพื่อเรียกใช้งานกล้อง และบีบยาวเพื่อเรียกใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ

นอกจากนี้ ยังประยุกต์ใช้ในโหมดกล้องอย่างการบีบสั้น เพื่อถ่ายภาพ และบีบยาวในการสลับกล้องหน้าหลัง หรือจะเข้าไปเปลี่ยนรูปแบบการสั่งงานอื่นๆ อย่างการสั่งเปิดแอปพลิเคชัน จับภาพหน้าจอ เปิดปิดไฟฉาย เรียกโหมดบันทึกเสียง เปิดใช้งาน Sense Companion หรือเพื่อเปิดปิด Wi-Fi

ทั้งนี้ ในการบีบเครื่อง ผู้ใช้สามารถเข้าไปตั้งค่าแรงบีบได้ตามความต้องการ โดยจะมีระดับให้เลือก 10 ระดับ ไล่จากบีบเบาๆ ไปจนถึงบีบแน่นๆ โดยเมื่อผู้ใช้มีการบีบเครื่อง ที่หน้าจอก็จะมีสัญลักษณ์สีฟ้าขึ้นบอก

ส่วนใครที่สงสัยว่าถ้านำเครื่องไปต่อกับไม้เซลฟี่ หรือขาตั้งที่หนีบตัวเครื่องจะเป็นอย่างไร ทดลองได้จากการบีบเครื่องค้างไว้สักพัก จะมีข้อความขึ้นแจ้งเตือนให้ปล่อย ถ้ายังคงบีบต่อจะตัดฟังก์ชันการทำงานของ Edge Sense ออกไป ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาเมื่อนำไปใช้งานแบบนั้น

กรณีที่ใช้งานร่วมกับเคส ถ้าใส่เคสอ่อนที่ยังส่งแรงบีบไปที่ตัวเครื่องได้ Edge Sense จะยังทำงานอยู่ แต่ถ้าใส่กับเคสเหล็ก หรือกรอบที่เป็นโลหะ ก็จะไม่สามารถใช้งาน Edge Sense ได้ กรณีที่ใส่ถุงมือก็สามารถบีบ สั่งงานตัวเครื่องได้ปกติ

2.ผู้ช่วยอัจฉริยะที่พร้อมรับฟังตลอดเวลา ด้วย Google Assistants x Amazon Alexa โดยทางเอชทีซีมองว่า ปัจจุบันการใช้งานคำสั่งเสียงเริ่มมีความแม่นยำ และฉลาดมากขึ้น AI สามารถเรียนรู้ และพูดคุยกับมนุษย์ได้มากขึ้น เพียงแต่ปัจจุบัน เฉพาะ Google Assistants เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ จึงได้นำ Alexa เข้ามาใช้งานร่วมกัน

เพราะ Google Assistants อาจจะเชี่ยวชาญในการทำงานอย่างการกำหนดตารางนัดหมาย การนำทาง ส่วน Alexa ก็จะมีความเป็นมนุษย์มากกว่า สามารถทำงานร่วมกับ Smart Home ได้ จึงนำทั้ง 2 AI มารวมกันไว้ภายใน HTC U 11

เมื่อทั้ง 2 AI มาทำงานร่วมกันภายใน HTC Sense Companion ที่จะคอยเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้ และคอยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน อย่างการแนะนำให้ตั้งแจ้งเตือน ล่วงหน้าก่อนถึงช่วงเวลานัดหมายในปฏิธิน การแสดงข้อมูลพยากรณอากาศล่วงหน้าเมื่อตื่นนอน และหยิบเครื่องขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ในไทย Alexa ยังไม่รองรับการทำงานแบบเต็มรูปแบบ ดังนั้นก็อาจจะไม่ได้ใช้งานในส่วนนี้แบบเต็มที่ เหมือนใน สหรัฐฯ อังกฤษ หรือเยอรมัน ที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฏาคม

3.กล้อง ถือเป็นอีกจุดที่ HTC พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยใน HTC U 11 ส่วนของกล้องหลังจะอัปเดตมาใช้เทคโนโลยี Ultra Pixel 3 ที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ขนาดพิกเซล 1.4 um f/1.7 ที่มาพร้อมระกับกันสั่น OIS/EIS และระบบโฟกัสแบบ UltraSpeed AF พร้อม HDR Boost

ส่วนของกล้องหน้า ความละเอียดที่ 16 ล้านพิกเซล f/2.0 เป็นเลนส์มุมกว้าง 150 องศา โดยเอชทีซีเคลมว่าทั้งกล้องหน้าหลัง สามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยระดับเดียวกันได้ ซึ่งในจุดนี้อาจจะต้องรอดูภาพจากเครื่องจริงอีกครั้ง เนื่องจากเครื่องที่ได้มาลองในช่วงเวลาสั้นๆ ห้ามไม่ให้นำรูปออกมาใช้

อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ที่ทำการทดประสอบประสิทธิภาพเกี่ยวกับกล้อง ที่จากเดิมเคยให้คะแนน Google Pixel เป็นสมาร์ทโฟนที่ถ่ายภาพดีที่สุดในช่วงที่ผ่านมาจาก 89 คะแนน อย่าง DXomark แต่หลังจากนำ U 11 ไปทดสอบ คะแนนที่สูงสุดตกเป็นของ U 11 ที่ 90 คะแนน ขึ้นแท่นเป็นสมาร์ทโฟนที่ถ่ายภาพดีที่สุดในเวลานี้

อีกจุดที่ เอชทีซี ชูขึ้นมาเป็นจุดเด่นคือเรื่องของการถ่ายวิดีโอ ที่สามารถซูมได้ทั้งภาพ และเสียง โดยใช้เทคโนโลยี 3D Audio Microphones ทำให้เวลาซูมภาพไปในจุดใด ไมค์ก็จะรับเสียงจากจุดนั้น และตัดเสียงรบกวนที่เกิดจากบริเวณรอบๆออกไป โดยเอชทีซีเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Acoustic Focus

4.เสียง ที่ผ่านมาเอชทีซีจะมีจุดเด่นในเรื่องของเสียงเสมอมา ตั้งแต่การนำ Boom Sound มาใช้ ทำให้ลำโพงสเตอริโอหันเข้าหาผู้ใช้ พอมาในรุ่น U 11 เอชทีซี ได้มีการออกแบบลำโพงที่อยู่บริเวณส่วนล่างเครื่อง ให้สะท้อนเสียงเข้ากับฝาหลัง และกระจายเสียงออกมาในขอบบน และล่างของเครื่อง

ทำให้ตัวเครื่องทั้งหมดช่วยขยายเสียงออกมา ทำให้เสียงดังขึ้น ในขณะเดียวกันก็ได้เบสที่หนักขึ้น พร้อมไปกับเสียงร้องที่ใสขึ้นด้วย โดยเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า HTC Boomsound Hi-Fi Edition ที่ถูกพัฒนาเพิ่มมาจากรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง HTC 10

ในส่วนของระบบเสียงภายใน U 11 จะรองรับไฟล์เสียงแบบ Hi-Res 24bit พร้อมไปกับการออกแบบให้ตัวเครื่อง ปรับแต่งเสียงให้เหมาะกับแต่ละบุคคลได้ ด้วย Personalized Audio ที่จะทำงานร่วมกับหูฟัง U Sonic ที่เป็นหูฟังรุ่นใหม่ มีการฝังไมโครโฟนไว้ในหูฟังเพื่อช่วยรับเสียงสะท้อน

ทำให้เวลาปรับแต่งเสียง เพียงแค่ใส่ U Sonic เข้าไปในหู เข้าไปในหน้าตั้งค่า กดเลือกปรับแต่งเสียง หลังจากนั้นตัวเครื่องจะทำการวัดเสียงสะท้อนจากแก้วหูออกมา และปรับแต่งค่าที่เหมาะสมให้กับแต่ละบุคคล ที่สำคัญหูฟังดังกล่าวเป็นหูฟังที่รองรับระบบตัดเสียงรบกวนด้วย (Active Noise Cancellation)

อีกประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเสียงคือ U 11 เลือกที่จะตัดพอร์ตหูฟัง 3.5 มม. ออกไป พร้อมแถมหูฟัง U Sonic มาให้ใช้งานคู่กับ USB-C อยู่แต่ แต่ถ้าไม่ชอบทางเอชทีซีก็มีการแถมอะเดปเตอร์แปลง USB-C เป็น 3.5 มม. มาให้ด้วย

โดยทางเอชทีซี ระบุว่า อะเดปเตอร์รุ่นดังกล่าว จะมากำหนดมาตรฐานใหม่ของอะเดปเตอร์หูฟังที่จะออกมาในอนาคต เพราะภายในมีการบรรจุ DAC (Digital to Analog Converter) หรืออุปกรณ์แปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นแอนาล็อกอยู่ภายในด้วย เพื่อให้เสียงมีคุณภาพมากขึ้น

5.สุดท้ายคือในส่วนของฮาร์ดแวร์ ที่ทางเอชทีซีชูในเรื่องของการที่ผู้บริโภคทุกคนอยู่ในระดับเฟิร์สคลาสเหมือนกันทั่วโลก (Everyone is a first class citizen) ที่ทางเอชทีซี เลือกใช้หน่วยประมวลผลที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้จาก Qualcomm พร้อมเป็นการจิกกัดซัมซุงกลายๆ ที่เลือกใช้หน่วยประมวลผล 2 รูปแบบ

สรุปสเปกเบื้องต้นของ HTC U 11 จะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 835 ที่มีจุดเด่นในเรื่องของการรองรับ 4G LTE Cat 16 หรือ Gigabit Network (ในไทยตอนนี้จะวิ่งได้สูงสุด 700 Mbps จาก 3CA 4×4 MIMO 256 QAM)

ตัวเครื่องมีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่นคือ RAM 4 GB พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูล 64 GB กับอีกรุ่นคือ RAM 6 GB พื้นที่เก็บข้อมูล 128 GB (ไทยขายรุ่น 6 GB) โดยตัวเครื่องรองรับการใช้งาน 2 ซิม (เลือกใส่ 2 นาโนซิมการ์ด หรือ ใส่นาโนซิมการ์ด คู่กับไมโครเอสดีการ์ด)

สำหรับการออกแบบ U 11 จะมากับความสมมาตรของตัวเครื่องทั้งหน้าและหลัง โดยจะมีหน้าจอ Super LCD ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Quad HD ที่เป็นแบบ 3D Glass ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมกับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และปุ่มสัมผัสล่างหน้าจอ

ส่วนรอบๆเครื่องจะมีปุ่มเปิดปิด เครื่อง และปุ่มปรับระดับเสียงทางขวา ส่วนด้านบนจะเป็นถาดใส่ซิมการ์ด และด้านล่าง เป็นพอร์ต USB-C

ในส่วนของสี เอชทีซี ทำแนวคิดของพื้นผิวน้ำมาใช้ในการออกแบบ (Liquid Surface) ซึ่งเป็นคอนเซปต์ตั้งแต่รุ่นก่อนหน้านี้อย่าง HTC U Ultra ที่ใช้การเคลือบวัสดุพิเศษ ทำให้เวลาสะท้อนกับแสงในแต่ละมุมแล้วให้สีที่แตกต่างกัน

มีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 5 สี คือ สีเงิน (Amazing Silver) ดำ (Brilliant Black) นำ้เงิน (Sapphire Blue) ขาว (Ice white) และ สีแดง (Solid Red) เพียงแต่สีแดงจะออกวางจำหน่ายทีหลังในเฟส 2

โดยสีที่น่าสนใจจริงๆ จะเป็น Amazing Silver และ Solid Red ที่ใช้คอนเซปต์การสะท้อนของแสงไฟในมุมมองที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดสีหลากหลายโทน คล้ายกับสีของน้ำทะเล และพระอาทิตย์ ที่ส่องแสงในช่วงเวลาที่ต่างกัน

ภาพตัวเครื่อง

]]>
Review : HUAWEI P10 มีดีที่กล้องคู่ไลก้าปรับปรุงใหม่ http://www.cyberbiz.in.th/review-huawei-p10/ Mon, 08 May 2017 11:11:49 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25999

ช่วงนี้เปรียบเสมือนมรสุมลูกใหญ่กำลังซัดกระหน่ำแบรนด์หัวเว่ย (HUAWEI) โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนในกลุ่มแฟลกชิปไล่ตั้งแต่ Mate 9 ไปจนถึง P10 รุ่นที่เรานำมารีวิวให้ชมกันในวันนี้ โดยปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นคุณผู้อ่านต้องเป็นคนตัดสินด้วยตัวเอง (ใครกำลังสนใจ แนะนำให้เดินไปลองเล่นที่ตัวแทน จากนั้นตัดสินใจด้วยตัวเองเลยว่าชอบหรือไม่ชอบ) เพราะสุดท้ายคนที่จ่ายเงินซื้อก็คือตัวของคุณเอง ส่วนทีมงานไซเบอร์บิซก็ขอทำหน้าที่สื่อนำเสนอบทความรีวิวจัดเต็มแบบไม่เอนเอียงเช่นเดิม

โดยรุ่นที่เราได้รับมารีวิวในวันนี้เป็น HUAWEI P10 สี Graphite Black ความจุ 64GB ในราคา 19,900 บาท (เครื่องวางขายจริง)

การออกแบบ

ภาพลักษณ์ภายนอกของแฟลกชิป HUAWEI P10/P10 Plus จะมีการออกแบบมุมเครื่องให้โค้งมนโดยใช้ Hyper Diamond-Cut ในการเจียรขอบมุมให้ดูลงตัวกว่า P9/P9 Plus โดยรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบ P10 จะมาพร้อมหน้าจอขนาด 5.1 นิ้ว ความละเอียด 1080p ส่วน P10 Plus จะมาพร้อมหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 2,560×1,440 พิกเซลหรือ 2K (หน้าจอทั้ง 2 รุ่นจะครอบทับด้วยกระจกจอ Corning Gorilla Glass 5)

ในส่วนกล้องหน้า ทั้ง P10/P10 Plus ปรับไปใช้กล้องหน้าจากไลก้า ความละเอียดภาพ 8 ล้านพิกเซล มีออโต้โฟกัสพร้อมรูรับแสงกว้าง f1.9

นอกจากนั้นใต้จอภาพจะเห็นว่าในรุ่น P10/P10 Plus จะมีการย้ายเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือจากด้านหลังมาติดตั้งไว้ด้านหน้าแทน

ด้านหลัง วัสดุที่ใช้จะเป็นอะลูมิเนียมพร้อมกล้องหลังแบบคู่ (Dual Camera) จากไลก้าเช่นเดิม โดยในรุ่น P10 จะเป็น LEICA Dual Camera 2.0 เซ็นเซอร์ถ่ายภาพแยกสี (RGB) และขาวดำ (Monochrome) ความละเอียด 12+20 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์ SUMMARIT-H ระยะ 27 มิลลิเมตร รูรับแสง f2.2 และไฟแฟลชแบบทูโทน มีเลเซอร์ออโต้โฟกัสแบบเดียวกับกล้องหลัง HUAWEI Mate 9

ส่วนถ้าเป็น P10 Plus เลนส์กล้องจะอัปเกรดเป็น SUMMILUX-H พร้อมรูรับแสงกว้างถึง f1.8 รับแสงได้มากกว่า P10 รุ่นเริ่มต้น

สำหรับขนาดตัวเครื่อง P10 จะมีความหนาอยู่ที่ 7 มิลลิเมตร น้ำหนัก 145 กรัม ส่วน P10 Plus จะอยู่ที่ 6.98 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนัก 165 กรัม

มาดูในส่วนปุ่มกดและช่องเชื่อมต่อรอบตัวเครื่อง เริ่มจากขวามือเป็นที่อยู่ของปุ่มเปิดปิดเครื่อง (ออกแบบใหม่) และปุ่มเพิ่มลดระดับเสียง

ด้านซ้าย เป็นที่อยู่ของช่องใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์แบบ Nano Sim รองรับ 2 ซิมการ์ด โดยช่องใส่ซิมที่ 2 จะแชร์กับช่อง MicroSD รองรับสูงสุด 256GB

ด้านล่าง ตรงกลางเป็นช่อง USB-C ซ้ายช่องเชื่อมต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ขวาช่องลำโพง โดย P10 จะเป็นโมโน ส่วน P10 Plus จะเป็นลำโพงสเตอริโอ

ด้านบน จะเป็นที่อยู่ของไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน ส่วนถ้าเป็น P10 Plus จะเพิ่มช่องรับส่งสัญญาณอินฟาเรดมาด้วย

นอกจากนั้นยังมีสเปกด้านการออกแบบอีกหนึ่งฟีเจอร์เด่นที่หัวเว่ยไม่ได้ทำโฆษณาเหมือนคู่แข่งก็คือ ส่วนของเมนบอร์ดทั้ง P10 และ P10 Plus จะมีการเคลือบ Nano Coating ไว้ทำให้ตัวเครื่องสามารถป้องกันฝนได้ระดับหนึ่ง (ประมาณฝนตกเล็กๆน้อยๆเท่านั้น) แต่ P10 Plus จะได้รับมาตรฐาน IPX3 ป้องกันน้ำได้ดีกว่า แต่ก็ไม่แนะนำให้ใช้ขณะฝนตกหนักหรือลงไปเล่นน้ำในสระเด็ดชาด

สเปก

มาดูในส่วนสเปก ทั้ง HUAWEI P10 และ P10 Plus จะมาพร้อมหน่วยประมวลผล Kirin 960 Octa-core ความเร็ว 2.4GHz พร้อมแรม 4GB (รุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบตรวจเช็คแล้วเป็นแรม DDR4) รอม 64GB เหลือให้ใช้งานจริงประมาณ 50GB รองรับระบบชาร์จไฟแบบรวดเร็ว HUAWEI SuperCharge (มีอะแดปเตอร์แถมมาให้) ส่วนระบบปฏิบัติการเลือกใช้แอนดรอยด์ 7.0 (Nougat) ครอบทับด้วย HUAWEI EMUI 5.1

ด้านสเปกการเชื่อมต่อเครือข่าย เริ่มจาก 3G/4G รองรับทุกคลื่นความถี่ในประเทศไทย โดย 4G จะรองรับ VoLTE และเทคโนโลยีรวมคลื่นความถี่ 3CA ยกเว้น P10 Plus จะเพิ่มเสารับสัญญาณโทรศัพท์เป็น 4 เสา รองรับ 4.5G LTE Advanced

ส่วนการใช้งาน 2 ซิมการ์ด ซิมที่ 2 จะรับแค่ระบบโทรศัพท์เท่านั้น (รองรับ 2G/3G)

ด้านสเปกอื่นๆ WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 a/b/g/n/ac บลูทูธ 4.2 มี NFC รวมถึงรองรับการถอดรหัสไฟล์เสียงคุณภาพสูง 192Khz/24 บิต พร้อมแบตเตอรี สำหรับ P10 อยู่ที่ 3,200mAh และ P10 Plus อยู่ที่ 3,750mAh

ยูสเซอร์อินเตอร์เฟสและฟีเจอร์เด่น

ทั้ง P10 และ P10 Plus จะมาพร้อมกับยูสเซอร์อินเตอร์เฟส EMUI 5.1 บนแอนดรอยด์ 7.0 (Nougat) ภาพรวมการใช้งานของตัวซอฟต์แวร์จะไม่แตกต่างจากหัวเว่ยรุ่นอื่นๆ แต่สิ่งที่น่าประทับใจก็คือเรื่อง แอปฯติดตั้งมากับเครื่องถูกตัดออกไปเหลือแค่แอปฯที่จำเป็นเท่านั้น

ส่วนการย้ายเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาไว้ข้างหน้า มีหลายคนสงสัยว่าจะสามารถใช้แทนปุ่มโฮมได้เหมือนกับคู่แข่งอย่าง iPhone 7 หรือไม่ คำตอบคือได้ครับ เพียงแต่ค่ามาตรฐานจากโรงงานจะตั้งไว้ให้ส่วนนี้เป็นแค่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อกหน้าจอ และใช้ส่วน Navigation Buttons ต้องไปใช้แบบดั้งเดิมแทน

แต่ถ้าผู้ใช้ไม่พอใจก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านเมนู Navigation Buttons โดยทุกคำสั่งจะไปรวมอยู่ที่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือทั้งหมด ดังนี้

กดเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแรงๆ 1 ครั้ง = เรียกหน้าโฮมสกรีน (ปุ่มจะสั่น)
กดเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเบาๆ 1 ครั้ง = ย้อนกลับ
ปัดซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้ายที่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ = เรียกหน้า Recent Apps
ปัดขึ้นจากขอบจอภาพ = เรียก Google Now

ในส่วนระบบสแกนลายนิ้วมือ ส่วนนี้จะเหมือนเดิมคือรองรับการอ่านลายนิ้วมือได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือ รวมถึงประสิทธิภาพการใช้งานยังคงครองแชมป์สมาร์ทโฟนที่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือทำงานรวดเร็วสุดเช่นเดิม

กล้องถ่ายภาพ

ซอฟต์แวร์กล้องถ่ายภาพทั้ง HUAWEI P10 และ P10 Plus มองภาพรวมแล้วจะเหมือนกับ Mate 9 โดยลูกเล่นการใช้งานหัวเว่ยยังคงพัฒนาร่วมกับไลก้าเช่นเดิม ความละเอียดภาพมาตรฐานอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซล สามารถซูมภาพได้ 2 เท่า (ซอฟต์แวร์ประมวลผลไม่ใช่การซูมผ่านเลนส์จริง) รองรับความละเอียดภาพสูงสุด 20 ล้านพิกเซล (ใช้งานระบบซูมภาพไม่ได้) สามารถถ่ายภาพสีและขาวดำได้เหมือนกับ P9 และ Mate 9 รวมถึงรองรับการถ่าย RAW และมี Manual Mode ปรับแต่งค่ากล้องเองได้

มาถึงส่วนที่เพิ่มเติมมาเป็นจุดขายหลักของ P10 และ P10 Plus ก็คือ “โหมดถ่ายภาพบุคคล” เพราะจากเดิมหัวเว่ยจะมีโหมด Wide Aperture ที่สามารถทำหน้าชัดหลังเบลอจากกล้องคู่หลังมาให้ แต่หัวเว่ยมองว่าโหมดดังกล่าวยังให้ประสิทธิภาพการทำหน้าชัดหลังเบลอหรือ Depth of field ที่ยังไม่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะการถ่ายภาพบุคคลที่ดูหลอกตามาก

ตัวอย่างภาพจากโหมดถ่ายภาพบุคคล

ใน P10 และ P10 Plus หัวเว่ยและไลก้าจึงร่วมพัฒนาโหมด “ถ่ายภาพบุคคล” ขึ้นมาพิเศษ (รองรับทั้งถ่ายภาพสีและขาวดำ) โดยยึดโทนภาพในสไตล์ไลก้ารวมถึงมีการพัฒนาส่วนจำลองโบเก้ (Bokeh) หรือส่วนที่หลุดโฟกัสใหม่ให้เป็นธรรมชาติเหมือนถ่ายจากเลนส์กล้อง DSLR จริงๆ

ตัวอย่างภาพจากโหมด Wide Aperture จำลองรูรับแสงกว้าง f2

นอกจากนั้นในส่วนโหมด Wide Aperture เดิมก็ยังได้รับอานิสงส์จากการปรับปรุงครั้งนี้ด้วย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง HUAWEI P10

ในภาพรวมเรื่องของกล้องถ่ายภาพทั้งหน้าและหลังน่าจะถือเป็นจุดขายสุดของ HUAWEI P10 และ P10 Plus แล้วเพราะในส่วนประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับการปรับเปลี่ยนอื่นๆแล้ว เรื่องกล้องถ่ายภาพดูจะให้ผลลัพท์ที่ชัดเจนสุดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยเฉพาะการวัดแสง ปรับสมดุลแสงขาวและการจัดการนอยซ์ในที่แสงน้อยถือว่าทำได้ดีขึ้น แต่ต้องเป็นรุ่น P10 Plus ถึงจะความชัดเจนในการปรับเปลี่ยนครั้งนี้มากที่สุด เพราะ P10 รุ่นเริ่มต้นให้ประสิทธิภาพไม่แตกต่างจาก Mate 9 จนเป็นนัยให้ต้องพูดถึง

ในส่วนวิดีโอมีการปรับปรุงจากรุ่นก่อนหน้าค่อนข้างมาก โดยเฉพาะระบบป้องกันภาพสั่นไหวถือว่าให้คุณภาพที่ดี แต่ทีมงานก็ยังยืนยันคำเดิมว่า ต้องเป็น P10 Plus คุณภาพวิดีโอ โดยเฉพาะในที่แสงน้อยถึงจะทำได้ดีกว่านี้ (ไม่เข้าใจว่าทำไมหัวเว่ยไม่ใช้กล้องหลัง P10 และ P10 Plus เป็นสเปกเดียวกัน เพราะแยกสเปกกันแบบนี้แล้ว P10 ดูเป็นไม้ประดับมาก)

ทดสอบประสิทธิภาพ

AnTuTu Benchamrk = 130,568 คะแนน

3D Mark
Sling Shot Extreme = 2,018 คะแนน
Sling Shot = 2,254 คะแนน
Ice Storm Extreme = 13,127 คะแนน

AndroBench
Seq. Read = 759.78 MB/s
Seq Write = 185.3 MB/s

PC Mark
Work 2.0 = 6,305 คะแนน
Computer Vision = 3,228 คะแนน

BaseMark = 44,038 คะแนน

Geekbench 4
Single-Core = 1,850 คะแนน
Multi-Core = 6,227 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 10,161 คะแนน
CPU Tests = 239,074 คะแนน
Memory Tests = 11,022 คะแนน
Disk Tests = 73,844 คะแนน
2D Graphics Tests = 8,240 คะแนน
3D Graphics Tests = 2,385 คะแนน

ในส่วนประสิทธิภาพเรียกได้ว่า ถ้าหัวเว่ยไม่มีปัญหาเรื่องคละสเปกแรมและหน่วยเก็บข้อมูลกับชิปรุ่นเก่า อย่างตัวที่ทีมงานได้รับมาทดสอบทั้งแรมและรอมเป็นเทคโนโลยีล่าสุดทั้งหมด ประสิทธิภาพที่ได้ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะคะแนนทดสอบหลายส่วนติดระดับบนๆของตลาดแฟลกชิปได้เลย

มาถึงเรื่องแบตเตอรี สำหรับรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบคือ HUAWEI P10 สามารถทำเวลาใช้งานต่อเนื่องได้ 7 ชั่วโมง 45 นาที ถ้าคิดเป็นเวลาใช้งานทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 12-14 ชั่วโมงเท่านั้น ตามความคิดของทีมงานขอเรียนตามตรงว่าไม่ค่อยประทับใจนัก

สรุป

สำหรับราคา HUAWEI P10 และ P10 Plus จะเริ่มต้นที่ 17,900 บาท ถึง 23,900 บาท มีให้เลือก 6 สี ได้แก่ Dazzling Blue, Dazzling Gold, Greenery (เฉพาะรุ่น P10 Plus), Mystic Silver, Graphite Black และ Prestige Gold

จุดขายหลักของ HUAWEI P10 และ P10 Plus จริงๆแล้วน่าจะอยู่ที่กล้อง Dual Camera เป็นสำคัญ เพราะในส่วนนี้หัวเว่ยปรับปรุงจนเห็นผลชัดเจนมากที่สุด โดยเฉพาะโหมดถ่ายภาพบุคคลรวมถึงการทำภาพหน้าชัดหลังเบลอคุณภาพสูง นอกนั้นจะเป็นการอัปเดตเทคโนโลยีไปตามกระแสโลกปกติ ไม่มีสิ่งใดหวือหวาเหมือนตอนเปิดตัว P9/P9 Plus

สุดท้ายใครที่กำลังมองหา HUAWEI P10 และไม่สนใจกระแสปัญหาที่ร้อนแรงอยู่ในตอนนี้ ผมขอเรียนตามตรงว่าให้มองข้าม P10 ไปมองรุ่น P10 Plus จะดีที่สุด เพราะเป็นรุ่นที่หัวเว่ยนำเทคโนโลยีใหม่ๆรวมถึงกล้องตัวใหม่ไปติดตั้งไว้ทั้งหมด ในขณะที่ P10 รุ่นเริ่มต้นจะเหมือนเป็น Mate 9 ในเรือนร่างขนาดเล็กเท่านั้น

ข้อดี

– กล้องหลัง Dual Camera 2.0 ปรับปรุงใหม่
– สแกนลายนิ้วมือทำงานรวดเร็ว
– โหมดถ่ายภาพบุคคลให้คุณภาพดี
– วิดีโอคุณภาพดีขึ้นมาก

ข้อสังเกต

– ฝาหลังหัวเว่ยเครมว่าเป็นรอยนิ้วมือยาก แต่ใช้งานไปสักพักรอยนิ้วมือติดเยอะมาก ประกอบกับตัวเครื่องค่อนข้างลื่น การจับถือไม่ค่อยกระชับ จำเป็นต้องใส่เคส
– สำหรับรุ่น P10 แบตเตอรีหมดเร็ว ไม่น่าประทับใจ
– จุดขายเด่นๆไปรวมอยู่ที่ P10 Plus แทบทั้งหมด ทำให้ P10 ดูไม่น่าสนใจ

Gallery

]]>
Review : Samsung Galaxy S8+ หรูหรา จอใหญ่ ไร้ขอบ ในขนาดพอดีมือ http://www.cyberbiz.in.th/review-samsung-galaxy-s8plus/ Mon, 01 May 2017 18:38:12 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25931

Samsung Galaxy S8 และ S8+ ถือเป็นสมาร์ทโฟนแฟลกชิปรุ่นปรับโฉมครั้งยิ่งใหญ่จากซัมซุง ที่ในครั้งนี้ถูกปรับดีไซน์ใหม่ยกแผง ตั้งแต่การเลือกตัดปุ่มคำสั่งใต้จอภาพออก ไปถึงการขยายขนาดหน้าจอให้เต็มตา ดูไร้ขอบ และที่สำคัญเรื่องการออกแบบตัวเครื่องที่ทำได้ลงตัวกว่าทุกรุ่นที่ผ่านมา เรียกได้ว่า “Samsung Galaxy S8 และ S8+ เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนแฟลกชิปที่มีความเรียบหรูและดูแฟชั่นมากสุดแล้วในเวลานี้”

การออกแบบ

สำหรับ Samsung Galaxy S8 รุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบจะเป็นรุ่น S8+ มาพร้อมหน้าจอ Super AMOLED ขนาดใหญ่ถึง 6.2 นิ้ว (S8 ขนาดหน้าจอ 5.8 นิ้ว) ความละเอียดสูงสุด 1,440 x 2,960 พิกเซล พร้อมความละเอียดพิกเซลต่อตารางนิ้วอยู่ที่ 529 ppi และรองรับ Always-On-Display (AOD) เช่นเดิม

โดยหน้าจอใน Galaxy S8/S8+ ถูกออกแบบใหม่และเรียกว่า “Infinity Display” เนื่องจากซัมซุงเลือกขยายส่วนจอภาพบนและล่างให้เต็มพื้นที่ด้านหน้าตัวเครื่องมากยิ่งขึ้น โดยเลือกนำปุ่มคำสั่งใต้จอภาพ (โฮม ย้อนกลับ และปุ่มเรียก Recent Apps) แบบดั้งเดิมออกไปไว้กับส่วนซอฟต์แวร์แทน ทำให้ซัมซุงสามารถขยายขอบจอด้านล่างได้มากขึ้น

ส่วนด้านข้างซัมซุงเลือกใช้ขอบจอแบบโค้งทั้งสองด้าน (Dual Edge Screen) ทำให้เมื่อมองจอในแนวตรงจะเหมือนไร้ขอบ พร้อมอัตราส่วนหน้าจอใหม่ (Display Ratio) 18.5:9 ที่ถึงแม้เมื่อวัดตามสูตรกับหน้าจออัตราส่วน 16:9 จะได้พื้นที่เพิ่มไม่มาก แต่เมื่อใช้งานด้านท่องเว็บไซต์หรือคนชอบใช้งานแอปฯ 2 หน้าจอเป็นหลัก อัตราส่วน 18.5:9 จะให้พื้นที่ทำงานที่มากขึ้นทั้งแนวตั้งและแนวนอน

มาถึงปุ่มคำสั่ง Navigation Buttons ที่แต่เดิมซัมซุงจะเลือกติดตั้งเป็นปุ่มสัมผัสและกดจริงอยู่ล่างจอภาพมาตั้งแต่รุ่นแรกจนถึง Galaxy S7 แต่ใน Galaxy S8/S8+ ซัมซุงตัดสินใจตัดออกและเปลี่ยนมาให้ซอฟต์แวร์เป็นตัวควบคุมแทน เพราะฉะนั้นส่วนของ Navigation Bar ใหม่นี้จะสามารถปรับแต่ง เช่น เปลี่ยนสี สลับตำแหน่งปุ่มคำสั่งได้

โดยปุ่มโฮมตรงกลาง (ไอคอนสี่เหลี่ยม) ซัมซุงได้ฝังเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงกดไว้ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถกดปุ่มโฮมได้ทุกเวลาแม้ปุ่มจะถูกซ่อนไว้ด้วยแอปฯต่างๆ เพียงกดลงไป เซ็นเซอร์จะสั่นให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนกดปุ่มโฮมจริงๆ

ด้านขนาดตัวเครื่อง สำหรับ Galaxy S8+ จะอยู่ที่ 159.5×73.4 มิลลิเมตร หนา 8.1 มิลลิเมตร น้ำหนัก 173 กรัม ซึ่งขนาดด้านกว้างและยาวจะใกล้เคียงกับ iPhone 7 Plus แต่เรื่องความหนาและความเพียวบางของหน้าจอ รวมถึงขอบโค้งทั้งสองด้านจะทำให้ Galaxy S8+ สามารถจับใช้งานได้ถนัดมือกว่าสมาร์ทโฟนแฟลกชิปหน้าจอใหญ่หลายรุ่น

พลิกเครื่องมาดูด้านหลังกันบ้าง วัสดุยังคงใช้เป็นกระจก Corning Gorilla Glass 5 และดีไซน์เหมือนกับ Galaxy S7 แต่จะมีการปรับเพิ่มส่วนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเข้าไปไว้ข้างกล้องถ่ายภาพ (จากเดิมจะอยู่กับปุ่มโฮมด้านหน้าเครื่อง) โดยสเปกเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือจะเหมือนกับ Galaxy S7

ส่วนกล้องถ่ายภาพ สเปกภาพรวมเหมือนกับ Galaxy S7 ตั้งแต่ เลนส์มาพร้อมรูรับแสง f1.7 ทั้งกล้องหน้าและหลัง โดยกล้องหลังรองรับความละเอียดภาพสูงสุด 12 ล้านพิกเซลพร้อมออโต้โฟกัส Dual Pixel กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล แต่สิ่งที่ซัมซุงเพิ่มเติมใน Galaxy S8 ก็คือส่วนหน่วยประมวลผลภาพที่เลือกใช้ multi-frame technology เป็นครั้งแรก เพื่อลดสัญญาณรบกวนเมื่อจำเป็นต้องถ่ายในที่แสงน้อย

ภาพถ่ายที่อัตราส่วน 4:3 ปกติ

ภาพถ่ายที่อัตราส่วน 18.5:9

อีกทั้งยังมาพร้อมโหมดถ่ายภาพนิ่งที่อัตราส่วนภาพ 18.5:9 โดยซัมซุงใช้เทคนิคครอปภาพจากอัตราส่วนปกติ 4:3

มาดูปุ่มกดและช่องเชื่อมต่อรอบตัวเครื่อง เริ่มจากขวามือจะเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง

ด้านซ้าย เป็นปุ่มเพิ่มลดระดับเสียงและปุ่มเรียก Bixby

ด้านล่าง ซ้ายมือเป็นช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ตรงกลางช่อง USB-C ขวา ช่องไมโครโฟนและช่องลำโพง

ด้านบน เป็นที่อยู่ของไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนและช่องใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์แบบ Nano Sim รองรับ 2 ซิมการ์ดโดยช่องที่สองจะแชร์กับช่องใส่ MicroSD Card รองรับความจุสูงสุด 256GB

สเปก

Samsung Galaxy S8/S8+ ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Samsung Exynos 8895 Octa-Core (10 นาโนเมตร) ความเร็ว 2.3GHz พร้อมแรม LPDDR4 – 4GB และหน่วยเก็บข้อมูลภายในแบบ UFS 2.1 ความจุ 64GB

นอกจากนั้นตัวเครื่องยังมาพร้อมมาตรฐานป้องกันน้ำและฝุ่น IP68 ส่วนระบบปฏิบัติการเป็น Android 7.0 (Nougat) จากโรงงาน

ด้านความจุแบตเตอรีสำหรับ S8 จะอยู่ที่ 3,000mAh และ S8+ จะอยู่ที่ 3,500mAh รองรับระบบชาร์จไฟแบบไร้สาย Qi/PMA

มาดูเรื่องการเชื่อมต่อเครือข่าย Galaxy S8/S8+ จะรองรับ 3G/4G ทุกเครือข่ายในประเทศไทย โดย 4G นอกจากจะรองรับ 4G VoLTE และ WiFi Calling แล้ว Galaxy S8/S8+ ยังถือเป็นเจ้าแรกที่รองรับเทคโนโลยีรวมคลื่นความถี่ (Carrier Aggregation) ได้สูงถึง 4CA อีกด้วย

ส่วนสเปกอื่นๆที่น่าสนใจ เริ่มจาก WiFi รองรับมาตรฐาน Dual Band 802.11 a/b/g/n/ac บลทูธปรับไปใช้รุ่น 5.0 NFC รองรับ Samsung Pay ส่วนช่องเชื่อมต่อ USB-C รองรับมาตรฐานการรับส่งข้อมูลรุ่น 3.1 และรองรับการเชื่อมต่อ Samsung DeX

ซอฟต์แวร์และฟีเจอร์เด่น

ในภาคส่วนของซอฟต์แวร์ยูสเซอร์อินเตอร์เฟสที่ครอบทับ Android 7.0 (Nougat) จะไม่แตกต่างจาก Galaxy S 7 มากนัก แต่ซัมซุงมีการปรับปรุงเรื่องการออกแบบให้มีความเรียบร้อยและหรูหรามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะส่วน Navigation Bar ที่ทำได้เนียนตาไม่มีรอยต่อให้การใช้งานรู้สึกสะดุด

ส่วนแอปฯเสริมภาคบังคับ ในครั้งนี้ซัมซุงอนุญาตให้ผู้ใช้เลือกติดตั้งเท่าที่ใช้งานได้ หรือถ้าภายในเครื่องมีการติดตั้งแอปฯเหล่านี้ไว้แล้ว ผู้ใช้ก็สามารถเลือกลบออกได้ตามต้องการ

 

เลือกความละเอียดหน้าจอเพื่อประหยัดแบตเตอรี – ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ ทางซัมซุงจังได้พัฒนาฟังก์ชันที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกลดความละเอียดจอภาพ ตามการใช้งานได้อย่างอิสระ เพื่อช่วยประหยัดแบตเตอรีได้ (ค่ามาตรฐานแนะนำให้ตั้งความละเอียดที่ FHD+ 2,220×1,080 พิกเซลก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว)

Bixby (บิกซ์บี) – เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะคนใหม่จากซัมซุง (คู่แข่ง Siri ของแอปเปิล) โดยการเรียกใช้ Bixby สามารถทำได้หลายช่องทางตั้งแต่กดปุ่มเรียก 1 ครั้ง (ปุ่มติดตั้งอยู่ใต้ปุ่มเพิ่มลดเสียง) จะเป็นการเปิด Bixby Home และส่วนแจ้งเตือนขึ้นมาให้ผู้ใช้ทราบ หรือถ้ากดปุ่มเรียก Bixby ค้างไว้จะเป็นการเรียก Voice ให้เราสามารถคุยสั่งงาน Bixby ได้ (แต่ประเทศไทยยังใช้งานฟังก์ชันนี้ไม่ได้) หรือถ้าอยู่ในโหมดกล้องถ่ายภาพหรือ Gallery ผู้ใช้สามารถกดไอคอนดวงตาเพื่อเรียก Bixby Vision ขึ้นมา จากนั้นระบบจะวิเคราะห์รูปถ่ายของเราและพยายามค้นหาสิ่งที่คล้ายกับวัตถุที่อยู่ในภาพในอัตโนมัติ

หรือถือ Bixby Vision วิเคราะห์ภาพแล้วรู้ว่าเป็นสถานที่ ระบบจะแสดงรายละเอียดของสถานที่นั้นให้เราได้ทราบ รวมถึงสามารถแนะนำร้านอาหารที่อยู่ละแวกนั้นได้ด้วย (ใช้ฐานข้อมูลจาก Foursquare)

ระบบรักษาความปลอดภัย – หลังจาก Galaxy Note 7 เปิดตัวระบบสแกนม่านตา Iris Scan ไปแล้ว ใน Galaxy S8/S8+ ซัมซุงได้เพิ่มระบบตรวจจับใบหน้า (Face Unlock) ให้เลือกใช้งานได้ด้วย แต่ทั้งนี้ระบบ Face Unlock ยังมีข้อสังเกตในเรื่องความแม่นยำ ซัมซุงจึงแนะนำให้ใช้ควบคู่กับระบบสแกนลายนิ้วมือหรือเลือกใช้งานร่วมกับการตั้งรหัสผ่านแบบเดิมจะดีที่สุด

Edge Screen – บริเวณขอบจอโค้งทั้งสองด้านยังมาพร้อมฟีเจอร์ให้ใช้งานเช่นเดิม ตั้งแต่ Edge Panel ที่ขอบจอด้านขวาสามารถนำนิ้วปาดจากขอบจอเข้ามากลางจอก็จะพบกับส่วนพาเนล ซึ่งเป็นที่อยู่ของเมนูลัดต่างๆ (สามารถเลือกใช้งานและดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้จาก Samsung Apps)

นอกจากนั้นขอบจอทั้งสองด้านยังสามารถเรืองแสงเวลามีคนโทรเข้ามาหรือมีแจ้งเตือนได้ด้วย (ต้องคว่ำหน้าเครื่องลงกับโต๊ะ)

Game Tools ใหม่ – จะถูกเรียกใช้อัตโนมัติ โดยเมื่อเรากดเข้าเกม Notification Bar จะเพิ่มเมนู Game Tools ให้ทันที ผู้ใช้สามารถตั้งค่ารวมถึงล็อคส่วน Notification Bar ป้องกันระหว่างเล่นแล้วมือพลาดไปโดนปุ่มโฮมโดยไม่ตั้งใจ

Samsung DeX  (Desktop eXperience) – เป็นฟังก์ชันใหม่ที่มากับ Galaxy S8/S8+ โดยเมื่อผู้ใช้เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับ DeX Station (จำหน่ายแยก ราคา 3,900 บาท) จากนั้นเมื่อนำสาย HDMI เชื่อมต่อกับจอมอนิเตอร์ ระบบจะเปลี่ยนตัวเองเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ผู้ใช้สามารถนำเมาส์และคีย์บอร์ดแบบ USB มาเชื่อมต่อกับ DeX Station และใช้งานได้เหมือนคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ พิมพ์งาน ท่องเว็บ หรือเปิดรับชมภาพยนตร์ เป็นต้น

กล้องถ่ายภาพ

ซอฟต์แวร์กล้องใน Galaxy S8/S8+ จะถูกออกแบบมาให้มีความเรียบง่ายและใช้งานไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะส่วนของโหมดถ่ายภาพ (เปลี่ยนโหมดถ่ายภาพให้สไลด์นิ้วไปทางขวาของจอ) สำหรับกล้องหลังจะถูดลดทอนให้เหลือเฉพาะโหมดที่ใช้งานได้โดดเด่น เช่น โหมด Pro สำหรับนักถ่ายภาพที่ชอบปรับค่ากล้องเอง Panorama ถ่ายภาพพาโนรามา Selective focus ถ่ายก่อนค่อยเลือกโฟกัส (สามารถทำหน้าชัดหลังเบลอได้) Slow Motion โหมดสโลโมชัน Hyperlapse, Food และ Vitual shot

ในส่วนการถ่ายวิดีโอ จะรองรับความละเอียดสูงสุดที่ UHD 4K รองรับระบบออโต้โฟกัสแบบติดตามวัตถุ (Tracking AF)

มาถึงกล้องหน้านอกจากโหมดถ่ายภาพเซลฟีที่มีให้เลือกใช้งานหลากหลายรวมถึง Beauty Mode แล้ว ซัมซุงยังได้เพิ่มระบบ Smart Auto Focus และ Multi-frame image ทำให้ภาพเซลฟีคมชัดทุกสภาวะแสง พร้อมลูกเล่นใหม่ Stickers ใส่ภาพสติกเกอร์ให้กับใบหน้าของเราได้ด้วย (รองรับการใส่สติกเกอร์พร้อมกันได้มากสุด 3 ใบหน้าในหนึ่งเฟรม)

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง Samsung Galaxy S8+

ภาพจากกล้องหน้าด้วยโหมด Selective focus สามารถทำหน้าชัดหลังเบลอได้

สรุปสำหรับส่วนกล้องถ่ายภาพ Galaxy S8+ (ผลการทดสอบสามารถใช้อ้างอิงกับ Galaxy S8 ได้) โดยรวมจะคล้ายกับ Galaxy S7 ทั้งเรื่องโทนภาพและความคมชัด แต่สิ่งที่ Galaxy S8 แตกต่างออกไปก็คือเรื่องคุณภาพไฟล์ที่ดีกว่ารุ่นก่อนหน้า โดยเฉพาะความคมชัดและการเก็บรายละเอียดที่ทำได้ดีกว่า ส่วนสีสันก็ถูกปรับปรุงให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

ในส่วนวิดีโอคุณภาพไฟล์ถือว่าดีขึ้น โดยเฉพาะการถ่ายที่ความละเอียด 4K ระบบป้องกันภาพสั่นไหวสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพจากรุ่นก่อนหน้ามาก

ทดสอบประสิทธิภาพ

AnTuTu Benchmark = 164,921 คะแนน

AndroBench
Seq Read = 787.94 MB/s
Seq Write 195.43 MB/s

PassMark PerformanceTest
CPU Tests = 39,492 คะแนน
Memory Tests = 4,919 คะแนน
2D Graphics Tests = 6,459 คะแนน
3D Graphics Tests = 2,239 คะแนน

PCMark
Work 2.0 = 5,233 คะแนน
Computer Vision = 2,678 คะแนน

3DMark
Sling Shot Extreme = 3,179 คะแนน
Sling Shot = 3,104 คะแนน
Ice Storm Extreme = 12,269 คะแนน

มาถึงเรื่องการทดสอบประสิทธิภาพ คะแนนก็เป็นไปตามมาตรฐานแฟลกชิปในปัจจุบันนี้ ส่วนการใช้งานจริง ความลื่นไหลต่างๆอยู่ในเกณฑ์ดี หน้าจออัตราส่วน 18.5:9 มองในภาพรวมจะทำให้มีพื้นที่ใช้งานมากขึ้น แต่ก็มีข้อสังเกตในบางแอปฯถ้าไม่รองรับอัตราส่วนลักษณะนี้จะทำให้เกิดขอบดำบนและล่างของจอภาพได้

ส่วนการรับชมภาพยนตร์อัตราส่วน 16:9 แล้วต้องการรับชมแบบเต็มจอ สามารถทำได้ โดยระบบจะเลือกใช้วิธีครอปภาพให้เต็มจอแทน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาภาพตกขอบจอได้

มาดูการทดสอบแบตเตอรีด้วยการใช้งานต่อเนื่อง สำหรับ Galaxy S8+ (มาพร้อมแบตเตอรี 3,500mAh) ปรับความละเอียดหน้าจอเป็น FHD+ สามารถทำเวลาใช้งานต่อเนื่องได้ 11 ชั่วโมง ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ส่วนถ้าใช้งานทั่วไปจะทำเวลาได้ประมาณ 16-20 ชั่วโมงเลยทีเดียว เรียกได้ว่าใช้งานได้ตลอดทั้งวันแน่นอน

สรุป

สำหรับราคาขาย Samsung Galaxy S8+ หน้าจอ 6.2 นิ้ว 64GB อยู่ที่ 30,900 บาท ส่วน Galaxy S8 หน้าจอ 5.8 นิ้ว 64GB อยู่ที่ 27,900 บาท

จุดที่ทำให้ Samsung Galaxy S8/S8+ น่าสนใจมากที่สุดคงอยู่ในเรื่องดีไซน์โดยเฉพาะหน้าจอออกแบบใหม่ ไร้ขอบ รวมถึงตัวเครื่องเพียวบาง จับกระชับมือไปถึงเรื่องการออกแบบตัวเครื่องที่เรียกได้ว่า “ซัมซุงทำได้หรูหราและยิ่งใหญ่กว่าทุกรุ่นที่เคยทำมาจริงๆ” ส่วนนี้ทีมงานต้องเทคะแนนให้ซัมซุงหมดหน้าตักไปเลย ทำได้ดีจริงๆ

ในส่วนประสิทธิภาพและกล้องถ่ายภาพ ถ้ามองแบบภาพรวมจะรู้สึกไม่แตกต่างจาก Galaxy S7 มากนัก (เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใช้ตัวเดิม ลำโพงเครื่องไม่เป็นสเตอริโอ) แต่ถ้ามองเจาะลึกลงไปจะพบรายละเอียดเล็กน้อยที่ทำให้ Galaxy S8/S8+ มีประสิทธิภาพที่ดีกว่ารุ่นก่อนหน้า เช่นไฟล์ภาพกล้องหน้าและหลังที่ดูสว่าง สดใส คมชัดกว่า Galaxy S7 เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีประมวลผลภาพตัวใหม่เข้ามา หรือแม้แต่เรื่องความลื่นไหลของระบบเมื่อเปิดใช้งานแอปฯพร้อมกัน Galaxy S8/S8+ จะทำได้ดีกว่า แต่แอบเสียดายเรื่องผู้ช่วย Bixby ที่ปัจจุบันยังใช้งานได้ไม่เต็มฟังก์ชันและเหมือนระบบจะยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะระบบวิเคราะห์ภาพต่างๆยังทำงานได้ไม่ค่อยแม่นยำ ดูช่วยเหลืออะไรผู้ใช้ไม่ได้เลย

นอกนั้นในส่วนการปรับเปลี่ยนอื่นๆ ถือว่าปรับเปลี่ยนไปตามกลไกของตลาดตามปกติ จะมีฟังก์ชันที่น่าจดจำอย่าง Samsung DeX ที่ถือว่าพัฒนาออกมาได้ดีมาก แต่ก็ต้องรอพิสูจน์ประสิทธิภาพอีกสักระยะ

ข้อดี

– ตัวเครื่องออกแบบมาได้ดีมาก เรียบหรู ลงตัวและสามารถสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ซัมซุงได้อย่างดี
– จอภาพให้สีสวยและน่าจะเป็นจอภาพที่ดีที่สุดในตลาดแฟลกชิปปัจจุบัน
– Samsung DeX ทำงานได้อย่างน่าสนใจ
– หน้าจอสามารถเลือกความละเอียดได้ ทำให้ประหยัดแบตเตอรี
– กล้องสัญญาณรบกวนน้อยลงด้วยเทคโนโลยี Multi frame
– ตัวเครื่องกันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 เช่นเดิม

ข้อสังเกต

– สแกนลายนิ้วมือติดตั้งในตำแหน่งที่ใช้งานยากเกินไป
– Face Unlock และ Iris Scan ทำงานช้าและยังไม่แม่นยำเท่าที่ควร
– Bixby ยังไม่สมบูรณ์
– ลำโพงเครื่องไม่เป็นสเตอริโอ
– อัตราส่วนหน้าจอ 18.5:9 ยังไม่รองรับกับแอปฯแอนดรอยด์หลายตัว ทำให้เกิดขอบดำบนและล่างจอภาพ

Gallery

]]>
Review : Vivo V5 Plus ตัวแม่ของคนชอปเซลฟี่ด้วยกล้องหน้าคู่ http://www.cyberbiz.in.th/review-vivo-v5-plus/ Sun, 30 Apr 2017 10:48:35 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25872

การวางกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนของ Vivo ด้วยการใส่กล้องหน้าคู่ความละเอียด 20/8 ล้านพิกเซล มาให้ใช้งาน กับกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ Vivo V5 Plus กลายมาเป็นแอนดรอยด์โฟนในช่วงหมื่นบาทที่น่าสนใจในเวลานี้

การออกแบบ

Vivo V5 Plus ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาได้ใกล้เคียงกับ iPhone 7 มากที่สุด ทั้งในแง่ของดีไซน์โดยรวม และยูสเซอร์อินเตอร์เฟสที่มีให้เลือกใช้งาน ดังนั้น การที่มาจับกลุ่มผู้ใช้ที่อยากได้เครื่องดีไซน์พรีเมียมในระดับราคาหมื่นบาท ถือเป็นจุดที่น่าสนใจ

โดยรวมแล้วดีไซน์ของ V5 Plus ก็เหมือนเป็นการนำ V5 มาเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้น ใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียม ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมของ Vivo V5 Plus จะอยู่ที่ 152.58 x 74.00 x 7.26 มิลลิเมตร น้ำหนัก 158.6 กรัม มีให้เลือกเฉพาะสีขาว-ทอง

ด้านหน้า – จะมีขอ IPS Lcd ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) ความละเอียดเม็ดสี 401 ppi โดยเป็นจอกอลิล่ากลาส 5 ที่ลบเหลี่ยมมุมเป็นแบบ 2.5D ส่วนบนหน้าจอมีช่องลำโพงสนทนาตรงกึ่งกลาง

โดยมีกล้องความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และ 8 ล้านพิกเซล f/2.0 อยู่ทางฝั่งซ้าย และทางฝั่งขวาเป็นไฟแฟลชกล้องหน้า และเซ็นเซอร์ตรวจจับใบหน้า พร้อมกับไฟแสดงสถานะทางฝั่งขวา ส่วนล่างหน้าจอมีปุ่มโฮม (ใช้สแกนลายนิ้วมือ) ปุ่มย้อนกลับ และปุ่มเรียกดูแอปที่ใช้งานล่าสุด

ด้านหลัง – ตัวผิวเครื่องจะทำออกมาเกือบๆด้าน ทำให้มีรอยนิ้วมือติดค่อนข้างยาก โดยมีกล้องความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลขอยู่ที่มุมบน โดยตัวกล้องจะนูนออกมาจากเครื่องเล็กน้อย และมีสัญลักษณ์ของ Vivo สีเงิน อยู่ตรงกึ่งกลาง และสัญลักษณ์มาตรฐานต่างๆอยู่ส่วนล่าง

ด้านซ้าย – จะมีช่องถาดใส่ซิมการ์ด แบบนาโนซิมการ์ด 2 ซิม ด้านขวา – เป็นปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง และปุ่มปรับระดับเสียง โดยถ้าสังเกตการออกแบบจะมีลายเส้นของสายสัญญาณโทรศัพท์พาดมาด้วย

ด้านบน – ถูกปล่อยว่างไว้เช่นเดียวกัน ด้านล่าง – มีทั้งพอร์ตไมโครยูเอสบี ช่องเสียบหูฟัง ไมโครโฟน ลำโพง และรูน็อตสำหรับแกะตัวเครื่อง

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องนอกจากตัวเครื่อง จะประกอบไปด้วย สายยูเอสบี อะเดปเตอร์ หูฟัง คู่มือการใช้งาน เคสใส และฟิลม์กันรอยอีก 1 แผ่น (ที่ตัวเครื่องแปะมาแล้ว 1 แผ่น) นอกจากนี้ ก็จะมีชุดหูฟังบลูทูธอินเอียร์แบบเกี่ยวหู (มีจุกให้เลือกเปลี่ยน) และที่เสียบชาร์จในรถยนต์แบบชาร์จเร็ว

สเปก

สำหรับสเปกภายในของ Vivo V5 Plus จะใช้หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 625 ที่เป็น Octa Core 2 GHz 64 bit RAM 4 GB พื้นที่เก็บข้อมูลในตัวเครื่อง 64 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Funtouch 3.0 ที่เป็นแอนดรอยด์ 6.0

ด้านการเชื่อมต่อรองรับทั้ง 4G LTE / 3G 2 ซิมสแตนบาย Wi-Fi มาตรฐาน 802.11 ac บลูทูธ 4.0 มี วิทยุ FM, GPS ภายในตัว แต่ไม่มี NFC มาให้ แบตเตอรีภายใน 3,160 mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว

ฟีเจอร์เด่น

ในส่วนของการใช้งาน Vivo V5 Plus ต้องยอมรับว่า Vivo ทำการบ้านมาค่อนข้างดี ด้วยการออกแบบอินเตอร์เฟสใหม่มาครอบในชื่อ Funtouch OS ให้มีความแตกต่างจากแอนดรอยด์ทั่วไป ด้วยการนำหน้ารวมแอปออกไป รวมทุกอย่างมาไว้บนหน้าจอหลักทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ก็มีการปรับไอค่อนแอปให้คล้ายกับบน iOS เมื่อดีไซน์คล้ายกัน การสื่อสารไปยังผู้บริโภคก็ง่ายขึ้น แต่แน่นอนว่าถ้าใครไม่ชอปดีไซน์ลักษณะที่ก็สามารถเข้าไปเลือกเปลี่ยน Themes ได้ตามความต้องการอยู่แล้ว

เบื้องต้นแอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาให้ก็จะเป็นแอปทั่วไปๆ ทั้งบริการต่างๆของกูเกิล เซอร์วิส โทรศัพท์ ข้อความ เบราว์เซอร์ กล้อง เครื่องเล่นเพลง อัลบั้มภาพ วิดีโอ ครบถ้วน ที่เพิ่มมาก็จะมีอย่าง i Manager ไว้จัดการตัวเครื่อง WPS Office ไว้เปิดเอกสารดู และ UC Browser เป็นอีกช่องทางในการท่องเว็บ

ในแง่ของการตั้งค่าลัดต่างๆของ Vivo V5 Plus จะใช้วิธีการลากจากล่างหน้าจอขึ้นมา แน่นอนว่าเหมือนการใช้งานบนไอโฟนไม่ผิดเพี้ยน แต่จะมีรูปแบบการตั้งค่าที่หลากหลายกว่าไม่ว่าจะเป็นปรับสีจอ ปรับระดับเสียง เปิดโหมดเครื่องบิน ปรับการแสดงผล(ตัดแสงสีฟ้า) เปิดปิดการเชื่อมต่อไวไฟ ดาต้า บลูทูธ พร้อมทางลัดเรียกใช้ไฟฉาย กล้อง จับภาพหน้าจอ

ส่วนของการแจ้งเตือนดูได้จากการลากนิ้วจากขอบบนตามปกติ ซึ่งนอกจากแสดงผลแจ้งเตือน ก็จะมีแสดงเวลา วันที่ เครือข่ายที่ใช้งานอยู่ด้วย ส่วนหน้าจอล็อกสกรีน ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบได้ทั้งกรอกรหัส วาดรูปแบบ และสแกนลายนิ้วมือ โดยหน้าจอล็อกจะมีปุ่มลัดสำหรับการโทร และเรียกใช้งานกล้องให้

ในส่วนของการตั้งค่า มีการเพิ่มสีสันให้ดูใช้งานง่ายขึ้น แบ่งออกเป็นส่วนๆคือการเชื่อมต่อ การแสดงผลและการแจ้งเตือน การตั้งค่าตัวเครื่อง การจัดการบัญชีผู้ใช้ และแอปการใช้งานพื้นฐานต่างๆ รวมถึงการตั้งค่าโหมดพิเศษต่างๆ

การใช้งานอัจฉริยะ จะเป็นการทำให้จอเปิดโดยไม่ต้องสัมผัส ด้วยการใช้มือปาดบริเวณเซ็นเซอร์ส่วนบนหน้าจอ การเปิดหน้าจออัจฉริยะอย่างการสัมผัสหน้าจอ 2 ครั้ง หรือเมื่อนำออกจากระเป๋า รูปแบบการโทรอัจฉริยะเมื่อนำเครื่องไปแนบใบหน้า เขย่าเครื่องเพื่อเปิดใช้งานไฟฉาย การซูมภาพโดยการเอียงโทรศัพท์ต่างๆ

รวมถึงการใช้งานแบบ Multi-Screen กับแอปพื้นฐานอย่างข้อความ เฟซบุ๊ก ไลน์ วอทซ์แอป ที่สามารถใช้งานพร้อมๆกันได้แบบแบ่งเครื่องหน้าจอ และสุดท้ายโหมดการใช้งานด้วยมือข้างเดียว ทั้งปุ่มกด และการใส่รหัสผ่านในการปลดล็อกเครื่อง และแป้นพิมพ์ที่ย่อขนาดลงมา

ที่กล่าวถึง i Manager จะเป็นเหมือนแอปที่ไว้เช็กการทำงานของโทรศัพท์ ที่จะตรวจสอบว่าตัวเครื่องมีการเปิดแอปอะไรค้างไว้หรือไม่ รวมถึงการอัปเดตเฟิร์มแวร์ให้ใหม่ที่สุด และยังใ้ช้ในการจัดการพื้นที่ในตัวเครื่อง เพื่อดูว่าแต่ละแอปใช้งานพื้นที่ใดบนเครื่องบ้าง ถ้ามีข้อมูลแคช หรือที่ไม่ได้ใช้ก็สามารถลบทิ้งเพื่อให้เครื่องโล่งขึ้นได้

การถ่ายภาพของ Vivo V5 Plus อินเตอร์เฟสจะใช้การสลับโหมดด้วยการปาดซ้ายขวาบนหน้าจอเพื่อเลือกถ่ายภาพพาโนราม่า ใบหน้าสวย ภาพถ่ายปกติ และการถ่ายวิดีโอ โดยในโหมดภาพถ่ายยังสามารถเลือกได้ว่าจะถ่ายภาพกลางคืน ภาพคมชัดสูง (ใช้การซ้อนภาพ) ถ่ายจอพาวเวอร์พอยต์ โหมดกีฬา การปรับตั้งค่าเอง ภาพเคลื่อนไหว (Gif) ถือว่าให้มาค่อนข้างครบ

ภาพตัวอย่างจาก Vivo V5 Plus

การใช้งานโทรศัพท์ ตัวแป้นพิมพ์ตัวเลขจะมาพร้อมกับระบบคาดเดารายชื่ออยู่แล้ว เมื่อกดเลขหมายนำหน้า หรืออักษรก็สามารถเลือกเพื่อใช้งานโทรศัพท์ได้ทันที หน้าจอขณะสนทนาจะแสดงชื่อ เบอร์ เวลาที่ใช้ มีปุ่มลัดเรียกแป้นพิมพ์ บันทึกเสียง พักสาย ปิดเสียง เพิ่มสาย ดูรายชื่อ เปิดลำโพงให้กด ส่วนกรณีที่มีสายเรียกเข้าใช้การลากลงเพื่อรับ ลากขึ้นเพื่อตัดสาย หรือลากจากขอบหน้าจอขึ้นมาเพื่อส่งข้อความกลับ

ภายในเครื่องยังมีการใส่แอปสำหรับจัดการไฟล์มาให้ เพื่อช่วยให้สามารถเข้าถึงไฟล์ต่างๆในตัวเครื่องได้สะดวกขึ้น มีการแบ่งประเภทของไฟล์ชัดเจน นอกจากนี้ Vivo ยังมีการใส่แอปอย่าง Easy Share มาให้เลือกส่งข้อมูลผ่าน WiFi กับเพื่อนที่ใช้งานแอนดรอยด์ด้วยกันได้มาให้ด้วย

การใช้งานเว็บเบราว์เซอร์ รองรับการโหลดหน้าเว็บหนักๆได้สบายๆ ประกอบกับขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้ว ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดีทั้งแนวตั้ง แนวนอน ไม่รวมถึงการนำไปใช้ในด้านความบันเทิงอย่างดูยูทูป หรือวิดีโอ Live จากเฟซบุ๊ก ก็ช่วยให้ผู้ใช้สนุกได้

ทดสอบประสิทธิภาพ

Antutu Benchmark = 62,444 คะแนน
Quadrant Standard = 39,789
Multi-touch Test = 10 จุด

PC Mark
Work 2.0 = 4,828 คะแนน
Computer Vision = 2,337 คะแนน
Storage Score = 4,589 คะแนน
Work = 6,673 คะแนน

3D Mark
Sling Shot Extreme = 462 คะแนน
Sling Shot = 843 คะแนน
Ice Storm Extreme = 8,132 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 13,800 คะแนน
Ice Storm = 12,053 คะแนน

PassMark PerformanceTest

System = 7,296 คะแนน
CPU Tests = 156,031 คะแนน
Disk Tests = 43,004 คะแนน
Memory Tests = 5,130 คะแนน
2D Graphics Tests = 3,980 คะแนน
3D Graphics Tests = 2,340 คะแนน

Vellamo
Chrome Browser = 2,749 คะแนน
Android Web View = 2,909 คะแนน
Metal = 1,583 คะแนน
Multicore = 2,590 คะแนน

Geekbench 4
Single-Core = 833 คะแนน
Multi-Core = 2,990 คะแนน
Compute = 2,517 คะแนน

อีกจุดที่น่าสนใจคือแบตเตอรีที่ให้มา 3,160 mAh ทดสอบการใช้งานผ่าน PC Mark จนเหลือ 20% เปิดใช้งานตลอดเวลาจะได้ราว 11 ชั่วโมงซึ่งถ้าเทียบเป็นการใช้งานจริงๅวันถือว่าสบายๆถ้าไม่ได้ใช้งานหนักมากนัก

สรุป

การมารอบนี้ของ Vivo กับซีรีส์ V5 ถือว่าเป็นรุ่นที่ทำการบ้านมาได้ดี ทั้งในแง่ของการโปรโมทที่ดึงซูเปอร์สตาร์อย่าง อั้ม พัชราภา มาช่วย ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างได้ และยังมีการวางจำหน่ายรุ่นย่อยๆออกมาจับลูกค้าหลายๆกลุ่มอย่างต่อเนื่อง

แน่นอนว่า ถ้าสินค้าไม่ดีพอ ก็จะไม่เกิดความประทับใจ แต่เท่าที่ได้สัมผัส เมื่อเทียบความสามารถ วัสดุที่ใช้ กับราคาเปิดตัวที่ 13,900 บาท ถือว่าเป็นรุ่นที่ครบเครื่อง จากจุดเด่นหลักที่กล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล มีโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้งานหลากหลาย

ความสามารถในการใช้งานโดยรวม การจับเครือข่าย 4G การใช้งาน 2 ซิม ทำได้ตามมาตรฐาน เมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไป แน่นอนว่าถ้าไม่ต้องการเครื่องเกินหมื่น Vivo ก็จะมีรุ่นอย่าง V5 และ V5s เป็นทางเลือกให้อีกด้วย

ข้อดี

อินเตอร์เฟสทำมาใช้งานง่ายกับ FunTouch OS
การออกแบบวัสดุทำมาให้จับแล้วรู้สึกถึงความพรีเมี่ยม
กล้องหน้าคู่ 20/8 ล้านพิกเซล เลือกจุดโฟกัสได้
รองรับการใช้งาน 3G / 4G และ 2​ ซิม

ข้อสังเกต

ตัวเครื่องไม่สามารถใส่ MicroSD เพิ่มได้
ไม่รองรับการเชื่อมต่อ NFC
กล้องหลังโฟกัสช้าเป็นบางจังหวะ
ต้องรอดูว่าในอนาคตจะมีการอัปเดตเฟิร์มแวร์เป็น 7.0 หรือไม่

Gallery

]]>
Review : ASUS ZenFone Zoom S เน้นกล้องคู่ ท้าชน iPhone 7 Plus http://www.cyberbiz.in.th/review-asus-zenfone-zooms/ Thu, 20 Apr 2017 07:33:13 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25806

เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว เอซุส (ASUS) เป็นแบรนด์เดียวที่สร้างปรากฏการณ์คลอดสมาร์ทโฟนตระกูล ZenFone 3 ออกมากถึง 7 รุ่นครอบคลุมทุกตลาดตั้งแต่ระดับเริ่มต้นราคาหลักพันถึงแฟลกชิปสองหมื่นปลายๆ

มาต้นปีนี้ เอซุสต่อยอดความแรงด้วยการประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟนในกลุ่ม ZenFone Zoom เอาใจคนรักการถ่ายภาพบ้างกับ “ASUS ZenFone Zoom S” หรืออีกชื่อก็คือ “ASUS ZenFone 3 Zoom” ต่อยอด ASUS ZenFone Zoom เดิม (คลิกอ่านรีวิวได้ที่นี่) ที่เคยสร้างปรากฏการณ์กล้องซูมได้จริง 3 เท่ามาก่อนหน้า แต่ผลตอบรับไม่ดีเท่าที่ควร

การออกแบบ

ZenFone Zoom S ถูกจัดเป็นรุ่นพิเศษในกลุ่ม ZenFone 3 ที่เอซุสเลือกเน้นปรับส่วนกล้องถ่ายภาพทั้งหน้าและหลังเป็นจุดขายหลัก โดยในส่วนสเปกจะคล้ายกับ ZenFone 3 รุ่นที่ทีมงานไซเบอร์บิซเคยได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ (คลิกอ่านรีวิวที่นี่) เพราะฉะนั้นในบทความรีวิวนี้ ทีมงานจะขอเน้นลงรายละเอียดในส่วนกล้องถ่ายภาพทั้งหน้าและหลังเป็นหลัก

แต่ก่อนอื่น เรามารับชมเรื่องของการออกแบบที่ถูกปรับเปลี่ยนไปเล็กน้อยกันก่อน

เริ่มจากหน้าจอ เอซุสเปลี่ยนกระจกจอไปใช้ 2.5D Corning Gorilla Glass 5 ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1,920×1,080 พิกเซล

ด้านปุ่มคำสั่ง Navigation Buttons จะเป็นแบบสัมผัส แบ่งเป็น ปุ่มซ้ายย้อนกลับ ตรงกลางปุ่มโฮมและขวามือปุ่มเรียก Recent Apps โดยใต้ปุ่มคำสั่งจะไม่มีไฟส่องสว่างเวลากลางคืน

ในส่วนขนาดตัวเครื่อง ZenFone Zoom S จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 170 กรัม หนา 7.99 มิลลิเมตร

ด้านหลัง ใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียมมี 3 สีได้แก่ Navy Black, Glacier Silver และ Rose Gold พร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือและกล้องคู่รุ่นใหม่ล่าสุด

ด้านขวาของตัวเครื่อง จะเป็นที่อยู่ของช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Nano Sim รองรับ 2 ซิมการ์ด โดยช่องที่ 2 จะแชร์กับช่องใส่ MicroSD Card รองรับความจุสูงสุด 128GB

ด้านซ้ายของตัวเครื่อง จะเป็นที่อยู่ของปุ่มเปิดปิดเครื่องและปุ่มเพิ่มลดเสียง

ด้านล่าง ตรงกลางเป็นพอร์ต USB-C ฝั่งซ้ายเป็นช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ถัดมาเป็นไมโครโฟน ฝั่งขวาเป็นลำโพง

ด้านบน เป็นส่วนของไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน

กล้องหน้าและหลังปรับใหม่หมด

ถึงแม้ ASUS ZenFone Zoom S จะมาพร้อมกล้องหลังแบบคู่ (Dual Camera) เหมือนสมาร์ทโฟนคู่แข่งหลากหลายรุ่น แต่จุดประสงค์การพัฒนากล้องคู่ของเอซุสจะแตกต่างจากคู่แข่งที่ส่วนใหญ่จะเน้นใช้ทำหน้าชัดหลังเบลอ (Depth of Field) แต่กล้องคู่ของ ZenFone Zoom S จะถูกนำมาใช้เพื่อทำให้กล้องหลังสามารถซูมได้ (ตามชื่อรุ่น Zoom S)

ภาพจากกล้องตัวแรก ระยะ 25 มิลลิเมตร

ภาพจากกล้องตัวที่สอง ระยะ 59 มิลลิเมตร หรือเทียบเท่าซูม 2.3 เท่า

โดยกล้องตัวแรกจะเป็นมุมกว้าง (Wide) 25 มิลลิเมตร พร้อมรูรับแสงกว้าง f1.7 ส่วนกล้องตัวสองจะเป็นเทเล (Tele) 59 มิลลิเมตร พร้อมรูรับแสง f2.6 โดยระบบซูมจะถูกควบคุมผ่านซอฟต์แวร์ ASUS PixelMaster 3.0 ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกซูมภาพแบบออปติคอล (ซูมจริงผ่านเลนส์กล้อง) มากสุด 2.3 เท่า และสูงสุด 12 เท่าเมื่อซูมผ่านซอฟต์แวร์

นอกจากนั้น กล้องหลังคู่ยังรองรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Depth of Field) แบบเดียวกับ iPhone 7 Plus หรือ HUAWEI P10 ได้ด้วย

มาดูในส่วนสเปกกล้องหลังกันบ้าง ใน ZenFone Zoom S เอซุสปรับเซ็นเซอร์รับภาพเป็น Sony IMX362 ที่มีขนาด 1/2.55″ เซ็นเซอร์รับภาพรับแสงได้มากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป 2.5 เท่า รองรับความละเอียดภาพสูงสุด 12 ล้านพิกเซล พร้อมกันสั่น OIS 4 แกนสำหรับภาพนิ่งและ EIS 3 แกนสำหรับงานวิดีโอ 4K ประกบชิปประมวลผลภาพ ASUS SuperPixel ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับสี RGB ที่สามารถแก้ไขสีสันของภาพให้เป็นธรรมชาติได้

มาถึงระบบออโต้โฟกัสที่เอซุสปรับใหม่ยกแผงเช่นกัน โดยจากเดิมใน ZenFone 3 จะใช้เทคโนโลยีออโต้โฟกัส ASUS TriTech (Laser AF + Phase Detection AF + Continuous AF) แต่ใน ZenFone Zoom S จะปรับเปลี่ยนเป็น “ASUS TriTech+” ที่รวมเทคโนโลยีออโต้โฟกัสสุดฮิตของปัจจุบัน ตั้งแต่ Dual Pixel PDAF + Laser AF + Continuous AF (Subject Tracking) ทำให้การจับโฟกัสทำได้รวดเร็ว 0.03 วินาทีในทุกสภาวะแสง

พลิกกลับมาดูกล้องหน้า แน่นอนว่าถูกปรับเปลี่ยนใหม่เช่นกัน เริ่มตั้งแต่เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX214 รองรับความละเอียดภาพ 13 ล้านพิกเซล ไปถึงรูรับแสง f2.0 และกล้องหน้ายังรองรับเทคโนโลยี SuperPixel ทำให้สามารถเซลฟีในที่แสงน้อยได้ดีกว่าเดิม หรือถ้าอยู่ในที่มืดมิดจริงๆ หน้าจอสมาร์ทโฟนก็สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นไฟแฟลชได้เหมือนกับ iPhone 7 Plus

สุดท้ายมาดูซอฟต์แวร์กล้อง PixelMaster กันบ้าง โดยภาพรวมการใช้งานจะไม่ต่างจากสมาร์ทโฟน ASUS ZenFone ทุกรุ่น แต่ใน ZenFone Zoom S จะมาพร้อมโหมด Manual ที่ปรับตั้งค่าได้อิสระตั้งแต่ ปรับชดเชยแสง ค่าสมดุลแสงขาว โฟกัส ระบบวัดแสง รวมถึงสามารถเปิดใช้งาน RAW File สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการนำภาพไปตกแต่งผ่านซอฟต์แวร์ภายนอก

และนอกจากนั้นในส่วนของโหมดถ่ายภาพสำเร็จรูปก็มีให้เลือกใช้มากมายตั้งแต่ HDR Pro, ถ่ายภาพบุคคล/เซลฟีที่มาพร้อมส่วนปรับแต่งใบหน้าเราได้ทุกส่วนของหน้า โหมด Super Resolution อัปสเกลภาพไปถึงระดับ 47 ล้านพิกเซล รวมถึงโหมดกล้องอ่าน QR-Code, เซลฟีหมู่, ทำสโลโมชั่น, Timelapse และโหมดถ่ายภาพอื่นๆอีก 20 กว่าโหมด

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก ASUS ZenFone Zoom S

สเปกและฟีเจอร์เด่น

ASUS ZenFone Zoom S ยังคงขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 625 Octa-core ความเร็ว 2.0GHz พร้อมแรม 4GB เช่นเดียวกับ ZenFone 3 โดยในส่วนรอมสำหรับรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบจะมีความจุอยู่ที่ 64GB เหลือให้ใช้จริงประมาณ 51.94GB แบตเตอรีให้มา 5,000mAh ขับเคลื่อนด้วย Android 6.0.1 และ ZenUI 3.0

ด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย รองรับ 3G/4G ทุกเครือข่ายในประเทศไทยพร้อมรองรับ VoLTE ในส่วน WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 b/g/n บลูทูธ 4.2 ไม่มี NFC

ส่วนสเปกอื่นๆที่น่าสนใจ ZenFone Zoom S มาพร้อมชิปถอดรหัสเสียง Hi-Res Audio 192kHz/24 บิต รองรับระบบเสียง DTS สำหรับหูฟังและมาพร้อมภาครับสัญญาณ FM Stereo

มาถึงส่วนของซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ ZenUI 3.0 จะเห็นว่าไม่แตกต่างจาก ZenFone 3 รุ่นที่ทีมงานได้รีวิวไปเมื่อปีที่แล้วแต่อย่างใด (คลิกที่นี่เพื่ออ่านรีวิว) จะมีเพิ่มเข้ามาก็เป็นแอปฯจำพวกตรวจวัดก้าวเดิน Health Hub และความสามารถในการซ่อนแจ้งเตือนแอปพลิเคชันที่เราไม่ต้องการได้

ที่สำคัญสำหรับคนที่เป็นเจ้าของ ASUS ZenFone Zoom S อย่าลืมล็อคอิน Google Drive ก่อนใช้งาน เพื่อเปิดใช้พื้นที่เก็บข้อมูลฟรี 100GB เป็นเวลา 2 ปี

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

PC Mark
Work 2.0 = 4,667 คะแนน
Computer Vision = 2,806 คะแนน
Storage Score = 3,988 คะแนน

Antutu Benchmark = 61236 คะแนน

3D Mark
Sling Shot Extreme = 467 คะแนน
Sling Shot = 849 คะแนน
Ice Storm Extreme = 8,132 คะแนน

Vellamo
Chrome Browser = 3,270 คะแนน
Metal = 1,490 คะแนน
Multicore = 2,571 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 4,254 คะแนน
CPU Tests = 21,956 คะแนน
Memory Tests = 3,069 คะแนน
Disk Tests = 56,198 คะแนน
2D Graphics Tests = 2,965 คะแนน
3D Graphics Tests = 1,308 คะแนน

Geekbench 4
Single-Core = 857 คะแนน
Multi-Core = 4,096 คะแนน

ด้านการใช้งานจริง ZenFone Zoom S ซึ่งขับเคลื่อนด้วย ZenUI 3.0 ยังคงความลื่นไหลเช่นเดิม ตัว UI สามารถปรับแต่งได้อิสระแทบทุกส่วน การเรียกแอปฯและใช้งานไม่มีอาการหน่วงช้าหรือแอปฯเด้งออกให้พบเห็น แรม 4GB ถือว่าเพียงพอกับการใช้งานทั่วไปแน่นอน รวมถึงการเล่นเกมถ้าไม่ใช่เกมกราฟิกสูงมาก ZenFone Zoom S ก็สามารถเล่นได้ลื่นไหล แต่อาจจะโหลดข้อมูลช้ากว่าสมาร์ทโฟนตัวท็อปของตลาดเล็กน้อย

มาถึงจุดที่น่าประทับใจที่สุดก็คือเรื่องแบตเตอรีขนาด 5,000 mAh กับระบบจัดการพลังงานที่ทำได้ค่อนข้างดีมาก (แถมยังปรับเลือกรูปแบบการใช้พลังงานได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการได้ด้วย) ทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่อง (เปิดหน้าจอตลอดเวลา) ได้ยาวนาน 14-20 ชั่วโมงเลยทีเดียว และถ้าเป็นคนใช้งานสมาร์ทโฟนไม่หนัก ชาร์จแบตเตอรีเต็มหนึ่งครั้งอาจอยู่ได้นานถึง 1-2 วันเลย

มาถึงในส่วนกล้องถ่ายภาพ หลังจากทดสอบอยู่ร่วมอาทิตย์ อย่างแรกกล่าวถึงความประทับใจก่อนว่า เทคโนโลยีกล้องของเอซุสถือว่าพัฒนามาได้ดี โดยเฉพาะระบบออโต้โฟกัสที่รวดเร็วและแม่นยำ กล้องหน้าลูกเล่นน่าสนใจและทำได้ดีกว่าหลายแบรนด์ในราคาระดับเดียวกัน รวมถึงการถ่ายในที่แสงน้อยก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน แต่ในเรื่องคุณภาพไฟล์ภาพ ส่วนนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่เอซุสยังคงต้องพัฒนา เพราะถ้าเทียบกับ iPhone 7 Plus ที่เอซุสตั้งให้เป็นคู่แข่งของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ไฟล์ภาพของเอซุสจะค่อนข้างปรุงแต่งทั้งเรื่องความคมชัดของภาพที่มากเกินไปจนทำให้เวลาซูมดูภาพแล้วเกิดอาการภาพแตกเป็นวุ้นๆ ส่วนสีสันถ้ามองผ่านหน้าจอ ZenFone Zoom S จะให้สีสันที่สดจนเกินธรรมชาติไปมาก ต้องมาเปิดดูในคอมพิวเตอร์ถึงจะเห็นสีสันที่แท้จริง แม้จะปรับเลือกความเข้มของสีสันและแสงของหน้าจอได้ แต่เมื่อปรับเป็นค่ามาตรฐาน สีกลับจืดชืดไม่เป็นธรรมชาติ

อีกเรื่องที่เหมือนเอซุสยังไม่ได้แก้ไขตั้งแต่ ZenFone รุ่นก่อนหน้าก็คือ โหมดวิดีโอทั้ง 1080p และ 4K ยังให้คุณภาพที่ไม่ดี ถึงแม้วิดีโอจะสามารถปรับเลือกคุณภาพไฟล์ได้ทั้งแบบมาตรฐานและแบบละเอียด แต่เมื่อปรับใช้ค่าสูงสุด ไฟล์ที่ได้ดีขึ้นแต่ภาพกลับไม่ลื่นไหล มีอาการภาพสะดุดให้เห็น

ส่วนระบบกันสั่นวิดีโอและภาพนิ่งทั้ง OIS และ EIS ถูกปรับปรุงมาได้ดีมากแล้ว

โดยภาพรวมทุกส่วน ZenFone Zoom S มีดีที่เรื่องกล้องเพียงอย่างเดียว เนื่องจากซอฟต์แวร์และสเปกเครื่องไม่แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน ทำให้จุดดีทั้งหมดมาอยู่ที่กล้อง ซึ่งถ้ามองถึงเรื่องเทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพ ส่วนนี้สอบผ่านเพราะออกแบบมาได้ดีมาก แถมใช้งานได้จริง แต่เมื่อมาเจาะลึกถึงเรื่องไฟล์ภาพ ส่วนนี้ถือว่าเอซุสยังต้องพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะส่วนของภาคซอฟต์แวร์ที่เข้าไปจัดการไฟล์ภาพมากเกินควร จนทำให้ภาพที่ได้ดูแข็งและไม่เป็นธรรมชาติอย่างมาก ต่างจากคู่แข่งที่เอซุสเลือกท้าชนอย่าง iPhone 7 Plus ที่ให้คุณภาพไฟล์ภาพที่ดีกว่า

แต่ทั้งนี้ถ้ามองถึงราคาเทียบกับสิ่งที่ได้กลับมา สำหรับ ASUS ZenFone Zoom S อยู่ที่ 16,900 บาท เทียบกับ iPhone 7 Plus แล้วราคาต่างกันเป็นเท่าตัว ทำให้ ASUS ZenFone Zoom S ดูจะคุ้มค่ามากกว่า สำหรับคนที่มีงบประมาณจำกัดและกำลังมองหาสมาร์ทโฟนกล้องคู่แบบ iPhone 7 Plus แต่ก็ใช่ว่าในช่วงราคานี้จะไม่มีตัวเลือกอื่นเลย เพราะในปีนี้สมาร์ทโฟนระดับราคาหมื่นกลางๆกำลังเข้ามาทำตลาดหลายรุ่น โดยหนึ่งในรุ่นที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ OPPO R9s Plus ที่มีดีกรีทั้งกล้องและประสิทธิภาพที่ปรับแต่งมาได้ลงตัวไม่แพ้กัน

ข้อดี

– ZenUI 3.0 มาพร้อมฟีเจอร์ที่สามารถปรับแต่งได้อิสระแทบทุกส่วน
– ลำโพงถึงแม้มีตัวเดียว แต่ให้เสียงดังฟังชัดมาก
– กล้องคู่เน้นสองระยะแบบเดียวกับ iPhone 7 Plus
– ฟีเจอร์กล้องมีให้เลือกใช้งานหลากหลาย
– กล้องมีกันสั่น OIS+EIS
– แบตเตอรีอึดมาก

ข้อสังเกต

– สเปกโดยรวมเหมือน ZenFone 3 เมื่อปีที่แล้ว
– วิดีโอ โดยเฉพาะความละเอียด 4K ยังให้คุณภาพไฟล์ที่ไม่ดี
– หน้าจอ สีและคอนทราสต์จัดเกินไป แม้จะปรับแต่งแล้วก็ยังให้ภาพที่ไม่เป็นธรรมชาติอยู่ดี

]]>
เปิดประสบการณ์ Sennheiser HE1 หูฟังราคา 2.4 ล้านบาท มีอะไรดี http://www.cyberbiz.in.th/preview-sennheiser-he1/ Sun, 16 Apr 2017 08:17:33 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25768

ตั้งแต่มีข้อมูลออกมาถึงหูฟังที่แพงที่สุดในโลก กับราคาเกือบ 2 ล้านบาท ของ Sennheiser HE1 เชื่อว่าในกลุ่มนักเล่นเครื่องเสียง หรือผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวต่างมีความอยากลอง หรือขอให้ได้สัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิต

เมื่อ Sennheiser เตรียมนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ราคาที่จำหน่ายเมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจะพุ่งไปอยู่ที่ราว 2.4 ล้านบาท แน่นอนว่า เครื่องเสียงในระดับนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแบบผลิตตามสั่ง (Made to Order) อยู่แล้ว ดังนั้นโอกาสที่จะได้ลองใช้จึงแทบไม่มี

ความเคลื่อนไหวในระดับภูมิภาคเอเชีย หลังจาก Sennheiser เริ่มนำหูฟังรุ่นดังกล่าว เดินสายให้สื่อ และผู้เชี่ยวชาญได้ทดสอบกัน ก็เริ่มมีออเดอร์เข้ามาจากในสิงคโปร์ ส่วนในประเทศไทยคงยังต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีใครสั่งเข้ามาใช้งานกันหรือไม่

ถ้าเป็นผู้ใช้ในกลุ่มที่ติดตามเครื่องเสียง หรือหูฟังอยู่แล้ว เชื่อว่าจะรู้จักกับ หูฟังออร์เฟียส ที่ถือเป็นหูฟังระดับตำนาน และถูกยกย่องว่าเป็นหูฟังที่เสียงดีที่สุดในโลก และแน่นอนว่าระดับราคาของหูฟังก็สูงมากเช่นเดียวกัน

สำรวจจุดเด่น

การมาของ Sennheiser HE1 เหมือนเป็นการต่อยอดของหูฟังระดับออร์เฟียส ในการสร้างประสบการณ์ด้านเสียงที่ดีที่สุดแก่ผู้ฟัง โดยผสมรวมเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เข้ากับวัสดุคุณภาพสูงที่นำมาใช้ เป็นงานคราฟจากช่างฝีมือระดับไฮเอนด์

โดยจุดเด่นที่สุดของ Sennheiser HE1 คือเป็นหูฟังที่ตอบสนองความถี่ที่ขยายขอบเขตการได้ยินของมนุษย์ให้กว้างที่สุด และลดค่าความเพี้ยนของสัญญาณเสียงโดยรวมให้น้อยที่สุด เพื่อให้สามารถเข้าถึงอรรถรสในการฟังเพลงได้อย่างเต็มที่

ส่วนประกอบของ Sennheiser HE1 ในส่วนของฐานจะประกอบด้วยอะลูมิเนียมที่ถูกเจาะช่องมาให้กลายเป็นที่วางหูฟัง ภายในมีระบบแมคคานิคควบคุมฐานวางหูฟัง ข้างๆจะมีแอมพลิไฟร์เออร์ 8 หลอด ที่เป็นหลอดสูญญากาศคลุมด้วยแก้วควอท์ซ บนกล่องหินอ่อนคาร์รารา ที่จะถูกเคลื่อนขึ้นมาเมื่อเปิดใช้งาน

โดยทาง Sennheiser ให้เหตุผลที่เลือกหินอ่อนมาจากเมืองคาร์รารา (Carrara) มาใช้เพราะถือเป็นวัสดุที่ช่วยส่งผ่านเสียงได้แบบไม่เก็บกักเสียง และเป็นหินชนิดเดียวกับที่ ไมเคิลแองเจโลนำมาใช้ในงานแกะสลัก

ถัดลงมาจากหลอดแอมป์ เป็นส่วนของตัวกระตุ้นเสียงขั้นสูงจากแอมป์ ที่ส่งตรงไปยังส่วนครอบหูฟัง ที่สำคัญคือมีการย่นระยะการเดินทางของเสียงจากแอมป์สู่ไดอะแฟรมให้สั้นที่สุด นั้นคือ น้อยกว่า 1 เซนติเมตร ผลที่ได้คือใช้พลังงานน้อย ทำให้ประหยัดและไม่ต้องชาร์ตไฟบ่อยครั้ง

นอกจากนี้ บริเวณขั้วไฟฟ้าเซรามิกจะถูกเคลือบด้วยทอง และไดอะแฟรมเคลือบด้วยทองคำขาว โดยความหนาของไดอะแฟรมทั้งหมด มีขนาด 2.4 ไมโครมิเตอร์ในการช่วยควบคุมการสั่นสะเทือนที่เหมาะสมที่สุด ส่วนสายเคเบิลทั้งแปดเส้น ทำขึ้นจากทองแดงที่ปราศจากออกซิเจนเพื่อให้ได้ค่าการนำไฟฟ้าสูงซึ่งเคลือบด้วยแร่เงิน

ในส่วนของระบบแปลงสัญญาณสามารถตอบสนองความถี่ได้จาก 8 Hz ถึงกว่า 100 kHz ซึ่งเป็นช่วงความถี่ที่สามารถได้ยิน ช่วยให้เสียงไม่เพี้ยนอย่างแน่นอน และยังเป็นการทำให้ผู้ฟังได้ยินเสียงเครื่องดนตรีที่อาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อนในการฟังเพลงจากหูฟังรุ่นอื่นๆ

อีกจุดที่ทำให้ HE 1 น่าสนใจคือการแปลงสัญญาณดิจิตอล ที่ถูกเชื่อมต่อผ่าน S/PDIF (optical and coaxial) หรือผ่าน USB HE 1 ไปยังสัญญาณแอนาล็อกโดยใช้ชิป ESS SABRE ES9018 ผ่านตัวแปลงจากระบบดิจิตอลสู่อะนาล็อก (DAC) ภายในทั้ง 8 มีความละเอียด 32 บิต และอัตราตัวอย่างที่มากถึง 384 kHz หรือสัญญาณไฟล์ดิจิตอล (DSD) 2.8 MHz และ 5.6 MHz จะถูกทำให้สมดุลเพื่อแปลงเป็นสัญญาณแอนาล็อก

เริ่มต้นใช้งาน

ในการใช้งานเมื่อกดปุ่มเปิด/ปิดเสียง แผงควบคุมที่ด้านหน้าจะค่อยๆยื่นออกมาจากตัวเครื่องขยายเสียง ก่อนที่หลอดสูญญากาศที่บรรจุอยู่ในแก้วควอทซ์จะยื่นออกมาจากตัวเครื่อง และจะเรืองแสงออกมาเป็นสีส้ม

กล่องหูฟังที่อยู่ด้านบนตัวเครื่องที่เป็นฝากระจกจะถูกเปิดออก ทำให้เห็นหูฟังอย่างชัดเจน โดยตัวสวิทช์แบบหมุนและส่วนประกอบต่างๆ ของแผงควบคุมนั้นทำมาจากทองเหลืองชุบด้วยโครเมี่ยม ตำแหน่งของสวิทช์ทั้งสี่จะถูกควบคุมด้วยไมโครโปรเซสเซอร์และเปิดใช้งานด้วยรีเลย์ที่มีคุณภาพสูง

นอกจากนี้ อุปกรณแต่ละส่วนสามารถควบคุมได้ด้วยรีโมทจากระยะไกลและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามผู้ฟัง โดยจะมีการจำค่าล่าสุดที่ใช้งานไว้ในแต่ละประเภทของการเชื่อมต่อ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของหูฟัง ที่ครอบหูจะทำมาจากหนังแท้ที่ผลิตในเยอรมัน ภายในบุด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ ช่วยที่ระบายอากาศ เพื่อให้ได้คุณภาพของการดูดซับเสียงที่ดีที่สุด โดยเมื่อใส่แล้วจะครอบไปทั้งใบหู น้ำหนักอยู่ในระดับที่รับได้ ไม่หนักจนเกินไป ช่วยให้ใส่ใช้งานเป็นเวลานานได้

แต่ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณหูฟังจะตัวขยายสัญญาณซ่อนอยู่เพื่อลดการสูญเสียสัญญาณที่ถูกส่งผ่านสายมา ทำให้เวลาใช้งานจะรู้สึกอุ่นๆหูเล็กน้อย แต่ถ้าใช้งานในสภาพห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ก็แทบไม่ส่งผลกระทบต่อการรับฟังแต่อย่างใด

สำหรับราคาจำหน่ายของ Sennheiser HE 1 สามารถสั่งซื้อล่วงหน้าผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยได้แล้ว ในราคาประมาณ 50,000 ยูโร (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หรือราว 2.4 ล้านบาท เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยใช้เวลาในการสั่งผลิตประมาณ 90-120 วัน

ขณะเดียวกันเนื่องจากเป็นสินค้าแบบผลิตตามสั่ง กรณีที่ต้องการหูฟังเพิ่มจากปกติที่ให้มา 1 ชุด ก็สามารถสั่งทำเพิ่มเป็น 2 ชุด เพื่อให้นำมาฟังพร้อมกัน 2 คนได้ โดยที่ตัวเครื่องด้านหลังจะมีช่องให้ต่อหูฟังเพิ่มอยู่ ได้คุณภาพเสียงที่ใกล้เคียงกัน

ลองฟัง

ด้วยความที่ปกติไม่ได้เป็นคนที่เล่นเครื่องเสียงมากนัก เข้าไปฟังด้วยความรู้ระดับงูๆปลาๆ โดยในช่วงก่อนเข้าไปทดลอง ทีมงานได้มีการจัดให้ทดสอบหูฟังรุ่นอื่นๆของ Sennheiser ที่วางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันไปด้วยระหว่างรอคิว

พอถึงเวลาที่ได้เข้าไปลองฟัง จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำ และเลือกเพลงให้เบื้องต้น ซึ่งก็จะเป็นเพลงที่ถูกใช้ในการทดสอบหูฟัง หรือเครื่องเสียงต่างๆ เพื่อฟังเสียงเครื่องดนตรีต่างๆในทุกช่วงคลื่น ความประทับใจแรกเลยคือ จากคนที่ไม่ค่อยสนใจแยกเครื่องดนตรีในเพลง กลับฟังออกมาได้ชัดเจนว่ามีเครื่องดนตรีอะไรบ้างในเพลง และให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องมาเล่นอยู่ใกล้ๆในมุมต่างๆรอบตัว

ถัดมา ทาง Sennheiser ได้เปิดให้เลือกเพลงฟังเอง เลยอยากลองเลือกเพลงที่เป็นเสียงสังเคราะห์คุณภาพเสียงทั่วๆไป 128 kbps – 192 kbps แต่เสียงที่ได้ก็ออกมาในระดับที่ไม่เคยฟังมาก่อนจากหูฟังปกติ แต่ด้วยการที่เป็นหูฟังที่ไม่ได้เน้นเบสมากนัก และคงไม่มีคนเอามาใช้ฟังพวกเครื่องดนตรีสังเคราะห์ ก็เลยจบไป

ปิดท้ายกับเพลงในท้องตลาดๆที่ขึ้นท็อปชาร์ตอยู่ในขณะนี้อย่าง Shape of you ของ Ed Sheeran โดยคุณภาพเสียงของเพลงเป็นไฟล์ FLAC ที่ทีมงานเตรียมมา ยิ่งตอกย้ำความประทับใจในการฟังมากขึ้น จากเสียงเครื่องดนตรีบางชนิดที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนจากหูฟังปกติ ช่วยให้ฟังเพลงสนุกขึ้นอย่างมาก

รวมๆแล้วถือเป็นการเปิดประสบการณ์ในการฟังเพลงจากหูฟังราคากว่า 2 ล้านบาท ที่เชื่อว่าสร้างความประทับใจให้แก่สื่อหลายสำนัก และผู้ฟังที่ได้รับเลือกจากตัวแทนจำหน่ายเข้าไปทดลอง ส่วนใครที่มีกำลังซื้อในระดับดังกล่าว และอยากได้หูฟังที่ซื้อแล้วจบ HE 1 จะกลายเป็นตัวเลือกหลักโดยปริยาย

แน่นอนว่า คำถามที่หลายๆคนสนใจคือ ถ้านำเงินกว่า 2 ล้านบาทไปลงทุนทำห้องฟังเพลง พร้อมซื้ออุปกรณ์แยกมาใช้ฟังไปเลยไม่ดีกว่าหรือ คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญของเซนไฮเซอร์ก็ตอบกลับมาง่ายๆว่า โจทย์ของ HE 1 คือการนำคุณภาพเสียงระดับสูงมาให้คนที่ชื่นชอบฟังแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่หยิบหูฟังขึ้นมาสวมหูก็อินไปกับเพลงได้ทันที จึงเน้นที่ความสะดวกมาก และไม่ต้องใช้พื้นที่ในการฟังเพลงมากกว่า

Gallery

]]>
Review : Clips แอปทำคลิปวิดีโอสุดสร้างสรรค์จากแอปเปิล http://www.cyberbiz.in.th/review-clips-apple/ Fri, 07 Apr 2017 16:53:53 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25771

Clips (คลิป) แอปพลิเคชันชื่อสั้น ขนาดเล็กเพียง 49 MB ผลงานพัฒนาจากแอปเปิลที่มีหลักการทำงานแบบเดียวกับชื่อก็คือ “เป็นแอปฯสำหรับสร้างคลิปวิดีโอขนาดสั้นเพื่อใช้ตั้งแต่บันทึกเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ใช้สร้างคลิปวิดีโอขนาดสั้นเพื่อส่งความสุขให้เพื่อนในเทศกาลต่างๆ” พร้อมลูกเล่นสร้างสรรค์มากมาย ตั้งแต่ ใส่เอฟเฟ็กต์ กราฟิกและอื่นๆ

โดยวันนี้ทีมงานไซเบอร์บิซจะขอหยิบยก Clips มารีวิวให้ชมกันแบบจัดเต็มทั้งวิดีโอและบทความรีวิวพร้อมวิธีใช้งานเบื้องต้น

โดย Clips เป็นแอปฯที่ถูกออกแบบมาทำงานบน iOS Device เท่านั้น ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ >ที่นี่< (ต้องการ iPhone 5s หรือใหม่กว่า, iPad Pro, iPad (รุ่นที่ 5), iPad Air หรือใหม่กว่า, iPad mini 2 หรือใหม่กว่า และ iPod touch (รุ่นที่ 6) และต้องใช้กับ iOS 10.3 หรือใหม่กว่า)

การทำงาน

ตัวแอปฯ Clips จะเน้นการบันทึกวิดีโอในอัตราส่วน 1:1 (Instragram Size) ความละเอียด 1,080×1,080 พิกเซลพร้อมเสียง และผู้ใช้สามารถเลือกตกแต่งคลิปวิดีโอด้วยเอ็ฟเฟ็กต์ต่างๆได้อย่างอิสระไปถึงใส่เสียงเพลงประกอบก็สามารถทำได้ หรือถ้าไม่อยากบันทึกวิดีโอ ระบบก็เปิดโอกาสให้สามารถนำภาพนิ่งจาก Gallery รวมถึงวิดีโอที่บันทึกไว้ก่อนหน้ามาใช้งานได้เช่นกัน

ในส่วนจุดขายหลักของ Clips ก็คือ ระหว่างบันทึกคลิปวิดีโอ เราสามารถพูดแล้วให้ระบบถอดคำพูดแล้วแปลงเป็นตัวอักษรใส่ลงในคลิปวิดีโอในลักษณะ “คำบรรยายสด (เหมือน Subtitle ในภาพยนตร์)” ได้โดยไม่จำกัดความยาวของคลิป

มาถึงการแชร์คลิป Clips รองรับการแชร์วิดีโอไปยังแพลตฟอร์ม Facebook, Vimeo, Youtube, Instagram และ Twitter หรือถ้าอยากโพสต์คลิปด้วยตัวเองก็สามารถเลือก Export ไปเก็บไว้ใน Gallery ในเครื่องก่อนแล้วค่อยเลือกแชร์คลิปภายหลังได้

เริ่มใช้งาน

แนะนำให้รับชมวิธีใช้งาน Clips จากวิดีโอด้านล่างจะเห็นภาพการทำงานได้ชัดเจนกว่าบทความรีวิว เนื่องจากตัวแอปฯมีลูกเล่นค่อนข้างมาก

สรุปความสามารถของแอปฯ Clips

1.แอปฯเน้นผลิตคลิปวิดีโอขนาดสั้นเพื่อใช้ส่งไปให้เพื่อนๆ เน้นความสนุกสนามและความคิดสร้างสรรค์ โดยเราสามารถออกแบบรูปแบบการนำเสนอได้อิสระ ไม่จำกัดเวลาคลิปวิดีโอ
2.ตัวแอปฯสามารถบันทึกวิดีโอพร้อมใส่คำบรรยายแบบสดๆได้โดยระบบจะทำการแปลงเสียงพูดของเราเป็นข้อความอัตโนมัติ
3.การเปลี่ยนภาษาต้องทำผ่านส่วนตั้งค่าภาษาของตัวเครื่อง iPhone/iPad
4.นอกจากวิดีโอยังสามารถนำภาพนิ่งมาใส่คำบรรยายพร้อมเสียงพูดรวมถึงตกแต่งใส่เอ็ฟเฟ็กต์ Emoticons ให้ภาพนิ่งได้
5.ถ้าไม่อยากใส่วิดีโอหรือภาพนิ่ง สามารถใส่ข้อความอย่างเดียวก็ได้ เพราะตัวแอปฯมีชุดตัวอักษรมาให้เลือกใช้งานและแก้ไขข้อความได้ตามที่เราต้องการ
6.ไฟล์ที่ Export มาจาก Clips เป็นไฟล์วิดีโอความละเอียด 1,080×1,080 พิกเซล อย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเซฟเป็นไฟล์ภาพนิ่งได้

]]>
Review : OPPO R9s กล้องเด่น ราคาโดน กับสมาร์ทโฟนสุดคุ้มของปีนี้ http://www.cyberbiz.in.th/review-oppo-r9s/ Thu, 06 Apr 2017 11:07:08 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25713

หลังจาก OPPO (ออปโป้) เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธง R9s Plus ไปเมื่อต้นปี (พร้อมขายแล้ว) วันนี้ก็ถึงคิวของน้องรอง R9s กับว่าที่สมาร์ทโฟนรองท็อปที่มีความโดดเด่นอยู่ที่สเปกกล้องหน้าและหลัง เอาใจทั้งขาเซลฟีและคนชอบถ่ายภาพ โดยในรุ่น R9s และ R9s Plus มีจุดขายที่น่าสนใจอยู่ในเรื่องราคาค่าตัวไม่เกิน 2 หมื่นบาท แต่สเปกและฟังก์ชันการใช้งานเทียบกับคู่แข่งเรือธงในท้องตลาดได้แน่นอน โดยเฉพาะรุ่นรอง R9s ที่ออปโป้คาดหวังจะให้เป็นสมาร์ทโฟนเน้นความคุ้มค่าคุ้มราคามากที่สุด

การออกแบบ

สำหรับ OPPO R9s จะมาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1,920×1,080 พิกเซล ครอบทับด้วยกระจกจอ 2.5D Gorilla Glass 5 พร้อมรองรับการสัมผัสขณะสวมถุงมือหรือแม้กระทั่งนิ้วเปียกก็สามารถจิ้มสั่งงานหน้าจอได้

ด้านกล้องถ่ายภาพด้านหน้า ติดตั้งอยู่ข้างลำโพงสนทนาโทรศัพท์ มาพร้อมความละเอียดภาพ 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f2.0

น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 147 กรัม บาง 6.58 มิลลิเมตร มีสีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Gold และ Rose Gold

ในส่วนปุ่มโฮมจะใช้ระบบ Solid-State เป็นเซ็นเซอร์อ่านลายนิ้วมือ (ไม่ใช่ปุ่มกด) คล้ายกับ iPhone 7/7 Plus เพียงผู้ใช้นำนิ้วมาสัมผัสเบาๆ (ไม่ต้องออกแรงกด) ระบบจะอ่านลายนิ้วมือและปลดล็อกหน้าจอทันที หรือระหว่างใช้งานเพียงสัมผัสเบาๆที่ปุ่มนี้ ระบบจะพากลับมาที่หน้าโฮมสกรีนทันที

มาถึงจุดที่น่าสนใจและถือเป็นครั้งแรกของกลุ่มสมาร์ทโฟนราคาไม่เกิน 2 หมื่นบาทก็คือ “ออปโป้ได้ฝังเสาสัญญาณ Ultra-fine บาง 0.3 มิลลิเมตรมาให้จำนวน 6 เสา” แบ่งเป็น 2 ชุด (ด้านบน 3 เสา ด้านล่าง 3 เสา) ทำให้ทั้ง OPPO R9s และ R9s Plus จะสามารถจับทั้งสัญญาณ WiFi และ 4G ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

พลิกเครื่องมาดูรายละเอียดด้านหลัง นอกจากเสาสัญญาณ 6 เสา พาดผ่านดึงดูดสายตาแล้ว เรื่องของกล้องถ่ายภาพหลังยังถูกกล่าวเป็นจุดขายหลังของ R9s อีกด้วย โดยกล้องหลังจะมาพร้อมความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX398 รูรับแสงกว้าง f1.7 พร้อมเทคโนโลยีโฟกัส Dual PDAF แบบเดียวกับ Dual Pixel บน Samsung Galaxy S7 โดยระบบดังกล่าวจะทำให้กล้องสามารถจับโฟกัสได้เร็วขึ้น 40% แม้ในที่แสงน้อย รวมถึงความแม่นยำที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งในรุ่น R9s Plus จะมาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS+ (R9s รุ่นที่ทีมงานทดสอบ ไม่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวเชิงฮาร์ดแวร์ แต่ใช้ซอฟต์แวร์เป็นตัวจัดการแทน)

ส่วนไฟแฟลชจะเป็น Dual LED True Tone

กลับมาดูพอร์ตเชื่อมต่อและปุ่มกดรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านขวาของเครื่อง จะเป็นช่องใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์ รองรับ 2 ซิมแบบนาโน โดยช่องใส่ซิมที่ 2 จะแชร์กับช่อง MicroSD Card (รองรับความจุสูงสุด 256GB)

ถัดลงมาเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง

อีกด้านเป็นปุ่มเพิ่มลดเสียง

ด้านล่าง เริ่มจากซ้ายมือจะเป็นช่องลำโพง ตรงกลางเป็นพอร์ต MicroUSB ไมโครโฟนและขวามือเป็นช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

ด้านบน ไม่มีพอร์ตเชื่อมต่อและปุ่มกดใดๆ นอกจากช่องไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวนและใช้บันทึกวิดีโอ

ในส่วนระบบชาร์จไฟยังคงเอกลักษณ์ออปโป้ VOOC Flash Charge เช่นเดิม (สาย MicroUSB จะออกแบบพิเศษ สังเกตพอร์ตเชื่อมต่อจะเป็นสีเขียว) โดยการใช้เวลาชาร์จไฟ 30 นาทีจะเพิ่มระดับแบตเตอรีได้มากสุด 75% หรือคิดเป็น 4 เท่าของระบบชาร์จไฟปกติ พร้อมระบบตรวจวัดแรงดันไฟและตรวจจับความร้อนขณะชาร์จ ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรได้ด้วย

สเปก

สเปก OPPO R9s จะมาพร้อมหน่วยประมวลผล Qualcomm MSM8953 ‘Snapdragon 625’ Octa-core ความเร็ว 2.02GHz กราฟิก Adreno 506 มาพร้อมแรม 4GB (R9s Plus จะเพิ่มแรมเป็น 6GB) รอมความจุ 64GB เหลือให้ใช้งานจริงประมาณ 52GB

ด้านระบบปฏิบัติการเลือกใช้ Android 6.0.1 ประกบ ColorOS 3.0 จากออปโป้

ในส่วนสเปกอื่นๆ เริ่มจากการเชื่อมต่อเครือข่ายโทรศัพท์รองรับ 3G/4G ทุกเครือข่ายในประเทศไทย WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 a/b/g/n/ac บลทูธ 4.1, GPS/aGPS และไม่มี NFC

ยูสเซอร์อินเตอร์เฟสและฟีเจอร์เด่น

OPPO R9s มาพร้อมยูสเซอร์อินเตอร์เฟส ColorOS 3.0 ที่ในครั้งนี้ออปโป้เน้นปรับปรุง UI ให้มีความเรียบง่ายและเบาเข้าถึงได้เร็วมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบและฟังก์ชันการใช้งานจะคล้ายกับ iOS ใน iPhone อย่างมาก โดยในส่วนความลื่นไหลถือว่าออปโป้ปรับปรุงมาได้ดี ไม่พบปัญหาอาการหน่วงหรือแรมหมดระหว่างใช้งานแต่อย่างใด

นอกจากนั้น ทางออปโป้ยังเพิ่มโหมด Simple UI หรือหน้าอินเตอร์เฟสแบบเน้นปุ่มกดขนาดใหญ่และคัดเฉพาะแอปฯและฟังก์ชันเน้นโทรศัพท์กับรับข้อความเท่านั้น (แอปฯไม่สำคัญต่างๆจะถูกซ่อนไว้) โดย Simple UI ถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับผู้สูงอายุเป็นสำคัญ

ในส่วนแอปฯติดตั้งมาจากโรงงาน ที่น่าสนใจจะเป็น “File safe” หรือตู้นิรภัยเก็บไฟล์ ที่ระบบจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถป้องกันไฟล์ส่วนตัว เช่น เอกสาร รูปภาพต่างๆด้วยรหัสผ่าน และนอกจากนั้น ColorOS 3.0 ยังมาพร้อมระบบตรวจจับการทำงานของแอปฯขยะหรือแม้กระทั่งไวรัสต่างๆพร้อมจำกัดออกจากตัวเครื่องโดยไม่ต้องติดตั้งแอปฯเสริมจากภายนอกแต่อย่างใด

กล้องถ่ายภาพ

แอปฯควบคุมกล้องถ่ายภาพ ถือเป็นอีกส่วนที่ออปโป้ปรับปรุงใหม่ให้ทำงานได้รวดเร็วและมาพร้อมหน้าตาที่เรียบง่ายมากขึ้น (ออกแบบแนวเดียวกับ iOS บน iPhone อย่างมาก)

โดยโหมดถ่ายภาพจะมีให้เลือกตั้งแต่ Time Lapse, วิดีโอ, รูปถ่าย, สวยงาม (Beauty Mode) – สามารถปรับความเนียนของใบหน้าได้ตามต้องการ และพาโนรามา โดยในโหมดถ่ายภาพปกติจะมีโหมดย่อยให้เลือกใช้ตั้งแต่ UltraHD สูงสุด 64 ล้านพิกเซล, ตัวกรองสี – ถ่ายภาพแบบติดฟิลเตอร์สี, GIF Animation, Double Exprosure ถ่ายภาพซ้อนภาพ และที่ขาดไม่ได้คือโหมดผู้เชี่ยวชาญ (Professional Mode) ที่ระบบจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถปรับตั้งค่ากล้องด้วยตัวเองได้ตั้งแต่ ความเร็วชัตเตอร์ ค่าความไวแสง จุดโฟกัสและปรับเพิ่มลดชดเชยแสง

แต่น่าเสียดายที่ระบบไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกปรับตั้งความละเอียดภาพและเปิดใช้ RAW File ได้เหมือนโหมดกล้องในแอนดรอยด์หลายๆรุ่น โดยภาพที่ถ่ายในโหมดถ่ายภาพปกติจะมีความละเอียดเต็ม 16 ล้านพิกเซลทั้งกล้องหน้าและหลัง

ถ่ายในโหมด UltraHD 64 ล้านพิกเซล

ครอป 100% จากภาพบน เหลือความละเอียด 10 ล้านพิกเซล ความคมชัดอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ โพสต์ลงโซเชียลคมชัด แต่ถ้าเน้นพิมพ์ภาพขนาดใหญ่ภาพจะติดเบลอเล็กน้อย เนื่องจากเทคโนโลยี 64 ล้านพิกเซลใช้การประมวลผลผ่านซอฟต์แวร์ไม่ใช่ฮาร์ดแวร์ถ่ายเป็น 64 ล้านฯจริงๆ

Beauty Mode ปรับตามค่ามาตรฐานจากโรงงาน

ภาพถ่ายในที่แสงน้อย ด้วยรูรับแสงกว้าง f1.7 ทำให้ภาพที่ได้มีนอยซ์ที่ต่ำ และคุณภาพไฟล์ภาพไม่ต่างจาก Samsung Galaxy S7/S7 edge แต่อย่างใด

ส่วนการถ่ายในสภาพแสงกลางวันปกติ แม้รูรับแสงจะกว้าง f1.7 แต่ภาพที่ได้ก็ถือว่ายังให้คุณภาพที่ดี ภาพอาจติดแสงฟุ้งเล็กๆเมื่อถ่ายในที่แสงแดดจัดมาก แต่เรื่องความคมชัดถือว่าาสอบผ่าน

ในส่วนของวิดีโอ ทีมงานได้ลองทดสอบถ่ายที่ความละเอียด 4K พบว่าระบบป้องกันภาพสั่นไหวจะไม่ทำงาน (ถ้าสังเกตในวิดีโอจะเห็นว่าภาพมีอาการไหวเล็กน้อย) แต่ถ้าใช้ความละเอียด 1080p ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบซอฟต์แวร์จะทำงาน แต่ก็ยังใช้งานได้ไม่ดีเท่ากับวิดีโอบน R9s Plus ที่ใช้ฮาร์ดแวร์ป้องกันภาพสั่นไหว OIS

ส่วนระบบออโต้โฟกัส Dual PDAF ถือว่าทำงานได้ดีมาก โฟกัสจับได้เร็ว แม่นยำและนุ่มนวลเหมือนกับ Dual Pixel ในสมาร์ทโฟนซัมซุง Galaxy S7

สรุปโดยภาพรวมสำหรับกล้องถ่ายภาพใน OPPO R9s ถือว่าให้ผลลัพท์ที่ดีเกินคาดหมายมาก ถ้าเปรียบเทียบแล้วเรียกได้ว่ากล้องหลัง OPPO R9s จะให้คุณภาพไฟล์ภาพไม่ต่างจากเรือธงอย่าง Samsung Galaxy S7/S7 edge แต่อย่างใด ความรวดเร็วในการจับโฟกัสและมิติภาพใกล้เคียงกันมาก จะต่างกันก็ในเรื่องโทนสีเท่านั้น

ทดสอบประสิทธิภาพ

ตามความจริง สเปก R9s จะเป็นรองสมาร์ทโฟนเรือธงในปีนี้หลายรุ่น แต่ถ้ามองเฉพาะกลุ่มราคาไม่เกิน 2 หมื่นบาทและมองเรื่องการใช้งานจริงเป็นหลัก R9s ถือว่าสอบผ่านแทบทุกอย่าง โดยเฉพาะการปรับระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จากออปโป้ที่ทำได้ดีและน่าประทับใจ

ColorOS 3.0 ใช้งานได้ลื่นไหล ไม่พบอาการหน่วงให้รำคาญใจ แรม 4GB ถือว่าเพียงพอแล้ว และทีมงานเชื่อว่าหลายคนที่ได้ลองสัมผัสทั้ง R9s และ R9s Plus น่าจะชื่นชอบส่วนของ UI ใหม่จากออปโป้ไม่ต่างจากทีมงาน แม้จะมีข้อสังเกตเล็กน้อยในเรื่องการจัดวางเลย์เอาท์และออกแบบ UI ที่ไปเหมือน iOS บน iPhone มากจนขาดเอกลักษณ์ของออปโป้ก็ตาม

มาถึงแบตเตอรี R9s ให้ความจุแบตเตอรีมา 3,010mAh ในขณะที่ R9s Plus ให้ความจุแบตเตอรีมามากถึง 4,000mAh โดยเมื่อทดสอบผ่านซอฟต์แวร์ PC Mark พบว่าแบตเตอรีใน R9s สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง (เปิดหน้าจอ 4G+WiFi ตลอดการทดสอบ) ถึง 11 ชั่วโมง 49 นาที แบตเตอรีจะเหลือประมาณ 10% แต่ถ้าใช้จนแบตเตอรีเหลือ 0% จะทำเวลาได้ประมาณ 12-13 ชั่วโมง ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานตลอดทั้งวันแน่นอน

สรุป

สำหรับราคา OPPO R9s อยู่ที่ 14,990 บาท ส่วน R9s Plus (สเปกแรงกว่า R9s + แรม 6GB + แบตเตอรี 4,000mAh และกล้องมี OIS) อยู่ที่ 16,990 บาท

ทั้งสองรุ่นสำหรับทีมงานถือว่าเป็นการเปิดประสบการณ์สมาร์ทโฟนเรือธงไล่ไปถึงสมาร์ทโฟนระดับกลางครั้งใหม่ของออปโป้ที่ยังคงโดดเด่นในเรื่องราคาขายที่ตั้งมาได้โดนใจคนไทยอย่างมาก ส่วนเรื่องประสิทธิภาพแม้ในส่วนหน่วยประมวลผลจะใส่รุ่นระดับกลางมาให้ แต่ออปโป้ก็สามารถปรับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จนสามารถทำงานสอดประสานกันได้ลื่นไหลไม่ต่างจากพวกเรือธงสองหมื่นบาท ถือเป็นการกลับมาของออปโป้ที่น่าจับตามองและถือเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนสุดคุ้ม ไม่ควรมองข้ามประจำปี 2017 ได้เลย

แต่ทีมงานแอบเสียดายเล็กน้อยในเรื่องดีไซน์ตัวเครื่องและ UI หลายส่วนที่ขาดเอกลักษณ์ความเป็นออปโป้ไปเหมือนกับดีไซน์ของ iPhone และระบบปฏิบัติการ iOS มากเกินไป

ข้อดี

-ระบบปรับมาได้เสถียรทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ColorOS
-กล้องคมชัด ถ่ายในที่แสงน้อยดี โดยเฉพาะโฟกัส Dual PDAF ทำงานได้แม่นยำและนุ่มนวล
-แบตเตอรีอึด ใช้งานได้ตลอดทั้งวัน
-VOOC ชาร์จไฟเร็ว

ข้อสังเกต

-การออกแบบตัวเครื่องและ UI ขาดเอกลักษณ์ความเป็นออปโป้
-ลำโพงให้เสียงที่ธรรมดาและไม่เป็นสเตอริโอ

Gallery

]]>