CBIZ Reviews - Manager Online http://www.cyberbiz.in.th เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Tue, 24 Jan 2017 09:00:10 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.3.1 Review : Alienware 15 เกมมิ่งโน้ตบุ๊กสายฮาร์ดคอร์ http://www.cyberbiz.in.th/review-alienware15/ http://www.cyberbiz.in.th/review-alienware15/#comments Tue, 24 Jan 2017 07:57:50 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25165

alienware15-head

Alienware (เอเลี่ยนแวร์) เป็นแบรนด์สายเกมมิ่งประสิทธิภาพสูงจากเดลล์ที่เคยเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง วันนี้ Alienware พร้อมกลับมาทำตลาดเกมมิ่งพร้อมกับการเปิดตัว Alienware Experience Store ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเพื่อตอบรับกับโลกเกมเมอร์ที่เติบโตสูงขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

โดยในส่วน Alienware ที่เดลล์นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในปีนี้จะมีทั้งเดสก์ท็อป Aurora และโน้ตบุ๊ก 2 รุ่นได้แก่ Alienware 17 และรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบกับ Alienware 15 ที่เดลล์เน้นสเปกกราฟิกการ์ดเป็นพิเศษ

การออกแบบ

IMG_0777

Alienware 15 รุ่นนี้เป็นรหัส R3 โดยการออกแบบเครื่องจะเน้นความเรียบง่าย มีเหลี่ยมมุมได้อารมณ์ยานอวกาศของเอเลี่ยนในภาพยนตร์ฮอลลีวูด ฝาปิดเครื่องผลิตจากอะลูมิเนียม มีโลโก้ Alienware พร้อมไฟส่องสว่างติดตั้งอยู่

IMG_0727

IMG_0729

หน้าจอ เป็นจอด้าน IPS ขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด 1,920×1,080 พิกเซล เหนือหน้าจอเป็นไมโครโฟน 2 ตัวพร้อมกล้องเว็บแคมความละเอียด HD และอินฟาเรดรองรับฟีเจอร์ Windows Hello ใน Windows 10

IMG_0811

ในส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ประมาณ 3.49 กิโลกรัม หนา 12 นิ้ว แบตเตอรี 8 เซลล์พร้อมอะแดปเตอร์ไฟบ้าน 240W ขนาดใหญ่

IMG_0765

คีย์บอร์ด ถูกเรียกในชื่อ Alienware TactX Keyboard มีปุ่มคำสั่ง 108 ปุ่ม สามารถปรับแต่งตามการใช้งานได้พร้อมไฟ RGB-LED ส่องใต้แป้นคีย์บอร์ด สามารถปรับแต่งสีได้อิสระ

IMG_0808

ส่วน Track Pad (แยกปุ่มคลิกซ้าย-ขวาออกมา) เป็นมัลติทัชได้รับการออกแบบพิเศษ โดยฝังไฟ Backlit ส่องสว่างด้านใต้แบบ RGB-LED สามารถปรับสีได้ 16.7 ล้านสีผ่านซอฟต์แวร์ภายในตัวเครื่อง

IMG_0782

ด้านพอร์ตเชื่อมต่อรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านหลัง ซ้ายมือเป็นพอร์ตแลน RJ-45, Mini-Display Port 1.2, HDMI 2.0, Thunderbolt 3, Alienware Graphics Amplifier (พอร์ตเชื่อมต่อกับ Docking เพื่ออัปเกรดไปใช้กราฟิกการ์ดของพีซีได้) และ DC-In

IMG_0783

ด้านซ้าย เริ่มจากพอร์ต USB-C, USB 3.0, ช่องเชื่อมต่อไมโครโฟน 3.5 มิลลิเมตรและช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

IMG_0787

ด้านขวา เป็นที่อยู่ของ USB 3.0 จำนวน 1 ช่อง

IMG_0785

ด้านหน้า เป็นลำโพงสเตอริโอ

IMG_0798

ด้านล่าง จะเป็นที่อยู่ของช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ ส่วนการอัปเกรดสเปกเครื่อง เช่น แรม คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเดลล์ไม่ได้ทำช่องอัปเกรดมาให้เหมือนหลายแบรนด์ การพยายามถอดฝาหลังด้วยตัวเองอาจทำให้ตัวเครื่องประกันขาดได้

IMG_0733

IMG_0799
สุดท้ายมาดูระบบระบายความร้อนซึ่งเป็นหัวใจหลักของเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก โดย Alienware 15 จะใช้ฮีทซิงค์ขนาดใหญ่แยกติดตั้งอยู่ซ้ายและขวาของตัวเครื่อง (ทำหน้าที่ดึงความร้อนจากซีพียูและกราฟิกชิป) พร้อมพัดลมระบายความร้อนรอบสูง โดยหลักการทำงานพัดลมจะดึงอากาศจากด้านข้างและด้านล่างเข้ามา จากนั้นลมจะเป่าไปที่ฮีทซิงค์และพุ่งออกด้านหลังเครื่อง โดยรอบความเร็วพัดลมจะทำงานแปรผันตามการใช้งานและความร้อนที่ระบบตรวจจับได้

เพราะฉะนั้นทีมงานขอแนะนำให้ตั้ง Alienware 15 บนโต๊ะพื้นเรียบและเว้นช่องว่างด้านหลังไว้สักเล็กน้อยเพื่อให้ระบบไหลเวียนอากาศทำงานได้อย่างถูกต้องครบกระบวนการ โดยเฉพาะช่วงเล่นเกมควรตรวจสอบช่องระบายความร้อนทั้ง 4 ด้านว่าไม่มีสิ่งใดไปปิดกั้นทิศทางลมเข้าและออกก่อนทุกครั้ง

สเปก

spec-cpu-aw15

Alienware 15 รหัส R3 รุ่นทำตลาดในบ้านเราจะคล้ายกับรุ่นทำตลาดมาเลเซีย ซีพียูขับเคลื่อนด้วย Intel Core i7 “6th Generation” 6700HQ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.60GHz พร้อม Turbo Boost สูงสุด 3.50GHz พร้อมแรม DDR4-2667 16GB ทำงานแบบ Dual Channel

gpu-spec-aw15

ในส่วนกราฟิกหลักขับเคลื่อนด้วย NVIDIA GeForce GTX 1070 พร้อมแรม 8GB (GDDR5) รองรับ DirectX 12 บน Windows 10 เต็มรูปแบบ

ด้านสเปกอื่นๆ Alienware จัดเต็มไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ WiFi ใช้ Killer 1535 802.11ac 2×2 บลูทูธ 4.1 ฮาร์ดดิสก์ 1TB 7200 รอบต่อนาทีพร้อม SSD ขนาด 256GB ส่วนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ติดตั้งมาให้กับเครื่อง และสุดท้ายประกัน Onsite Service จากเดลล์ 3 ปีเต็ม

ฟีเจอร์เด่น

alienfx1

AlienFX เป็นซอฟต์แวร์ไว้ปรับแต่งสีของไฟ RGB-LED ตั้งแต่ไฟ Backlit แป้นคีย์บอร์ดแบ่งเป็น 3 โซน ขอบเครื่อง Track Pad ไฟโลโก้ Alienware โดยผู้ใช้สามารถปรับผสมสีได้ตามต้องการ พร้อมบันทึกเป็นธีมส่วนตัวได้ด้วย

IMG_0769

IMG_0800

AlienFX สามารถปรับได้ตั้งแต่ไฟชื่อแบรนด์ ไฟส่องสว่างใต้แป้นคีย์บอร์ด

IMG_0773

ไฟโลโก้ Alienware ก็ปรับสีได้

IMG_0771

IMG_0772

ขอบด้านข้างเครื่องทั้งสองด้านก็ปรับสีได้แบบ RGB เช่นกัน

alienfx2

AlienFusion เป็นส่วนปรับการตั้งค่าออปชันเกี่ยวกับพลังงาน เช่น เมื่อเสียงอะแดปเตอร์ไฟบ้านจะเปิดใช้งานกราฟิก NVIDIA และเมื่อเปลี่ยนไปใช้ไฟจากแบตเตอรีให้เปลี่ยนเป็นกราฟิกจาก Intel HD เป็นต้น

alienfx3

AlienTactX เป็นส่วนปรับแต่งคีย์บอร์ด โดยผู้ใช้สามารถสร้างโปรไฟล์มาโครปุ่มกดพิเศษ 1-5 (สามารถสร้างโปรไฟล์ได้ 3 ชุด) ปรับได้ตามเกมที่เล่นเหมือนคีย์บอร์ดเกมมิ่ง

alienfx4

graphic-amp-dell

AlienAdrenaline เป็นส่วนควบคุมเมื่อผู้ใช้เชื่อมต่อ Graphics Amplifier ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมแยกขายที่ Alienware จะอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถอัปเกรดส่วนกราฟิกการ์ดไปใช้รุ่นใหญ่ของพีซี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมในอนาคตให้ถึงขีดสุดโดยไม่ต้องซื้อโน้ตบุ๊กใหม่ เพราะเดลล์เชื่อว่าปัญหาหลักๆของโน้ตบุ๊กเกมมิ่งที่ทำให้เล่นเกมในอนาคตได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ กว่า 70% อยู่ที่กราฟิกการ์ดตกรุ่น ไม่รองรับชุดคำสั่งกราฟิกตัวใหม่ ซึ่ง Graphics Amplifier จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้

alienfx5

และนอกจากนั้นในส่วน AlienAdrenaline ยังมาพร้อมระบบมอนิเตอร์การทำงานของซีพียู แรม WiFi และกราฟิกการ์ดได้ พร้อมความสามารถในการบันทึกกราฟการทำงานเก็บไว้ดูภายหลังได้ด้วย

aliensound-1

aliensound-2

Alienware Sound Center เป็นส่วนปรับแต่งเสียงลำโพงและไมโครโฟนซึ่งจะรองรับบรรดาเกมแคสเตอร์ในการจูนเสียงก่อนจะไลฟ์สด พร้อมระบบไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน

aliensound-4

ส่วนสาวก FPS อย่างเกม Overwatch, CS Go ทาง Alienware ยังให้ระบบ Audio Recon โดยเมื่อเปิดใช้ระบบดังกล่าว ระหว่างเล่นเกมคุณสามารถดูเรดาห์จับทิศทางเสียงศัตรูที่วิ่งเข้ามารอบทิศได้ เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ไม่มีหูฟัง 7.1CH ระบบนี้จะช่วยการระบุตำแหน่งของเสียงศัตรูที่เข้ามารอบทิศทางให้ (รองรับเป็นบางเกม เช่น Overwatch)

ทดสอบประสิทธิภาพ

3dmark-alienware15-2017

ถึงแม้ Alienware 15 รุ่นทำตลาดในบ้านเราจะขับเคลื่อนด้วยซีพียู Intel Core i7 Gen 6 เท่านั้น แต่เดลล์ได้ใส่กราฟิกการ์ดตัวใหม่ที่มีประสิทธิภาพเกือบบนสุดของตลาด ทำให้คะแนน 3DMark ทำได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะชุดทดสอบใหม่อย่าง Time Spy (DirectX 12) ที่ดึงประสิทธิภาพ GTX 1070 ได้เต็มที่และความลื่นไหลก็ถือว่าดีระดับ 20-30 เฟรมต่อวินาที

PCAL1PCAL2PCAL3PCAL4PCAL5

ส่วนการทดสอบ PC Mark จะเน้นจำลองการใช้ Alienware 15 ทำงานทั้งพิมพ์งาน กราฟิกและทำงานด้านวิดีโอ เพราะฉะนั้นจะเน้นการประมวลผลของซีพียูเป็นหลัก ก็ถือว่าใช้ได้เป็นไปตามมาตรฐานชิป Core i7 Gen 6 ไม่ต่างจากโน้ตบุ๊กเกมมิ่งแบรนด์อื่นที่ใช้สเปกซีพียูเท่ากัน

hddtest-aw15

โดยอาจมีจุดสังเกตเล็กน้อยในเรื่องแบนด์วิดท์ SSD จะเห็นว่าทำงานได้เร็ว แต่ถ้าเทียบกับหลายแบรนด์แล้ว คะแนนส่วนนี้ยังถือว่าธรรมดา ไม่หวือหวาเท่าที่ควร ส่วนฮาร์ดดิสก์ตัวจานหมุนความจุ 1TB 7200RPM ถือว่าทำได้ตามมาตรฐาน ไม่เร็วหวือหวาเช่นกัน

ส่วนเรื่องการรองรับ NVIDIA G-Sync เท่าที่ทีมงานพยายามค้นหาข้อมูล หลายแหล่งข่าวบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า จอภาพ Alienware 15 รองรับ NVIDIA G-Sync ด้วยแต่เท่าที่ทีมงานค้นหาออปชันกราฟิกแล้วก็ไม่พบกับเมนูดังกล่าว จะปรับได้สูงสุดก็เพียง V-Sync 60Hz ปกติเท่านั้น

gtav-aw15

มาถึงการทดสอบเล่นเกม เริ่มจากเกม GTA V (DirectX 11) ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊กไม่กี่รุ่นที่สามารถเปิดออปชันกราฟิกสูงสุดทั้งหมด รวมถึง Advanced Graphics สูงสุดได้ โดยเฟรมเรตถือว่าทำได้ดีระดับ 55-60 เฟรมต่อวินาที เล่นได้ลื่นไหลดีมาก อีกทั้งด้วยแรมกราฟิกการ์ดระดับ 8GB ผู้ใช้สามารถนำโน้ตบุ๊กไปเชื่อมต่อกับจอ 4K ภายนอกและใช้งานได้อย่างลื่นไหล (แต่อาจต้องลดออปชัน Advanced Graphics ลงเล็กน้อย)

Rise-of-the-Tomb-Raider-01.18.2017---12.46.03

Rise of The Tomb Raider (DirectX 12) ด้วยแรมกราฟิกการ์ด 8GB ออปชันกราฟิกทุกส่วนสามารถปรับสูงสุดได้ทั้งหมด ยกเว้นส่วนลบรอยหยักภาพที่ปรับได้แค่ SMAA 2x ถึงจะสามารถเล่นที่ความละเอียด 1080p 60 เฟรมต่อวินาทีได้ลื่นไหลตลอดทั้งเกม เพราะถ้าปรับเป็น 4x เฟรมเรตจะตกลงเหลือ 45 เฟรมต่อวินาที อาจรู้สึกหน่วงเล็กน้อย

Overwatch-01.18.2017---16.29.53

Overwatch มาถึงเกมดังแห่งยุคและเป็นเกมที่ถูกใช้ทดสอบประสิทธิภาพเครื่องมากที่สุด สำหรับ Alienware 15 รุ่นนี้สามารถเล่นเกมนี้ได้ลื่นไหลสบาย ปรับออปชันกราฟิกสูงสุดพร้อมเปิด Render Scale 150% ก็ยังลื่นไหล หรือจะไปเชื่อมต่อจอ 4K ภายนอกก็เล่นได้ลื่นไหลเช่นกัน

catzilla-aw15

คะแนนจากชุดทดสอบ Catzilla (DirectX 11)

ffxiv-aw15

คะแนนจากชุดทดสอบ Final Tantasy XIV Heavensward (DirectX 11)

สรุปภาพรวมด้านการทดสอบประสิทธิภาพ ทีมงานไซเบอร์บิซขอเน้นไปที่การเล่นเกมเป็นหลัก ด้วยกราฟิกการ์ดระดับ GTX 1070 พร้อมแรม 8GB เมื่อประกบบนสเปกเครื่องระดับบนของตลาดโน้ตบุ๊ก ถึงแม้สเปกหลายส่วนจะไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2017 แต่ก็ยังถือว่าตอบสนองการเล่นเกมทุกเกมในตลาดไปได้อีก 2-3 ปีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกราฟิกการ์ดตระกูล GTX 10 ให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับกราฟิกการ์ดของพีซีมากกว่าสมัยตระกูล 9xxM

แต่ถึงอย่างไร Alienware 15 ก็เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถอัปเกรดไปใช้กราฟิกการ์ดของพีซี ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่ากราฟิกการ์ดบนโน้ตบุ๊กผ่าน Graphics Amplifier ที่ต้องซื้อแยกภายหลังได้ ก็เท่ากับว่าการลงทุนซื้อ Alienware 15 + Graphics Amplifier จะทำให้โน้ตบุ๊กรุ่นนี้ตกรุ่นช้าลง เพราะอย่างที่หลายท่านทราบ ประเด็นใหญ่สุดของโน้ตบุ๊กเกมมิ่งราคาสูงก็คือซื้อมาใช้ได้ 2 ปี กราฟิกการ์ดตกรุ่น เล่นเกมใหม่ๆก็ไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าเดิม ส่วนซีพียูถึงแม้จะไม่สามารถอัปเกรดได้ แต่ส่วนใหญ่ก็รองรับเกมไปอย่างน้อย 4-5 ปีได้สบายๆ

มาถึงเรื่องการระบายความร้อนภายใน เท่าที่ทดสอบเล่นเกมตลอดทั้งวัน Alienware 15 จะมาพร้อมพัดลมระบายความร้อนรอบสูง 2 ตัว ซึ่งให้แรงลมที่ดีและเสียงดังมาก แต่ก็ให้ประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่ดีใช้ได้เลย อุณหภูมิกราฟิกการ์ดตลอดการทดสอบเล่นเกมทั้งวันอยู่ที่ประมาณ 60-70 องศาเซลเซียส สูงสุดไม่เกิน 80 องศาเซลเซียส และตลอดการทดสอบไม่พบอาการเฟรมเรตตกจากความร้อนสะสมที่มากเกินไป ซึ่งส่วนนี้น่าจะมาจากวัสดุตัวเครื่องที่ใช้อะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบหลักทำให้การคายความร้อนทำได้เร็วไปพร้อมๆกับพัดลมรอบสูง

battery1

ใช้โปรไฟล์พลังงาน High Performance พร้อมเปิด AlienFX

battery2

ใช้โปรไฟล์พลังงาน Balance

สุดท้ายเรื่องแบตเตอรี ถึงแม้ Alienware 15 จะมาพร้อมแบตเตอรี 8 เซลล์ก็ตาม แต่ด้วยระบบที่มาพร้อมทั้งไฟ RGB-LED รอบตัวไปถึงพัดลมระบายความร้อนรอบสูง ทำให้ตัวเครื่องบริโภคพลังงานค่อนข้างมาก ถ้าเปิดใช้ระบบทุกส่วนเต็มพิกัด แบตเตอรีจะอยู่ได้ประมาณ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนเมื่อปิดไฟ RGB-LED รอบตัวเครื่องพร้อมเปิดโปรไฟล์พลังงาน Balance แบตเตอรีจะอยู่ได้ประมาณ 2-4 ชั่วโมง และสามารถทำได้มากสุดเมื่อเปิด Power Save Mode จะอยู่ได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมง ถือว่าค่อนข้างบริโภคพลังงานมากกว่าโน้ตบุ๊กเกมมิ่งหลายแบรนด์

สรุป

สำหรับราคาเปิดตัว Alienware 15 อยู่ที่ 99,900 บาท โดยจุดเด่นจริงๆของ Alienware 15 ถ้าไม่นับเรื่องกราฟิกการ์ดระดับบน (ที่ปัจจุบันเริ่มมีหลายค่ายนำมาติดตั้งกับโน้ตบุ๊กเกมมิ่งของตนแล้ว) คงอยู่ที่เรื่อง Graphics Amplifier และดีไซน์เฉพาะแบบ Alienware รวมถึงวัสดุงานประกอบที่ทำได้แข็งแรงตามแบบฉบับเดลล์ ไปถึงประกัน onsite service 3 ปีเต็มที่ทำให้ Alienware มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่งอยู่บ้าง

แต่โดยภาพรวมสำหรับตลาดเกมมิ่งโน้ตบุ๊กระดับบน ก็ต้องยอมรับว่าครั้งนี้ Alienware ตั้งใจทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น เพราะนอกจากการเปิด Alienware Experience Store (ตั้งอยู่ที่ Siam Discovery ชั้น 2) แล้ว ในส่วนราคาก็ถือว่าสอดคล้องกับหลายแบรนด์ที่ให้สเปกใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจเลือกซื้อควรพิจารณาทดลองเล่นที่สโตร์ต่างๆให้ดีก่อน เพราะในราคาระดับนี้ หลายแบรนด์ก็มีรุ่นย่อยให้เลือกแยกย่อยลงไปอีก และสำคัญสุดสำหรับการเลือกซื้อโน้ตบุ๊กเกมมิ่งก็คือ ควรดูระบบระบายความร้อนเป็นอันดับแรก เพราะต้องไม่ลืมว่าการเล่นเกมบนโน้ตบุ๊กตลอดทั้งวันจะเท่ากับว่าตัวเครื่องต้องมีความร้อนสะสมภายในอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าระบบระบายความร้อนไม่ดี โน้ตบุ๊กจะลากลับบ้านเก่าได้ง่ายกว่ารุ่นที่ใส่ใจเรื่องระบบระบายความร้อนเป็นสำคัญ

ข้อดี

– งานประกอบแข็งแรงและมีเอกลักษณ์ความเป็น Alienware
– สเปกไฮเอนด์ รองรับเกมเกอร์สายฮาร์ดคอร์ได้ดี
– รองรับการอัปเกรดไปใช้กราฟิกการ์ดพีซีผ่าน Graphics Amplifier
– รองรับการเชื่อมต่อจอ 4K ภายนอก รวมถึงรองรับ VR
– หน้าจอให้สีสวย ภาพสดใส

ข้อสังเกต

– ไม่มีช่องอ่าน SD Card
– ลำโพงให้ประสิทธิภาพเสียงที่ธรรมดา
– พัดลมระบายความร้อนเสียงดังเมื่อทำงานเต็มประสิทธิภาพ

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-alienware15/feed/ 0
Review : Fitbit Flex 2 แทร็กเกอร์รุ่นเริ่มต้นสำหรับวัดเดิน-นอน http://www.cyberbiz.in.th/review-fitbit-flex-2/ http://www.cyberbiz.in.th/review-fitbit-flex-2/#comments Sun, 22 Jan 2017 08:16:27 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25036

IMG_6763

อุปกรณ์ช่วยวัดก้าวเดินและการนอน เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกับผู้บริโภคในยุคไอที ตามเทรนด์ของกลุ่มผู้ที่รักสุขภาพ ซึ่งภายในอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะมีฟีเจอร์แตกต่างกันไปตามระดับราคา โดย Fitbit Flex 2 จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่มเริ่มต้น เหมาะกับการใส่ใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันเป็นหลัก

จุดเด่นของ Flex 2 นอกเหนือไปจากความสามารถหลัก ในเรื่องของวัดก้าวเดิน และวัดระยะเวลาในการพักผ่อนแล้ว ก็จะเป็นความสามารถในการกันน้ำ ที่เพิ่มขึ้นมาจากรุ่นก่อนหน้า ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใส่ว่ายน้ำ หรืออาบน้ำได้โดยไม่ต้องกังวลกับอุปกรณ์ที่ใส่ไว้ในข้อมือ

นอกจากนี้ ด้วยการออกแบบตัวส่งสัญญาณที่มีขนาดเล็กลง ช่วยให้นอกจากใช้ใส่คู่กับสายรัดข้อมือแล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้ใส่กับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสายห้อยคอ คลิปหนีบ ช่วยให้ใช้งานได้หลากหลายขึ้น เหมือนเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งแทน

การออกแบบ

IMG_6767

ในแง่ของการออกแบบ Flex 2 จะออกแบบให้เป็นเหมือนเครื่องประดับชิ้นหนึ่งมากยิ่งขึ้น ด้วยการทำตัวเซ็นเซอร์ให้มีขนาดเล็กลง เหลือการแสดงผลเพียงไฟ 5 จุด เพื่อใช้บอกสถานะต่างๆของเครื่องแทน ทำให้ผู้ใช้นอกจากสามารถใช้ใส่กับสายรัดข้อมือเพื่อใช้งานตามปกติแล้ว ยังสามารถเปลี่ยนไปใส่กับสร้อยคอ หรือ คลิปหนีบที่เป็นอุปกร์เสริมเพิ่มได้อีกด้วย

ดังนั้นรูปแบบการใช้งานของ Flex 2 จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใส่ไว้ที่ข้อมือเพียงอย่างเดียว เพราะเจ้าตัวเซ็นเซอร์ที่มีลักษณะเป็นรูปทรงแท่ง ที่มีจุดไฟ LED จึงกลายเป็นเหมือนแกนหลักให้ผู้ใช้สามารถนำไปใส่กับอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อให้ใช้งานในลักษณะแฟชันมากยิ่งขึ้น เพราะเจ้าตัวแกนจะมีขนาดเพียง 31.7 x 8.9 x 6.8 มิลลิเมตร น้ำหนักราว 23.5 กรัม

IMG_6769

อย่างไรก็ตาม ในกล่องของ Flex 2 จะมีการแถมสายมาให้ 2 ขนาดคือ เล็ก และ ใหญ่ เพื่อให้สามารถเลือกใส่ใช้งานได้ทันที ซึ่งสำหรับคนที่รูปร่างอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ก็สามารถใช้สายไซส์ S ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าก็จะอยู่ในช่วงปลายๆของตัวเล็ก

IMG_6778IMG_6781สำหรับลักษณะของสายจะมีการออกแบบให้มีลวดลายเพิ่มมากขึ้น โดยตรงขั้วล็อกจะเป็นแบบ 2 ชั้น เพื่อป้องกันการหลุดหล่นหายขณะออกกำลังต่างๆ ซึ่งตัวเล็กถือว่ามีความแน่นหนาดีมาก นอกจากนี้ ก็จะมีการแสดงแบรนด์ ‘fitbit’ ไว้ภายนอกให้เห็นชัดเจนเช่นเดียวกัน

IMG_6774

นอกจากนี้ ภายในกล่องจะมีสายชาร์จมาให้ด้วย โดยจะใช้งานร่วมกับอะเดปเตอร์ยูเอสบีทั่วไป หรือจะใช้การเสียบไปจากคอมพิวเตอร์เพื่อชาร์จก็ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งตรงปลายจะเป็นพอร์ตยูเอสบี 2.0 ตามมาตรฐาน ส่วนบริเวณหัวชาร์จจะเป็นรูปแบบของตัวเล็กให้นำตัวแทร็กเกอร์ที่ถอดจากสายออกมาเสียบลงไปชาร์จ ขณะชาร์จก็จะมีไฟสถานะบอกอยู่

ทั้งนี้ การทำงานของ Flex 2 จะเน้นไปที่การตรงจับการเคลื่อนไหวผ่านเซ็นเซอร์ accelerometer แบบ 3 แกน ที่มาพร้อมกับมอเตอร์สั่นในการแจ้งเตือนข้อมูลต่างๆ ผู้ใช้สามารถสั่งงานแทร็กเกอร์ได้เพียงอย่างเดียวคือการแตะ 2 ครั้ง เพื่อแสดงข้อมูลจำนวนก้าวว่าใกล้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือยัง

ขณะที่ในแง่ของการใช้งาน แบตเตอรีของ Flex 2 จะอยู่ได้ราว 5 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งเมื่อทดลองใช้แล้วก็ไม่พบว่าจะหมดก่อน 5 วันเท่าไหร่ แบตเตอรีภายในเป็น li-Polymer ใช้ระยะเวลาในการชาร์จเกือบๆ 2 ชั่วโมงๆ ส่งสัญญาณเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth 4.0

Fitbit-Flex-2_Family-1

ส่วนจุดเด่นที่สำคัญที่สุดของ Flex 2 คือการกันน้ำ ซึ่งถือเป็นแทร็กเกอร์รุ่นแรกของ Fitbit เลยก็ว่าได้ ที่มาพร้อมการกันน้ำ ทำให้ผู้ใช้สามารถใส่เพื่อว่ายน้ำ หรือการกันน้ำ รวมถึงสบู่ ในเวลาที่อาบน้ำ ก็ไม่จำเป็นต้องถอดตัวแทร็กเกอร์ออกจากข้อมืออีกต่อไป

ฟีเจอร์เด่น

s01

เริ่มต้นการใช้งาน Flex 2 ผู้ใช้จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชัน Fitbit ก่อน โดยเมื่อทำการเชื่อมต่อแล้วในแอปก็จะมีการสอนข้อมูลเบื้องต้น อย่างการนำตัวแทร็กเกอร์ออกมาเปลี่ยนสีสายรัดข้อมือให้มีความหลากหลาย หรือจะนำไปใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริมอื่นอย่างจี้ห้อยคอ หรือกำไลข้อมือก็ได้

ถัดมาคือการแนะนำข้อมูลในแง่ของการทำความสะอาด สามารถใช้สบู่ทำความสะอาดสายได้โดยตรง ส่วนถ้ามีการนำไปใช้ในการว่ายน้ำ ก็ควรถอดออกมาวางไว้ หรือเช็ดให้แห้งก่อนใช้งานต่อไป และยังแนะนำให้มีการถอดออกจากข้อมือบ้างในบางครั้ง รวมถึงถ้าเกิดอาการแพ้ก็จะมีคำแนะนำต่างๆให้

s02s03

หลังจากนั้น ก็คือการแนะนำ แดชบอร์ด (พื้นที่แสดงผล) แบบใหม่ สำหรับผู้ใช้งาแอนดรอยด์ ที่มีการเปลี่ยนรูปแบบไป โดยจะมีการปรับอินเตอร์เฟสให้ดูสวยงามมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำให้ดูโล่งๆโปร่งๆ ด้วยการนำข้อมูลสำคัญที่สุดอย่างจำนวนก้าวขึ้นมาแสดงผลในส่วนบนสุด ถัดลงมาเป็นจำนวนชั้น ระยะทาง แคลอรี่ที่เผาผลานไป และเวลาที่มีการเคลื่อนไหว รวมถึงการจับการออกกำลัง และการนอน

จากนั้นก็จะเป็นการ์ดข้อมูลต่างๆที่ผู้ใช้สามารถเลือกสลับ นำมาแสดงผลได้ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเต้นของหัวใจ ระยะเวลาที่ออกกำลังกายในแต่ละสัปดาห์ (ในแอปแนะนำว่าควรมีกิจกรรมอย่างน้อย 5 ครั้งใน 1 สัปดาห์) ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะรวมถึงการเดินในระยะหนึ่ง

นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถเลือกใส่ข้อมูลจำนวนน้ำที่ดื่ม อาหารที่รับประทาน ใส่น้ำหนักเพื่อจัดโปรแกรมควบคุมหรือลดน้ำหนักได้ ยังไม่รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Fitstar Personal Trainer ที่จะมาช่วยให้ผู้ฝช้งานออกกำลังกายจากกิจกรรมแอโรบิก หรือเต้นตามท่าในวิดีโอที่แนะนำด้วย

s04

ทั้งนี้ ในการใช้งานครั้งแรกทาง Fitbit จะมีให้ผู้ใช้งานตั้งเป้าหมายที่จะมีให้เลือกทั้งลดน้ำหนัก เพิ่มปริมาณการออกกำลังกาย เพิ่มความฟิต เพิ่มน้ำหนัก เพิ่มระยะเวลาในการพักผ่อน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล หลังจากนั้นก็จะมีการแนะนำจำนวนก้าว เวลานอน ช่วงเวลาการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อให้ตั้งเป็นเป้าหมายไว้ด้วย

ส่วนอีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือเรื่องของการแจ้งเตือน โดยตัว Flex 2 สามารถใช้เพื่อแจ้งเตือนการมีสายเรียกเข้า ตั้งเวลาปลุก เตือนให้มีการขยับเคลื่อนไหว และเตือนว่ามีข้อความเข้าใจเครื่องได้ด้วย เมื่อมีการซิงค์ข้อมูลกับสมาร์ทโฟน ดังนั้นก็ช่วยให้ไม่พลาดการติดต่อสื่อสารสำคัญๆในกรณีที่วางโทรศัพท์ทิ้งไว้ด้วย

s05s06

ส่วนในแง่ของการแสดงผลข้อมูลการเดิน ระยะทางต่างๆก็จะแสดงผลเป็นกราฟให้สามารถดูย้อนหลังได้ การแสดงระยะเวลานอนก็จะบอกว่าในแต่ละคืนนอนไปกี่ชั่วโมง มีการขยับตัวมากน้อยแค่ไหน และในแง่ของการออกกำลังก็จะทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนในการบันทึกพิกัด GPS เพื่อคำนวนออกมาเป็นระยะที่ออกกำลังเป็นต้น

ทดสอบประสิทธิภาพ

IMG_6795

เมื่อลองใช้งานทั่วๆไปแล้ว Flex 2 จะเหมาะกับผู้ใช้งานทั่วๆไป ที่มีไลฟ์สไตลเป็นกลุ่มพนักงานออฟฟิศ หรือใช้ชีวิตทั่วๆไป ที่อยากมีสุขภาพดีขึ้น ด้วยการนำอุปกรณ์เหล่านี้มาช่วยกระตุ้นให้เกิดการออกกำลังกาย ถือเป็นแทร็กเกอร์สำหรับผู้เริ่มใช้งานมากกว่า

เพราะตัว Flex 2 จะโดดเด่นในแง่ของขนาดที่เล็ก เหมาะกับการใช้งานหลายรูปแบบ ทั้งยังใช้เป็นเครื่องประดับสำหรับผู้หญิงได้ด้วย แต่จะวัดได้เพียงข้อมูลเบื้องต้นอย่างนับก้าว วัดนอน และการแจ้งเตือนเท่านั้น ดังนั้นถ้าเป็นผู้ที่ออกกำลังเป็นประจำอาจจะมองว่าไม่เพียงพอ เพราะอาจจะต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติมอย่างวัดอัตราการเต้นของหัวใจ หรือการระบุพิกัด GPS มาใช้งานด้วย

สรุป

IMG_6765

Fitbit Flex 2 เหมาะเป็นอุปกรณ์สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจในเทคโนโลยีการวัดผลด้านสุขภาพ (แทร็กเกอร์) ที่ยังไม่เคยใช้งานมาก่อน เพื่อให้เรียนรู้และเข้าใจวิธีการทำงาน เพราะจะเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันเป็นหลัก ไม่ได้เหมาะกับการนำมาเป็นอุปกรณ์ในการวัดการออกกำลังกายแบบจริงจัง

ดังนั้น ด้วยการที่มีอุปกรณ์เสริมออกมาอย่างการที่มีสร้อยคอ หรือกำไลข้อมือ ให้ซื้อเพิ่มเพื่อนำมาใช้งาน ถือเป็นการเจาะเข้าไปในกลุ่มไลฟ์สไตลโดยเฉพาะผู้หญิงที่รักสุขภาพมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าในการใช้งานให้ดีควรซิงค์ข้อมูลกับสมาร์ทโฟนเพื่อเก็บบันทึกข้อมูลตลอดเวลา

สำหรับ Fitbit Flex 2 เริ่มวางจำหน่ายแล้วในช่องทางทั่วไป จากที่ก่อนหน้านี้จะมีการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยราคาตัวเครื่องจะอยู่ที่ 4,490 บาท มาพร้อมกับสายรัดข้อมือแบบคลาสสิก สีดำ สีลาเวนเดอร์  สีมาเจนต้า (ชมพูบานเย็น) หรือสีกรมท่า

Fitbit-Flex-2_Family

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องประดับสายรัดข้อมือฟิตเนสแบบคลาสสิกใน 3 แพก ประกอบไปด้วยโทนชมพู (สีชมพูบลัช สีลาเวนเดอร์ และสีมาเจนต้า) และสีโทนสปอร์ต (สีเทา สีกรม และสีเหลือง) ในราคา 1,290 บาท เครื่องประดับกำไลในทอง สีโรสโกลด์ ราคา 3,990 บาท และสีเงินสเตนเลสสตีล ราคา 3,590บาท และจี้เครื่องประดับสีทอง ราคา 3,990 บาท และสีเงินสเตนเลสสตีล ราคา 3,190 บาท

ข้อดี

– ฟิตเนสแทร็กเกอร์ ที่สามารถใส่ว่ายน้ำได้

– แบตเตอรีอยู่ได้ราว 5 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

– มีสายรัดสีอื่นๆ กำไล และจี้ห้อยคอให้เลือกเปลี่ยน (ซื้อเพิ่ม)

ข้อสังเกต

– ราคาค่อนข้างสูง เพราะมีระบบแอปที่บริหารจัดการได้ค่อนข้างดี

– ยังไม่สามารถวัด HR / GPS ในตัวได้

– ระบบการแจ้งเตือนยังค่อยข้างสับสน ต้องยกข้อมือขึ้นมาดู (น่าจะใช้รูปแบบการสั่นในการแยกการแจ้งเตือนได้)

Gallery

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-fitbit-flex-2/feed/ 0
Review : Sony RX100 V เด่นที่โฟกัสไว ถ่ายภาพเร็วที่สุดในโลก http://www.cyberbiz.in.th/review-sony-rx100v/ http://www.cyberbiz.in.th/review-sony-rx100v/#comments Tue, 17 Jan 2017 09:16:07 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25111

IMG_0673

ตระกูล RX100 จากโซนี่ถือเป็นการเปลี่ยนโลกกล้องพรีเมียมคอมแพกต์มาตั้งแต่รุ่นแรกจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน (Mark IV) โดยจุดเด่นของกล้องตระกูลนี้คือเป็นกล้องคอมแพกต์ขนาดเล็ก (Cyber-shot) แต่ทรงประสิทธิภาพทั้งเรื่องเซ็นเซอร์รับภาพขนาดใหญ่และฟังก์ชันใช้งานครบครันตั้งแต่งานภาพนิ่งไปถึงวิดีโอ 4K ด้วยไฟล์คุณภาพสูงไม่ต่างจากกล้องโปร

มาถึงวันนี้โซนี่ก็พร้อมจะเปิดตัว RX100 Mark V (5) ต่อเนื่องจากรุ่น Mark IV ด้วยการปรับปรุงระบบออโต้โฟกัสและกลไกภายในจนได้ชื่อว่าเป็นกล้องคอมแพกต์ที่ถ่ายภาพได้เร็วสุดในโลก เอาใจทั้งขาสแนปและผู้กำลังมองหากล้องเล็กเพื่อใช้งานระดับโปร

การออกแบบและสเปก

IMG_0644

IMG_0652

Sony RX100 V เป็นกล้องคอมแพกต์ขนาดจิ๋ว โดยตัวกล้องมีขนาดแค่ฝ่ามือ น้ำหนักประมาณ 299 กรัม (ขนาดอ้วนกว่า RX100 IV เล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถใส่กระเป๋ากางเกงได้เช่นเดิม) วัสดุภายนอกเป็นอะลูมิเนียมทั้งหมด แต่สเปกภายในเรียกได้ว่าจัดเต็มมากตั้งแต่เซ็นเซอร์รับภาพ Exmor RS CMOS ขนาด 1 นิ้ว หน่วยประมวลผลภาพ BIONZ X มี DRAM แปะด้านหลังเซ็นเซอร์เพื่อช่วยให้การส่งข้อมูลทำได้รวดเร็วขึ้น (โซนี่ขยาย DRAM ให้ใหญ่กว่า RX100 IV) ไปถึงความละเอียดภาพ 20.1 ล้านพิกเซล

ในส่วนความไวแสงรองรับ ISO 125-12,800 มี Multi-Frame NR ให้เลือกใช้ พร้อมระบบปรับ Dynamic Range อัตโนมัติ

IMG_0651

ด้านเลนส์ใช้ ZEISS Vario-Sonnar T* ชิ้นเลนส์ 10 ชิ้น เป็นซูมเลนส์ 2.9 เท่า ระยะเทียบกล้องฟูลเฟรมคือ 24-70 มิลลิเมตร พร้อมรูรับแสงกว้างสุด f1.8 ที่ระยะกว้างสุด ส่วนเมื่อซูมรูรับแสงกว้างสุดจะอยู่ที่ f2.8 (รูรับแสงแคบสุด f11) มาพร้อมฟิลเตอร์ลดแสง 3 สตอป และรองรับระบบ Clear Image Zoom 5.8 เท่า

IMG_0653

IMG_0659

IMG_0660

IMG_0662

ด้านหลังกล้องมาพร้อมหน้าจอไลฟ์วิวขนาด 3 นิ้วความละเอียด 1,228,800 จุด หน้าจอสามารถพับขึ้นได้ 180 องศา รองรับการเซลฟี ส่วนพับลงได้มากสุด 45 องศา

ด้านปุ่มคำสั่งต่างๆไม่แตกต่างจาก RX100 IV โดยบางปุ่มคำสั่งจะใช้สั่งงานได้สองคำสั่งพร้อมกัน ผู้ใช้งานครั้งแรกอาจเกิดความสับสนได้ต้องทำความเข้าใจก่อนใช้งาน

IMG_0674

นอกจากหน้าจอไลฟ์วิวแล้ว โซนี่ยังให้ช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์แบบ OLED มาด้วย (EVF) โดยช่องมองภาพมีความละเอียด 2,359,296 จุด มาพร้อมสวิตซ์ปรับไดออปเตอร์ตั้งแต่ -4.0 ถึง +3.0m-1

IMG_0657

ด้านบนกล้องเหมือน RX100 IV ทุกสัดส่วนตั้งแต่ตำแหน่งไฟแฟลช ไมโครโฟนรับเสียงสเตอริโอ ไม่มี Hot Shoe ไปถึงปุ่มเปิดปิดและโหมดถ่ายภาพที่ไม่ต่างจากรุ่นก่อนหน้า

สามารถติดตามอ่านรีวิว Sony RX100 IV ได้โดย >กดที่นี่<

IMG_0670

ในส่วนวงแหวนบริเวณเลนส์กล้องสามารถหมุนแทนคำสั่งปรับรูรับแสง ชัตเตอร์สปีดหรือใช้แทนสวิตซ์ซูมภาพได้เมื่ออยู่ในโหมดถ่ายภาพแต่ละแบบ

IMG_0671

IMG_0672

ด้านไฟแฟลชหัวกล้องยังคงเอกลักษณ์เดิมคือเป็นก้านยกขึ้น ทำให้สามารถยิงแฟลชแนวตรงหรือใช้นิ้วดันให้ยิงสะท้อนกับเพดานได้

IMG_0680

มาดูสันเครื่องเริ่มจากขวาจะเป็นช่อง Multi (MicroUSB) สำหรับเชื่อมต่อสาย USB ชาร์จไฟ (รองรับการชาร์จกับพอร์ต USB 5V เช่น Power Bank) และเชื่อมต่อข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ ถัดลงมาเป็น HDMI และสัญลักษณ์แสดงการรองรับ WiFi

IMG_0676

อีกด้านจะเป็นที่อยู่ของสวิตซ์เปิดช่องมองภาพ Finder ถัดลงมาเป็นช่องใส่สายคล้องข้อมือและสัญลักษณ์บอกตำแหน่งเซ็นเซอร์ NFC เพื่อใช้แตะเชื่อมต่อกับสมาร์ทดีไวซ์

IMG_0663

ด้านล่าง ตรงกลางเป็นช่องเชื่อมต่อกับขาตั้งกล้อง ซ้ายเป็นช่องใส่แบตเตอรี NP-BX1 และการ์ดความจำ ขวาสุดเป็นช่องลำโพง

ฟังก์ชันใช้งานและฟีเจอร์เด่น

afrx100v

ระบบออโต้โฟกัสปรับปรุงใหม่ครั้งแรกของกล้องคอมแพกต์ โดยในครั้งนี้โซนี่นำระบบออโต้โฟกัสจากมิร์เรอร์เลสมาใช้ในชื่อ “Fast Hybrid AF” 315 จุด ครอบคลุม 65% ของพื้นที่รับภาพบนเซ็นเซอร์ตัวใหม่ ทำให้ RX100 V สามารถจับโฟกัสได้เร็วสุด 0.05 วินาที รองรับ AF Lock on และ Eye AF สามารถโฟกัสติดตามวัตถุที่เคลื่อนไหวรวดเร็วไปถึงสามารถโฟกัสดวงตาและติดตามแบบต่อเนื่องได้เลย

24 fps Continuous Shooting เป็นจุดขายหลักของ RX100 V และเป็นครั้งแรกของโลกที่โซนี่ให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็วสุด (Hi) 24 เฟรมต่อวินาทีที่ความละเอียด 20.1 ล้านพิกเซล พร้อมบัฟเฟอร์ขนาดใหญ่จากการขยาย DRAM ทำให้การกดชัตเตอร์ค้างไว้หนึ่งครั้ง (เมื่ออยู่ในโหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง) สามารถถ่ายภาพได้มากถึง 150-160 ภาพ

hfr-rx100v-long

HFR

HFR (High Frame Rate) หรือโหมดวิดีโอสโลโมชัน ถูกปรับปรุงเรื่องระยะเวลาในการถ่ายเพิ่มอีก 2 เท่าจาก RX100 IV โดยโหมด HFR สามารถเลือกความเร็วถ่ายได้ตั้งแต่ 250fps 500fps และ 1,000fps (PAL)

video-rx100v

มาถึงฟังก์ชันใช้งานทั่วไป ซึ่งจะเหมือนกับ RX100 IV โดยด้านคุณภาพไฟล์จะมีให้เลือกทั้ง JPEG, JPEG+RAW และ RAW สามารถถ่าย Dual Rec หรือระหว่างถ่ายวิดีโอสามารถกดชัตเตอร์ถ่ายภาพนิ่งได้ที่ความละเอียดสูงสุด 17 ล้านพิกเซล

ส่วนวิดีโอใช้ฟอร์แมต XAVC S ความละเอียด 4K 30fps และ 1080p ความเร็วสูงสุด 60fps พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว Intelligent Active ให้ผลลัพท์ไม่ต่างจากกันสั่น 5 แกนในมิร์เรอร์เลสโซนี่แต่อย่างใด (ลองรับชมได้จากคลิปวิดีโอด้านบน)

smartphone-rx100v

apps-sonyrx100

WiFi/NFC/Application มีให้เลือกใช้เช่นเดียวกับ RX100 IV พร้อม Smart Remote หรือรีโมทชัตเตอร์บนสมาร์ทโฟน รวมถึงสามารถติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติมได้ด้วย

setup1-rx100v

setup2-rx100v

ส่วนผู้ใช้ที่ต้องการปรับแต่งปุ่มคำสั่งต่างๆด้วยตัวเอง RX100 V เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ตามความถนัดแทบจะทุกปุ่มคำสั่ง รวมถึงผู้ใช้งานวิดีโอ โซนี่ได้ใส่ Marker ไว้ให้ใช้งานด้วย เช่น ต้องการถ่ายวิดีโอที่อัตราส่วน 1.85:1 ก็สามารถเลือกใช้งานได้

mem-recall-rx100v

Memory recall (MR) ถือเป็นฟังก์ชันตอบสนองผู้ใช้มืออาชีพที่ชอบปรับค่ากล้องหลากหลายแนวและต้องการตั้งเป็นโปรไฟล์ไว้เพื่อความรวดเร็วในการเลือกใช้ โดย MR ใน RX100 V จะให้เราเลือกสร้างโปรไฟล์ได้มากสุด 3 โปรไฟล์

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

rx100v-isotest

เริ่มจากการทดสอบความไวแสง(ISO)ช่วงต่างๆ สำหรับ RX100 V ให้ผลลัพท์ไม่ต่างจาก RX100 IV ตัวก่อนแต่อย่างใด นอยซ์ที่ค่าความไวแสงตั้งแต่ ISO100-12,800 ทำได้ดีมากสำหรับ JPEG ซึ่งก็สอดคล้องกับจุดประสงค์หลักที่โซนี่ต้องการให้ RX100 เป็นกล้องคอมแพกต์ใช้งานง่าย ใครถ่ายก็ได้ภาพคุณภาพสูงทั้งหมด

ส่วนถ้ามืออาชีพขึ้นมาและใช้งาน RAW เป็นหลัก RX100 V จะให้คุณภาพไฟล์ที่ดีเมื่อถ่ายด้วย ISO ไม่เกิน 3,200 ไม่ต่างจาก RX100 IV เช่นกัน

hi-speed-shoot-rx100v

DSC01712

คราวนี้มาดูสิ่งที่แตกต่างจาก RX100 IV กันบ้างก็คือเรื่องระบบออโต้โฟกัสและความรวดเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง 24 เฟรมต่อวินาที ถามว่าจำเป็นไหม สำหรับคนชอบถ่ายสแนปหรือสตรีทโฟโต้ 24fps ถือเป็นส่วนช่วยให้เรามีโอกาสได้ภาพที่ไม่หยุดนิ่งสูงขึ้น ยกตัวอย่างภาพนี้ทีมงานเดินสวนกับเด็ก 2 คนที่กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งแบบรวดเร็วมาก ถ้าไม่มีระบบถ่ายภาพต่อเนื่อง 24fps อาจพลาดจังหวะที่ต้องการไป

DSC01605

1/400s : f4.5 : ISO125

หรือแม้แต่ภาพนี้ซับเจคที่เห็นทั้งหมดไม่หยุดนิ่ง แต่โหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง 24fps ใน RX100 V ก็สามารถสแนปไว้ได้และหลังจากนั้นทีมงานค่อยมาเลือกภาพที่ดีที่สุดภายหลัง

DSC01015

1/160s : f5.6 : ISO125

DSC01034

1/80s : f2.8 : ISO320

DSC01162

1/160s : f2.8 : ISO250

DSC01234

1/160s : f1.8 : ISO125

DSC01251

1/500s : f4 : ISO125

DSC01267

1/100s : f6.3 : ISO125

DSC01720

1/40s : f5 : ISO125

ในส่วนการถ่ายภาพทั่วไป คุณภาพไฟล์ภาพไม่ต่างจาก RX100 IV อย่างชัดเจนนัก รวมถึงฟังก์ชันใช้งานต่างๆก็ยังเหมือนเดิม เรียกได้ว่า RX100 V เน้นเรื่องความรวดเร็วของระบบออโต้โฟกัสและการถ่ายภาพต่อเนื่องเป็นหลัก รวมถึงงานวิดีโอที่ได้รับผลจากการเปลี่ยนไปใช้โฟกัสแบบ Fast Hybrid AF 315 จุด พร้อม Lockon AF เต็มๆเพราะทำให้ระบบออโต้โฟกัสวิดีโอทำได้แม่นยำขึ้นกว่ารุ่นก่อนมาก โดยเฉพาะการโฟกัสติดตามวัตถุทำได้แม่นยำดี

ส่วนการใช้งานอื่นๆก็เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้แทบทั้งหมด ฟังก์ชันใช้งานมีให้เลือกมากมายเช่น วิดีโอ 4K, โปรไฟล์สี Slog, ถ่ายสโลโมชัน HFR ได้สูงถึง 1,000 เฟรมต่อวินาทีไปถึงการถ่ายภาพคร่อมแสง คร่อม White Balance ทำภาพ HDR และอื่นๆอีกมากมาย แน่นอนว่าก่อนใช้งานต้องเรียนรู้สักเล็กน้อย เนื่องจากตัว RX100 V ถูกออกแบบเมนูมาค่อนข้างซับซ้อนไปเสียหน่อย รวมถึงแบตเตอรีที่ไม่ทนทานนัก ใช้งานในหนึ่งวันหนักๆอาจต้องพกถึง 3-4 ก้อนเลยทีเดียว (แบตเตอรี 1 ก้อนชาร์จไฟเต็มสามารถถ่ายภาพได้ประมาณ 200-220 ภาพ ภาพยนตร์ประมาณครึ่งชั่วโมง)

อีกทั้งในส่วนของราคาค่าตัว RX100 V เปิดตัวมาค่อนข้างสูง 38,990 บาท ส่วน RX100 IV ลดลงเหลือ 29,990 บาท ถ้าผู้สนใจไม่ได้ต้องการสเปกออโต้โฟกัสและการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็งสูง RX100 IV ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้ Mark V เพราะถ้ามองเรื่องคุณภาพไฟล์ภาพอย่างเดียวแล้วเรียกว่าแทบไม่แตกต่างกันชัดเจนนัก

ข้อดี

– กล้องเล็กพกพาไปได้ทุกที่ ทุกเวลา
– ระบบออโต้โฟกัสใหม่ทำงานรวดเร็ว
– ถ่ายภาพต่อเนื่องเร็วสูงสุด 24 เฟรมต่อวินาที
– ฟังก์ชันใช้งานครอบคลุมทุกการใช้งานตั้งแต่ภาพนิ่งถึงวิดีโอ 4K ระดับภาพยนตร์

ข้อสังเกต

– ไม่มี Hot Shoe ไม่รองรับการต่อแฟลชภายนอก
– แบตเตอรีหมดเร็วมาก
– การจับถือไม่ถนัด อาจต้องพึ่งพาอุปกรณ์กริปเสริมภายนอก
– ไม่มีช่องเชื่อมต่อไมโครโฟนภายนอกทั้งที่สเปกวิดีโอถือว่าไฮเอนด์มาก

Gallery

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-sony-rx100v/feed/ 0
Review : HUAWEI GR5 2017 กล้องหลังคู่ ราคาโดน http://www.cyberbiz.in.th/review-huawei-gr5-2017/ http://www.cyberbiz.in.th/review-huawei-gr5-2017/#comments Tue, 10 Jan 2017 10:32:53 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25065

gr52017

หลังจากหัวเว่ยส่ง Mate 9/ Mate 9 Pro เข้ายึดหัวหาดสมาร์ทโฟนเรือธงประจำปีนี้ไปแล้ว เปิดปีใหม่มา หัวเว่ยก็พร้อมส่งน้องสุดท้องอย่าง “HUAWEI GR5 2017” เข้ายึดตลาดสมาร์ทโฟนราคาไม่ถึงหมื่นบาทอีกครั้ง

โดย GR5 รุ่นก่อนหน้าหัวเว่ยเน้นความหรูหราและลูกเล่นกล้องถ่ายภาพให้เลือกใช้มากมายในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง มาในรุ่น 2017 หัวเว่ยนำเทคโนโลยีกล้องคู่จากพี่ใหญ่ P9 และ Mate 9 มาใช้ครั้งแรกของโลกสมาร์ทโฟนราคาไม่ถึงหมื่นบาท แต่ประสิทธิภาพจะเป็นอย่างไร ติดตามได้จากบทความรีวิวนี้

การออกแบบ

IMG_0567

IMG_0574

HUAWEI GR5 2017 ถูกปรับเปลี่ยนด้านการออกแบบ ให้ตัวเครื่องมีความโค้งมนรับกับการจับถือได้ถนัดยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลขนาดเท่าเดิมคือ 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1,920×1,080 พิกเซล พร้อมกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

ขนาดตัวเครื่อง เริ่มจากความกว้าง 76.2 มิลลิเมตร ยาว 150.9 มิลลิเมตร หนา 8.2 มิลลิเมตร น้ำหนัก 162 กรัม

IMG_0570

IMG_0573

ด้านหลังวัสดุเป็นอะลูมิเนียม พื้นผิวแบบ sandblast (นำทรายพ่นลงไปบนเนื้อเหล็ก) มาพร้อมกล้องถ่ายภาพแบบคู่ (Dual Camera) ติดตั้งอยู่ต่ำแหน่งเดียวกับ Mate 9 ความละเอียดภาพ 12 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ LED 1 ดวง

ถัดลงมาด้านล่าง เป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือรุ่น 3.0 ทำงานเร็วและปลอดภัยกว่าเดิม โดยหัวเว่ยเครมว่าสามารถปลดล็อคหน้าจอด้วยเวลาน้อยกว่า 1/3 วินาที

IMG_0577

มาดูปุ่มกดและช่องเชื่อมต่อรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านบนของเครื่องเป็นที่อยู่ของช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรและไมโครโฟน

IMG_0576

ด้านล่างเป็นส่วนของไมโครโฟนหลัก พอร์ต USB 2.0 และลำโพง

IMG_0578

ด้านขวา เป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงและปุ่มเปิดปิดเครื่อง

IMG_0579

IMG_0584

ด้านซ้าย เป็นช่องใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์ รองรับ 2 ซิม โดยช่องใส่ซิม 2 จะใช้ร่วมกับช่อง MicroSD Card

สเปก

spec-gr517

memgr517

เริ่มจากซีพียู ใช้ HUAWEI Kirin 655 Octa-core แบ่งความเร็วเป็น 4 แกนชุดแรกมีความเร็ว 1GHz และ 4 แกนชุดสองมีความเร็ว 1.7GHz มาพร้อมแรม 3GB รอม 32GB เหลือให้ใช้งานจริงประมาณ 24GB ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 6.0 และ EMUI 4.1

ด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย รองรับ 3G/4G ทุกเครื่อข่ายในประเทศไทย (แต่ไม่รองรับเทคโนโลยีรวมคลื่นความถี่) WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 b/g/n บลูทูธรองรับรุ่น 4.1 และแบตเตอรีภายในความจุ 3,340mAh

ซอฟต์แวร์และฟีเจอร์เด่น

home-gr517

apps-gr517

HUAWEI GR5 2017 ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 6.0 (Marshmallow) และครอบทับด้วย EMUI 4.1 (ไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด) โดยแอปฯที่ติดตั้งมาจากโรงงานส่วนใหญ่จะคล้ายกับทุกรุ่นของหัวเว่ยพร้อมแอปฯฟังวิทยุ เพราะ GR5 จะมีภาครับสัญญาณวิทยุติดตั้งมาให้ด้วย

beauty-gr517

มาถึงแอปฯเด่น “Beauty Plus” ก็มีติดตั้งมากับ GR5 2017 ด้วย โดยตัวแอปฯน่าจะเหมาะแก่ผู้ชอบเซลฟี เพราะสามารถตกแต่งหน้าของเราได้ทุกสัดส่วนตั้งแต่ ทำหน้าเนียน ลบสิว ปรับทรงหน้ารวมถึงมีฟิลเตอร์ให้เลือกใช้หลากหลาย

multtask-gr517

ส่วนคนที่ชอบเปิดพร้อมกันในหน้าเดียว GR5 2017 ก็มีโหมดเปิดใช้งานสองแอปฯพร้อมกันได้โดยใช้เทคนิคแบ่งครึ่งหน้าจอ ใครอยากชมวิดีโอจากยูทูปพร้อมแชทหรือเล่นเฟสบุ๊กไปด้วยก็สามารถทำได้ทันที

ซอฟต์แวร์กล้อง

camera-gr517

ด้านซอฟต์แวร์กล้อง การออกแบบยูสเซอร์อินเตอร์เฟสจะคล้ายกับ HUAWEI P9/P9 Plus โดยการเปลี่ยนโหมดภาพสามารถปัดหน้าจอไปทางขวาจะมีโหมดภาพให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ โหมดอัตโนมัติ โหมดโปรปรับตั้งค่ากล้องเอง HDR โหมดเซลฟี ถ่ายภาพกลางคืน (ความละเอียดภาพลดลงเหลือ 8 ล้านพิกเซล) พาโนรามา ถ่ายภาพอาหาร ภาพวาดด้วยแสง (ชัตเตอร์ช้า แนะนำใช้ร่วมกับขาตั้งกล้อง) เป็นต้น

widea-gr517

IMG_20170104_145738_1

ส่วนทีเด็ดสุดสำหรับโหมดถ่ายภาพก็คือ “Wide Aperture” ทำหน้าชัดหลังเบลอแบบเดียวกับ P9 และ Mate 9 ด้วยเทคนิคเดียวกันคือใช้เลนส์คู่ในการวัดระยะชัดของภาพ จากนั้นเมื่อถ่ายภาพเสร็จแล้ว เราสามารถกดเลือกโฟกัสพร้อมปรับรูรับแสง (จำลอง) ได้กว้างสุดถึง f0.95

ทดสอบประสิทธิภาพ

pcmark-gr517

PC Mark
Work 2.0 = 4,453 คะแนน
Computer Vision = 2,419 คะแนน
Storage = 5,379 คะแนน

bench-gr517

AnTuTu Benchmark = 56,422 คะแนน

3DMark
Sling Shot Extreme = 383 คะแนน
Sling Shot = 567 คะแนน
Ice Storm Extreme = 7,689 คะแนน
Ice Storm = 11,333 คะแนน

PassMark PerformanceTest Mobile
System = 5,461 คะแนน
CPU Tests = 144,551 คะแนน
Disk Tests = 48,198 คะแนน
Memory Tests = 5,923 คะแนน
2D Graphics Tests = 3,753 คะแนน
3D Graphics Tests = 1,340 คะแนน

Vellamo
Chrome Browser = 2,583 คะแนน
Metal = 1,497 คะแนน
Multicore = 2,003 คะแนน

Multitouch Test = 10 จุด

สรุปภาพรวมด้านการทดสอบประสิทธิภาพ HUAWEI GR5 2017 ถ้าเทียบคะแนนกับสมาร์ทโฟนเรือธงจะอยู่ประมาณ Nexus 5 หรือถ้าเทียบกับตลาดสมาร์ทโฟนปัจจุบันจะอยู่ในช่วงกลางๆค่อนไปทางกลุ่มราคาประหยัด ส่วนการใช้งานจริงก็ถือว่าหัวเว่ยปรับระบบมาพอใช้ได้ ความลื่นไหลสำหรับการใช้งานทั่วไปถือว่าดี แต่ถ้าผู้ใช้ชอบเล่นเกม 3 มิติ GR5 2017 อาจให้ผลลัพท์ที่ไม่ดีนัก ไม่แนะนำครับ

IMG_20170104_144010IMG_20170104_181536IMG_20170109_192337IMG_20170104_111056IMG_20170109_192246

ส่วนการถ่ายภาพด้วยกล้องหลังคู่เพื่อทำภาพหน้าชัดหลังเบลอ ส่วนนี้ถือว่าหัวเว่ยทำได้ดีไม่ต่างจากพี่ใหญ่เรือธง แต่เรื่องคุณภาพของไฟล์ภาพ สีสันและโทนจะแตกต่างกันพอสมควร โดยภาพที่ถ่ายได้จาก GR5 2017 จะดูทึมๆ สีสันไม่จัดจ้านนัก

batttest-gr517

สุดท้ายส่วนแบตเตอรี เป็นสิ่งที่น่าประทับใจมากที่สุด เพราะแบตเตอรี 3,340mAh บวกระบบจัดการพลังงานของหัวเว่ยทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่อง (เปิดหน้าจอตลอดการทดสอบ) ได้ถึง 10 ชั่วโมง 12 นาที ถ้าคิดเป็นเวลาใช้งานปกติของคนทั่วไปจะทำเวลาได้ประมาณ 16-18 ชั่วโมง เรียกได้ว่าใช้งานได้ทั้งวันสบายๆ

สรุป

IMG_0581IMG_0582

ราคาเปิดตัว HUAWEI GR5 2017 อยู่ที่ 8,900 บาท มีให้เลือก 3 สีได้แก่ สีทอง สีเทาและสีเงิน

เทียบกับประสิทธิภาพและฟังก์ชันใช้งานที่ได้แล้ว ก็ถือเป็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัดประสิทธิภาพกลางๆ ไม่โดดเด่นและไม่แย่เกินไป แน่นอนจุดเด่นหลักของรุ่นนี้ก็คือกล้องหลังคู่ สามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้ที่ชอบถ่ายภาพบุคคล มาโคร ภาพอาหาร โดยเฉพาะผู้หญิง GR5 2017 มีทั้งโหมดเซลฟี ซอฟต์แวร์ปรับแต่งภาพเซลฟีและกล้องหน้าที่ดีไว้ใจได้ แถมแบตเตอรีก็ถือเป็นจุดเด่นโดนใจขาแชทแน่นอน

ข้อดี

– เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแม่นยำและทำงานได้รวดเร็ว
– กล้องหลังคู่ ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอไม่ต่างจากรุ่นเรือธง
– การออกแบบดูหรูหรา เก็บงานดี งานประกอบแน่นหนา
– แบตเตอรีอึด

ข้อสังเกต

– ยังเป็นแอนดรอยด์ 6.0 และ EMUI 4.1 จากปีที่แล้ว
– ประสิทธิภาพกลางๆ ไม่โดดเด่นไปทางใดพิเศษ

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-huawei-gr5-2017/feed/ 0
ประจำปี 2017 http://www.cyberbiz.in.th/benchmarks-2017/ http://www.cyberbiz.in.th/benchmarks-2017/#comments Sun, 08 Jan 2017 08:08:25 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25006

ตารางผลทดสอบสมาร์ทโฟนกลุ่มราคาต่ำกว่า 10,000 บาท
*โมเดลขายในประเทศไทย / ชุดทดสอบ : AnTuTu Benchmark
*ราคาเปิดตัวกับราคาขายจริงอาจแตกต่างกันตามช่วงเวลา

แบรนด์ คะแนน ราคาเปิดตัว
HUAWEI GR5 2017 56,422 8,900.-

ตารางผลทดสอบสมาร์ทโฟนกลุ่มราคา 15,001-20,000 บาท

แบรนด์ คะแนน ราคาเปิดตัว

ตารางผลทดสอบสมาร์ทโฟนกลุ่มราคา 10,001-15,000 บาท
*โมเดลขายในประเทศไทย / ชุดทดสอบ : AnTuTu Benchmark
*ราคาเปิดตัวกับราคาขายจริงอาจแตกต่างกันตามช่วงเวลา

แบรนด์ คะแนน ราคาเปิดตัว

ตารางรวมผลทดสอบสมาร์ทโฟนกลุ่มราคา 20,000 บาทขึ้นไป

แบรนด์ คะแนน ราคาเปิดตัว
HUAWEI Mate 9 125,052 23,900.-

ตารางผลทดสอบแบตเตอรีสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ประจำปี 2016
*โมเดลขายในประเทศไทย / ชุดทดสอบ : PC Mark / ทดสอบจากสถานะแบตเตอรี 100% ลดถึง 10%
*EXTREMELY TEST เป็นการสอบแบบหนักหน่วง (เปิดหน้าจอตลอดเวลา) ไม่ใช่การทดสอบใช้งานทั่วไป
*สำหรับใช้งานทั่วไปให้ +5-+6 ชั่วโมงโดยประมาณ จากช่องเวลาที่ทำได้

แบรนด์ แบตเตอรี สเปก CPU/DISPLAY/OS Ver. เวลาที่ทำได้
HUAWEI GR5 2017 3,340 mAh Kirin 655 Octa / 5.5″ 1080p / A6.0 10h12m

ตารางทดสอบแบตเตอรีโน้ตบุ๊ก (Windows OS)
โปรแกรมทดสอบ : PC Mark 8

แบรนด์ ระยะเวลาที่ทำได้ ราคา
Alienware 15 2h25m 99,900.-

ตารางทดสอบประสิทธิภาพโน้ตบุ๊ก (Windows OS)
โปรแกรมทดสอบ : PC Mark 8
*ชุดทดสอบ Home : เน้นทดสอบการใช้งานทั่วไป รวมถึงเล่นเกม Casual
*ชุดทดสอบ Creative : เน้นทดสอบการใช้งานด้านกราฟิก ตัดต่อวิดีโอ

แบรนด์ คะแนนชุด Home คะแนนชุด Creative ราคา
Alienware 15 4,007 4,943 99,900.-
]]>
http://www.cyberbiz.in.th/benchmarks-2017/feed/ 0
Review : Nikon D5600 กล้อง DSLR ระดับกลาง ฟังก์ชันครบครัน http://www.cyberbiz.in.th/review-nikon-d5600/ http://www.cyberbiz.in.th/review-nikon-d5600/#comments Fri, 06 Jan 2017 06:23:33 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=24962

IMG_0517

D5000 Series ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม DSLR ราคาประหยัด (Entry Level) ระดับกลาง เน้นความคุ้มค่าคุ้มราคา ฟังก์ชันมีให้เลือกใช้หลากหลายจนเป็นกล้อง DSLR ที่ได้รับการตอบรับจากมือสมัครเล่นที่ดีอีกหนึ่งรุ่น จนปัจจุบันซีรีย์นี้เดินทางมาถึงรุ่น “D5600” กับความสามารถที่เพิ่มมากขึ้นตามแบบฉบับนิคอนยุคใหม่

การออกแบบและสเปก

IMG_0486

IMG_0504

เริ่มจากดีไซน์ ไม่แตกต่างอย่างชัดเจนกับ D5500 บอดี้เป็นพลาสติก (Monocoque Body) แป้นเมาท์เลนส์เป็นอลูมิเนียม Nikon F mount น้ำหนักถูกปรับขึ้นเป็น 465 กรัม จับถือมือเดียวได้สะดวกสบาย โดยเฉพาะส่วนกริปยางที่ออกแบบมาให้จับได้กระชับมือยิ่งขึ้น

ด้านเซ็นเซอร์รับภาพเป็น DX Format (CMOS sensor) ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล (6,000×4,000 พิกเซล) แบบไม่ติดตั้ง Low-pass Filter ประกบชิปประมวลผลภาพ EXPEED 4 และระบบออโต้โฟกัสตัวเดียวกับ D5500 คือ Nikon Multi-CAM 4800DX 39 จุดโฟกัส และ 9 จุดแบบ cross-type รองรับเลนส์ออโต้โฟกัส AF-S AF-P และ AF-I

ระบบออโต้โฟกัสรองรับ Single-servo AF, continuous-servo AF, AF-A พร้อมโฟกัสติดตามวัตถุและโฟกัสตรวจจับใบหน้า

ส่วนค่าความไวแสง ISO เริ่มต้น 100 สูงสุด 25,600 รองรับการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงสุด 5 เฟรมต่อวินาที ชัตเตอร์เร็วสูงสุด 1/4,000 วินาที ช้าสุด 30 วินาที มีชัตเตอร์ B และ T รวมถึงชัตเตอร์เงียบก็มีให้เลือกใช้

IMG_0487

IMG_0489

IMG_0492

มาดูด้านหลังตัวกล้อง เริ่มจากจอภาพไลฟ์วิวขนาด 3.2 นิ้ว ความละเอียด 720×480 พิกเซล ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของซีรีย์นี้ เนื่องจากตัวจอเป็น Vari-angle monitor สามารถพลิกเปลี่ยนมุมมองได้ 170 องศา ครอบคลุมเฟรมภาพ 100%

IMG_0535

นอกจากนั้นหน้าจอยังเป็นระบบสัมผัสที่ถูกปรับปรุงให้ตอบสนองดีขึ้นจากรุ่นที่แล้ว ทำให้การปรับแต่งค่ากล้อง ล็อคจุดโฟกัสผ่าน Live VIew ทำได้ง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะผู้ใช้งานวิดีโอน่าจะถูกใจหน้าจอสัมผัสรุ่นใหม่จากนิคอน

ส่วนปุ่มคำสั่งยังคงเหมือนกับ D5500 มีปุ่ม i และปุ่มล็อคค่าแสง/ล็อคโฟกัส ติดตั้งมาให้

IMG_0508

ช่องมองภาพแบบออปติคอล (Viewfinder) เป็นกระจกสะท้อนภาพปกติ ครอบคลุมเฟรมภาพ 95% ทั้งแนวตั้งและแนวนอน มาพร้อมปุ่มหมุนปรับระยะ Eyepoint

IMG_0497

ด้านบนตัวกล้อง จากซ้ายเป็นช่องลำโพง ตรงกลางเป็น Hot Shoe ใส่ไฟแฟลชแยก รองรับ Nikon Creative Lighting System หรืออุปกรณ์เสริมพร้อมไมโครโฟนรับเสียงสเตอริโอ ถัดไปขวามือ จะเป็นวงล้อปรับโหมดถ่ายภาพแบบเดียวกับรุ่นน้องสุดท้อง D3400 มีให้เลือกตั้งแต่โหมด Auto, P, S, A, M, ซีนโหมด 16 ซีนเพื่อปรับโทนภาพให้เข้ากับบรรยากาศของสถานที่จริง (ซีนแนะนำ blossom, autumn colors กับ Food น่าจะถูกใจวัยรุ่น) และโหมดเอ็ฟเฟ็กต์ 10 รูปแบบช่วยให้ถ่ายภาพทำได้สนุกสนานมากขึ้น

ถัดจากวงล้อปรับโหมดถ่ายภาพ ข้างๆจะเป็นก้านสวิตซ์ไว้เกี่ยวเพื่อเปิดปิด Live View ถัดลงมาเป็นวงล้อปรับค่ากล้อง (ค่ามาตรฐานเป็นคำสั่งปรับความเร็วชัตเตอร์) ถัดขึ้นไปด้านบนเป็นปุ่มชดเชยแสง ซึ่งเมื่อกดปุ่มนี้ค้างไว้แล้วเลื่อนวงล้อสีดำจะเป็นการเปลี่ยนขนาดรูรับแสง ถัดมาเป็นปุ่มบันทึกวิดีโอ ปุ่มชัตเตอร์และสวิตซ์เปิดปิดกล้อง

IMG_0501

ด้านหน้าจะเป็นที่อยู่ของไฟช่วยโฟกัส และถ้าสังเกตให้ดี กล้องรุ่นเล็กของนิคอนจะไม่มีปุ่มเช็คระยะชัดมาให้เหมือนรุ่นใหญ่

IMG_0499

ด้านข้าง เริ่มจากด้านซ้ายบริเวณบอดี้กล้องจะเป็นที่อยู่ของปุ่ม เปิดปิดไฟแฟลชหัวกล้องพร้อมปุ่มชดเชยแสงแฟลช ปุ่ม Fn (Function) ปรับตั้งค่าได้อิสระ ปุ่มปลดล็อกเลนส์และปุ่มตั้งเวลาถ่ายหรือปรับรูปแบบการถ่ายภาพ

ถัดมาที่สันด้านซ้ายของตัวกล้อง เริ่มจากด้านบนเป็นโลโก้ Bluetooth/WiFi เนื่องจาก D5600 รองรับ SnapBridge เต็มรูปแบบ ด้านล่างเป็นที่อยู่ของช่องเชื่อมต่อรีโมทชัตเตอร์ ช่องไมโครโฟน 3.5 มิลลิเมตร และ USB

IMG_0500

ด้านขวา เป็นช่องเชื่อมต่อ HDMI, เซ็นเซอร์ NFC และช่องใส่การ์ดความจำ SD Card รองรับมาตรฐาน UHS-I

IMG_0532

ด้านล่างเป็นส่วนของช่องเชื่อมต่อกับขาตั้งกล้องและช่องใส่แบตเตอรี EN-EL14a 1,230mAh (ถ่ายได้ประมาณ 400-600 รูป)

ฟีเจอร์เด่น

wifid5600

Nikon SnapBridge เป็นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ใน D5600 โดยการเชื่อมต่อจะทำได้เต็มฟังก์ชันกว่า D3400 เนื่องจากตัวกล้องมาพร้อม WiFi/Bluetooth ทำให้นอกจากผู้ใช้จะซิงค์รูประหว่างกล้องไปเก็บไว้ในสมาร์ทโฟนได้แล้ว ตัวกล้องยังรองรับรีโมทชัตเตอร์ผ่าน WiFi ได้ด้วย

nef-d5600

NEF 14-bit ในส่วนไฟล์ RAW ใน D5600 สามารถเลือกรูปแบบการบันทึกได้ทั้ง 12-bit และ 14-bit รวมถึง Retouch Menu ที่สามารถโปรเซสแก้ไข RAW ได้ทันทีพร้อมแปลงไฟล์ภาพเป็น JPEG จากหลังกล้องได้อย่างรวดเร็ว โดยเมื่อแก้ไขภาพเสร็จแล้วก็สามารถใช้ WiFi หรือ Bluetooth ส่งภาพผ่าน SnapBridge ไปยังสมาร์ทโฟนได้ทันที

movie-d5600

วิดีโอ Nikon D5600 รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุด 1,920×1,080 พิกเซล ที่ความเร็ว 60 เฟรมต่อวินาที รองรับ Manual Movie ปรับตั้งค่ากล้องได้เอง

timelapse-d5600

Timelapse เพิ่มฟังก์ชัน Exposure smoothing แบบเดียวกับกล้องรุ่นใหญ่ ทำให้การถ่ายภาพในช่วงเวลาแสงแตกต่างกันทำได้เนียนตาและเป็นมืออาชีพมากขึ้น

display-d5600

ในส่วนการแสดงผลค่ากล้องต่างๆจะทำผ่านหน้าจอ Live View เหมือน D3400 พร้อมระบบแนะนำการถ่ายภาพสำหรับมือใหม่ด้วย

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

d5600-ISO

เริ่มจากการทดสอบความไวแสงช่วงต่างๆ เริ่มจากค่า ISO ที่ให้ไฟล์ภาพดีสุดจะอยู่ในช่วง 100-3,200 ไม่แตกต่างจาก D5500 หรือ D3400 ที่ทดสอบไปก่อนหน้า เนื่องจากใช้ชิปประมวลผลตัวเดียวกัน ส่วนช่วงความไวแสง ISO 6,400 จะเริ่มมีนอยซ์เพิ่มขึ้นบ้างแต่อยู่ในระดับยอมรับได้ จนถึง ISO 12,800-25,600 จะให้นอยซ์ค่อนข้างเยอะ

มาถึงการทดสอบถ่ายภาพนิ่ง ทีมงานเลือกใช้เลนส์ AF-S 20mm. f/1.8 G ED เมื่อคูณ 1.5 จะเท่ากับระยะประมาณ 30 มิลลิเมตร

PS0_0026

ชัตเตอร์สปีด 1/8 วินาที : รูรับแสง f16 : ISO400

PS0_0040

ชัตเตอร์สปีด 1/200 วินาที : รูรับแสง f11 : ISO500

PS0_0058

ชัตเตอร์สปีด 1/640 วินาที : รูรับแสง f14 : ISO560

PS0_0077

ชัตเตอร์สปีด 1/640 วินาที : รูรับแสง f13 : ISO320

PS0_0087

ชัตเตอร์สปีด 1/640 วินาที : รูรับแสง f13 : ISO800

PS0_0108

ชัตเตอร์สปีด 1/400 วินาที : รูรับแสง f11 : ISO2800

PS0_0126

ชัตเตอร์สปีด 1/800 วินาที : รูรับแสง f16 : ISO3600

จากภาพทดสอบทั้งหมด ลองสังเกตที่การตั้งค่ากล้อง ผมพยายามดัน ISO ให้สูงเพื่อทดสอบคุณภาพไฟล์และนอยซ์ที่เกิดขึ้น พบว่า ด้วยความเป็นกล้องนิคอนยุคใหม่ (ซีรีย์ที่มาพร้อม EXPEED 4) ผมถือว่าสอบผ่านเรื่องคุณภาพไฟล์อย่างมาก เนื้อไฟล์ดีมาก โดยเฉพาะ RAW 14-bit ที่เก็บรายละเอียดได้ดี อย่างบางภาพผมดึงแสงขึ้น 2-3 สตอปก็ยังให้รายละเอียดที่ครบถ้วนไม่ต่างจากพี่ใหญ่ D500 แต่อย่างใด ยกเว้นเรื่องนอยซ์จากไฟล์ RAW ที่อาจมากกว่ารุ่นใหญ่เล็กน้อย

ส่วน JPEG ก็ให้คุณภาพที่ดีเช่นกัน ไฟล์เนียนสวยแม้จะใช้ ISO สูงระดับ 6,400 ก็ตาม

สำหรับการจับถือ ด้วยน้ำหนักที่ไม่มาก ตัวกล้องขนาดเล็กและมีกริปยางที่จับกระชับมือมาก ทีมงานขอให้คะแนนส่วนการจับถือและพกพาติดตัวเต็ม 10 เลย เพราะลองใช้งานทั้งวันแล้ว ความรู้สึกไม่ต่างจากการพกพามิร์เรอร์เลส แถมการจับถือก็ถนัดมากกว่า ยิ่งจับคู่กับเลนส์ฟิกซ์น้ำหนักเบาคุณภาพสูงอย่าง 20mm f1.8G ED ดูแล้วเข้ากันอย่างมาก ยกเว้นราคาเลนส์ที่เหมือนจะแพงกว่าตัวกล้อง

ส่วนการควบคุม เริ่มจากการวางตำแหน่งปุ่มกดต่างๆทำได้ดีแล้ว แต่ด้วยเป็นกล้องรุ่นเล็กทำให้นิคอนออกแบบปุ่มคำสั่ง 1 ปุ่มให้ใช้งานได้หลายฟังก์ชัน จนบางครั้งกลายเป็นสร้างความสับสนให้ผู้ใช้งานได้ แต่ก็ยังดีที่รุ่นนี้เป็นหน้าจอสัมผัส บางคำสั่งสามารถกดปุ่ม i แล้วเลือกปรับเปลี่ยนโดยจิ้มจากหน้าจอโดยตรงได้

ด้านวิดีโอ คล้ายกับ D5500 ไฟล์คุณภาพดี โดยเฉพาะนอยซ์และความคมชัดถือว่าสอบผ่าน ยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับเลนส์ AF-P โฟกัสทำได้ลื่นไหลมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อสังเกตในเรื่องระบบออโต้โฟกัส เมื่อทำงานผ่าน Live View ระบบโฟกัสภาพจะทำงานช้าและไม่แม่นยำตามสไตล์นิคอนเนื่องจากใช้วิธีคิดแบบเก่า ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย ไม่เช่นนั้น D5600 จะเป็น DSLR ที่มีฟังก์ชันครบครันคุ้มค่าคุ้มราคามากกว่านี้

สุดท้ายกับราคาเปิดตัว 27,500 บาท (ชุดแถมคิทเลนส์ AF-P 18-55VR) ก็ถือเป็นช่วงราคาเดิมที่นิคอนตั้งไว้กับตระกูล D5000 แน่นอนว่ากล้องซีรีย์นี้น่าจะเหมาะแก่คนที่ใช้งานระดับเริ่มต้นที่กำลังมองหากล้อง DSLR ตัวเล็กเน้นฟังก์ชันใช้งานครบครันตั้งแต่ภาพนิ่ง วิดีโอ มีจอพลิกได้และเป็นจอสัมผัส โดย D5600 มีการเพิ่ม SnapBridge เข้ามาทำให้การถ่ายภาพแล้วแชร์ผ่านสมาร์ทโฟนทำได้รวดเร็วมากขึ้นรวมถึงหน้าจอสัมผัสที่ทำได้ลื่นไหลขึ้น ในขณะที่คุณภาพและการใช้งานโดยรวมไม่ต่างจาก D5500 อย่างชัดเจนนัก

ข้อดี

– ตัวเล็ก น้ำหนักเบา
– จอพลิกได้
– หน้าจอสัมผัสแม่นยำกว่า D5500
– มี RAW 14-bit คุณภาพไฟล์ดี
– ฟังก์ชันใช้งานครบครัน มีช่อง 3.5 มิลลิเมตรเชื่อมต่อไมโครโฟนภายนอกได้
– SnapBridge ผ่าน NFC / WiFi / Bluetooth ทำให้การแชร์รูปไปยังสมาร์ทโฟนทำได้ง่าย (ประมาณกดถ่ายภาพแล้วรูปไหลไปอยู่ในสมาร์ทโฟนทันทีโดยไม่ต้องมากดแชร์ภาพให้ยุ่งยาก)

ข้อสังเกต

– ระบบออโต้โฟกัสผ่าน Live View ทำงานช้าและไม่แม่นยำ
– แบตเตอรีชาร์จไฟเต็ม ถ่ายได้ประมาณ 480 ภาพ น้อยกว่า D5500

Gallery

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-nikon-d5600/feed/ 0
Review : Apple MacBook Pro with Touch Bar กับแนวคิดใหม่ที่รอการพิสูจน์ http://www.cyberbiz.in.th/review-apple-macbook-pro-with-touch-bar/ http://www.cyberbiz.in.th/review-apple-macbook-pro-with-touch-bar/#comments Wed, 04 Jan 2017 09:05:15 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=24907

IMG_6754

ถือเป็นการปรับเปลี่ยนอีกครั้งสำคัญในสินค้าตระกูล Macbook Pro ที่นอกจากจะมีการปรับดีไซน์ตัวเครื่องให้มีความบาง ให้เพรียวลงมาอีก ถัดจากในยุคก่อนหน้าที่ปรับมาแล้วรอบนึงในสมัยที่มี Macbook Pro with Retina Display ที่ชูความโดดเด่นของหน้าจอที่คมชัด สมจริงมากขึ้น พร้อมกับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จนมาถึงในรุ่นล่าสุดคือ MacBook Pro with Touch Bar ที่ปรับแนวคิดใหม่ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความบางมากขึ้น ปรับพอร์ตที่ใช้ให้กลายเป็น USB-C เหมือนใน Macbook ที่เริ่มใช้งานมาแล้ว 2 รุ่น พร้อมกันตลาดที่เริ่มให้ความยอมรับมากยิ่งขึ้น

แต่จุดที่เป็นของใหม่มากที่สุดในรุ่นนี้คือ Touch Bar หรือแถบควบคุมแบบสัมผัสบริเวณเหนือคีย์บอร์ด ที่จากเดิมเป็นปุ่ม ควบคุมการทำงานต่างๆของเครื่อง ไม่ว่าจะปรับแสงหน้าจอ เรียกดูหน้าจอทั้งหมด เข้าถึงโปรแกรมในเครื่อง ปรับแสงคีย์บอร์ด ปุ่มควบคุมเครื่องเล่นเพลง ปรับระดับเสียง ที่เป็นปุ่ม F1-F12 ในตัวหายไป กลายเป็นแถบจอสัมผัสให้ใช้งานแทน

การออกแบบ

IMG_6678

ในแง่ของการดีไซน์ ตัวเครื่องจะไม่ได้เปลี่ยนแนวแบบ All New แต่ก็ถือว่าเป็นการปรับรูปลักษณ์ของตัว Macbook Pro ให้ดูทันสมัยมากขึ้น ด้วยการนำดีไซน์ของ Macbook Pro รุ่นเดิมมาทำให้ตัวเครื่องบางลงกับขนาดขอบจอที่แคบลง ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมของรุ่น 13 นิ้ว อยู่ที่ 304.1 x 212.4 x 14.9 มิลลิเมตร นำ้หนัก 1.37 กิโลกรัม พร้อมกับเพิ่มสี จากเดิมที่มีเฉพาะสีเงิน (Silver) ด้วยสีเทา (Space Gray) ให้เลือกด้วย

IMG_6686

บนเครื่องความโดดเด่นของ แอปเปิล Macbook Pro ที่ผ่านมาไม่ใช่ดีไซน์ที่มีสีสรรฉูดฉาดอยู๋แล้ว เพราะจะเน้นความเรียบง่ายด้วยการมีสัญลักษณ์ ‘Apple’ ติดอยู่ตรงกึ่งกลาง เพียงแต่ในรุ่นนี้สัญลักษณ์ดังกล่าวจะไม่ได่มีไฟติด เพื่อแสดงสถานะการเปิดเครื่องอีกต่อไป กลายเป็นสัญลักษณ์เหมือนใน Macbook ที่ใช้ความเงาของโลโก้ มาสร้างความแตกต่างแทน

IMG_6708

ใต้เครื่องยังคงสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแอปเปิล คือมีจุกยางรองที่บริเวณมุมเครื่องทั้ง 4 พร้อมกับ รูสำหรับไขน็อตรอบเครื่อง ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะปล่อยว่างไว้ เน้นความเรียบง่าย โดยจะมีการระบุเลขซีเรียลเครื่อง และสัญลักษณ์มาตรฐานต่างๆไว้ตรงกึ่งกลางบนเท่านั้น

IMG_6682

หน้าจอจุดที่สร้างความโดดเด่นให้กับ Macbook Pro มากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของหน้าจอ Retina แบบ IPS ที่มีขนาด 13.3 นิ้ว ความละเอียด 2560 x 1600 พิกเซล ความละเอียดเม็ดสี 227 ppi ให้ความสว่างสูงสุด 500 nit และยังได้ในเรื่องของความกว้างของสีระดับ P3 ที่เมื่อได้มองแล้วจะเห็นถึงความแตกต่างในการแสดงผลเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

IMG_6716

ทั้งนี้ ส่วนบนของจอภาพจะมีกล้องหน้าสำหรับใช้ Factime ความละเอียด HD (720p) และขอบล่างจะมีการสกรีนชื่อรุ่น Macbook Pro อยู่ นอกจากนี้ การที่มีขอบจอ (Bazel) เล็กลง ทำให้ตัวเครื่องของ Macbook Pro 13 นิ้ว รุ่นปี 2013 จะมีขนาดเล็กลง และยิ่งเมื่อเทียบกับ Macbook Air 13 นิ้ว ก็จะเห็นได้ชัดว่า ขอบจอที่เล็กลงช่วยให้ตัวเครื่องดูพกพาใช้งานสะดวกขึ้น

IMG_6724

บริเวณแป้นพิมพ์ในส่วนนี้จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆคือ โครงของตัวบอดี้ที่ยังคงใช้การเจาะอะลูมิเนียมชิ้นเดียวเป็นหลัก โดยจะมีช่องลำโพงอยู่ขนาบไปกับคีย์บอร์ดทั้ง 2 ฝั่ง ตรงกึ่งกลางส่วนบนจะเป็นส่วนของคีย์บอร์ด และ Touch Bar ส่วนล่างจะเป็น แทร็กแพด ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าตัว เมื่อเทียบกับรุ่นที่ผ่านมา

IMG_6717IMG_6720ทีนี้เมื่อแยกพูดถึงกันทีละส่วนจะพบว่า ในแง่ของลำโพงสนทนาที่มีการปรับให้อยู่ขนาบไปกับคีย์บอร์ดนั้น ช่วยให้พลังเสียงที่ ดังขึ้น ชัดขึ้น และละเอียดขึ้น จากการที่แอปเปิลมีการปรับดีไซน์ของลำโพงใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมช่วงเสียงที่กว้างขึ้น ให้สามารถใช้งานได้ทั้งชมภาพยนตร์ ฟังเพลง และเล่นเกม

IMG_6793

ส่วนของคีย์บอร์ด ได้มีการปรับมาใช้คีย์บอร์ดแบบ ปีกผีเสื้อ (Butterfly mechanism) ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นเวอร์ชัน 2 ที่ช่วยให้พิมพ์ใช้งานได้สะดวกขึ้น เพียงแต่ถ้าใช้งานในช่วงแรกแล้วยังไม่ชิน อาจจะต้องใช้เวลาปรับนิ้วให้เข้ากับคีย์บอร์ดสักพัก แต่ถ้าใช้งานคุ้นแล้วจะพบว่าสามารถพิมพ์ได้เร็วขึ้นอย่างชัดเจน

IMG_6718

ขณะที่ส่วนของแทร็กแพด ก็ยังใช้เป็นแบบ Force Touch Trackpad ที่ใช้ระบบไฟฟ้าสถิตมาช่วยเพื่อให้ความรู้สึกเหมือนการกดปุ่ม ซึ่งแน่นอนว่าด้วยการที่ปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม ทำให้ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเมื่อใช้งานร่วมกับคีย์บอร์ดบางครั้งจะมีพลาดไปโดนบริเวณขอบของแทร็กแพดด้วย

IMG_6727สุดท้ายคือส่วนของ Touch Bar ที่เป็นแถบคำสั่งแบบสัมผัส ที่เผยโฉมครั้งแรกใน Macbook Pro รุ่นใหม่ในปีนี้ คิดง่ายๆก็มองเหมือนเป็นหน้าจอ OLED ระบบสัมผัส 10 จุด ความละเอียด 2170 × 60 พิกเซล ที่มาแทนที่แถบควบคุม และปุ่ม F1-F12 เดิม พร้อมกับระบบ Touch ID หรือเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ช่วยให้ใช้งานเครื่องได้สะดวก และปลอดภัยมากขึ้น

IMG_6694IMG_6695พอร์ตเชื่อมต่ออีกจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเลยคือเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อ ที่แอปเปิลเลิกใช้งานพอร์ต USB แบบปกติ รวมถึงพอร์ต Thunderbolt เดิม ที่มีขนาดใหญ่ มาเหลือเป็นพอร์ต Thunderbolt 3 (USB-C) แทน ทำให้พอร์ตเชื่อมต่อของ Macbook Pro With Touch Bar จะมา USB-C ให้ทั้งหมด 4 พอร์ต และช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม.

IMG_6759

ข้อดีของการที่มีพอร์ตเชื่อมต่อมาให้ 4 พอร์ต คือ ผู้ใช้สามารถเลือกเสียบสายชาร์จเข้ากับพอร์ตใดก็ได้ โดยตัวเครื่องจะมีระบบเลือกไฟเข้าเฉพาะพอร์ตเดียว ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าเมื่อเสียบซ้อนกัน 2 พอร์ตเครื่องจะมีปัญหา โดยแบตเตอรีของเครื่องจะมีขนาด 4,415 mAh นอกจากนี้ ก็ยังสามารถใช้ต่อกับอุปกรณ์เสริมที่เป็นพอร์ตแปลงเป็น USB 3.0 HDMI ช่องต่อสายแลน และอุปกรณ์อื่นๆที่รองรับได้

สเปก

About

สำหรับสเปกของ MacBook Pro with Touch Bar 13” ที่ได้มาทดสอบ จะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Intel Core i5 ที่เป็น Dual-Core 2.9 GHz (Turbo Boost 3.3GHz) L3-Cache 4MB หน่วยประมวลผลภาพเป็น Intel Iris Graphic 550 RAM LPDDR3 2133 MHz ขนาด 8 GB พื้นที่เก็บข้อมูลเป็น SSD ขนาด 512 GB (เริ่มต้นที่ 256 GB)

โดยผู้ใช้สามารถเลือกปรับเปลี่ยนหน่วยประมวลผลในรุ่นจอ 13” ขึ้นไปเป็น  Intel Core i7 Dual-core 3.3 GHz (Turbo Boost 3.6 GHz) L3-Cache 4MB พร้อมเพิ่ม SSD ได้สูงสุดที่ 1 TB

ในขณะที่ในรุ่น 15” จะมากับ Intel Core i7 Quad-Core 2.7 GHz (Turbo boost 3.5 GHz) L3-Cache 6 MB สามารถปรับเพิ่มเป็น Intel Core i7 Quad-core 2.9GHz (Turbo Boost 3.8GHz) L3-Cache 8 MB ได้ RAM 16 GB พื้นที่เก็บข้อมูล SSD เริ่มต้นที่ 256 GB – 2 TB โดยในรุ่น 15” จะมากับการ์ดจอแยกเป็น Radeon Pro 450 (เพิ่มเป็น Radeon Pro 460 ได้)

ฟีเจอร์เด่น

IMG_6730

ในแง่ของฟีเจอร์การใช้งานที่ต้องพูดถึงแน่นอนว่าคงหนีไม่พ้น Touch Bar และ Touch ID ที่เป็นของใหม่สุด และเพิ่งเริ่มใช้งานกับ Macbook Pro รุ่นปี 2016 ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความที่เป็นของใหม่ ทำให้ในช่วงแรกแอปพลิเคชัน หรือ โปรแกรมที่รองรับนั้นมีค่อนข้างน้อย และต้องรอให้โปรแกรมอื่นๆมีการอัปเดตให้รองรับเพิ่มเติม

TouchFeature

ทีนี้มาดูความสามารถเบื้องต้นของ Touch Bar เมื่อไม่ได้เปิดใช้งานโปรแกรมใดๆ ตัวแสดงผลจะขึ้นเพียงปุ่ม ESC พร้อมกับอีก 4 ไอค่อนหลัก อย่างปุ่มปรับระดับความสว่างหน้าจอ ปรับระดับเสียง ปิดเสียง และเรียกใช้งาน SIRI และเมื่อกดปุ่ม fn แถบปุ่ม F1-F12 ก็จะโชว์ขึ้นมาให้ใช้งาน

เมื่อกดปุ่มลูกศรข้างๆ ก็จะเป็นการยืดแถบควบคุมที่คุ้นเคยออกมา คือจะมีให้เลือกปรับความสว่างหน้าจอ เข้าหน้าจอแสดงโปรแกรมที่ใช้งานทั้งหมด (Mission Control) เรียกดูโปรแกรม (Launchpad) ปรับความสว่างไฟคีย์บอร์ด ปุ่มควบคุมเครื่องเล่นเพลง ปรับระดับเสียง และปุ่มเรียกใช้ SIRI

touchbaredit

ทั้งนี้ บริเวณแถบดังกล่าว ผู้ใช้สามารถเข้าไปปรับแต่งด้วยตนเองได้ด้วยการเข้าไปที่ System Preferences > Keyboard > Customize Control Strip หลังจากนั้น ทำการเลือกปุ่มควบคุมที่ต้องการจากหน้าจอลงไปไว้ที่ Touch Bar ได้ทันที โดยจะเลือกปรับเฉพาะ 4 ไอค่อนหลัก หรือทั้งแถบควบคุมเลยก็ได้

โดยปุ่มควบคุมที่สามารถตั้งได้จะประกอบด้วย ปุ่มปรับระดับความสว่างหน้าจอ Mission Control เรียกเมนูค้นหา (Spotlight) ปุ่มสั่งเล่น/หยุดเพลง ปรับระดับเสียง เปิด/ปิดเสียง SIRI เรียกดูการแจ้งเตือน ตั้งโหมดห้ามรบกวน จับภาพหน้าจอ ระบบค้นหาคำศัพท์ สลับภาษา Dasboard Launchpad แสดงหน้าจอ เรียกภาพพักหน้าจอ ล็อกจอ เข้าโหมดสลีป เพิ่ม/ลดความสว่างหน้าจอ เพิ่ม/ลดไฟคีย์บอร์ด ปุ่มควบคุมมีเดีย แถบควบคุมระดับเสียง และเว้นว่างไว้

IMG_6734

เบื้องต้น โปรแกรมที่รองรับการใช้งาน Touch Bar จะเป็นโปรแกรมพื้นฐานที่มากับ Mac OS อย่าง รูปภาพ (Photos) ผู้ใช้สามารถใช้นิ้วสัมผัสแถบ Touch Bar เพื่อกดถูกใจรูปแบบ (Favorite) หมุนภาพ กดปรับแต่งภาพ ไม่ว่าจะเป็นปรับสีอัตโนมัติ เลือกเพิ่มความสว่าง เพิ่มสี ทำรูปขาวดำ ครอบรูป ปรับองศา เลือกสัดส่วนภาพ ใส่ฟิลเตอร์ ปรับขนาด Retouch รูปภาพเบื้องต้น

ถัดมาคือ อีเมล (Mail) ผู้ใช้สามารถสั่งเขียนจดหมายใหม่ กด reply หรือ forword เก็บอีเมล (Archive) ย้ายไปเก็บยังกล่องต่างๆ ตั้งเป็น Junk Mail ปักหมุด นอกจากนี้ เมื่อกดเข้าสู่หน้าส่งข้อความใหม่ ก็จะมีปุ่มให้กดส่งเมลได้ทันที พร้อมกับตัวเลือก Emoticon ต่างๆให้เลือกใช้

ในส่วนของ ซาฟารี (Safari) Touch bar จะทำหน้าที่หลักๆ 2 ส่วน คือกดเพื่อพิมพ์ URL เว็บไซต์ หรือพิมพ์ข้อความเพื่อค้นหาต่างๆ กับ การเรียกหน้าใหม่ขึ้นมาพร้อมกดเข้าสู่เว็บไซต์จาก บุ๊กมาร์คที่ตั้งไว้ รวมถึงใช้สลับหน้าต่าง (Tabs) ขณะใช้งานจาก Touch bar ได้ทันที

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้คู่กับ Keynote Pages และ Numbers ได้ โดย Touch Bar ก็จะปรับเปลี่ยนแถบคำสั่งในระหว่างใช้งานไม่ว่าจะเป็นการเลือกรูปแบบอักษร ปรับสีพื้นหลัง สีตัวอักษร สีกรอบ เลือกเส้นประ ความโปร่งใส จัดเรียงหน้ากระดาษ ใส่ Bullet ตั้งฟอร์แมตช่องต่างๆเมื่อใช้งานใน Numbers เหมือนเป็นแถบคำสั่งเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานมากกว่า

เช่นเดียวกับใน สมุดจด (Notes) ที่ Touch Bar จะทำหน้าที่แสดงผลการคาดเดาคำศัพท์ (Word Prediction) ที่ปัจจุบันยังไม่รองรับภาษาไทย การขึ้นหน้าใหม่ ปรับรูปแบบตัวอักษรต่างๆ ยังมีการนำมาใช้ร่วมกับการตัดต่อภาพยนตร์ ทั้งผ่าน Final Cut และ iMovie ที่สามารถใช้เลื่อน Timeline และคำสั่งในการตัดต่อต่างๆ

IMG_6744IMG_6745

รวมถึงโปรแกรมพื้นฐานอย่าง สมุดรายชื่อ สามารถกดเพื่อส่งข้อความหาได้ทันที เครื่องคิดเลข ใช้ในการกดสูตรต่างๆ การใช้โทร Facetime ก็จะโชว์ปุ่มโทรออก วางสาย แสดงชื่อผู้ติดต่อ แน่นอนว่าถ้าใช้งานร่วมกับ iPhone ก็สามารถใช้กดรับโทรศัพท์บน Macbook ได้ทันที

IMG_6756

กรณีที่ใช้พวกโปรแกรมตกแต่งภาพอย่าง Adobe Photoshop CC หรือ Lightroom CC ทาง Adobe ก็มีอัปเดตให้โปรแกรมดังกล่าวรองรับการทำงานร่วมกับ Touch Bar แล้วด้วย หรือถ้าอยากหาโปรแกรมอื่นที่รองรับก็สามารถเข้าไปดูได้ใน App Store เลือกเมนู Enchance for Touch Bar

IMG_6674

นอกจากนี้ ที่บริเวณขวาสุดของ Touch Bar จะมีปุ่ม Touch ID ซ่อนอยู่ ไว้ใช้สำหรับสแกนลายนิ้วมือ เพื่อปลดล็อกเครื่อง ใช้ติดตั้งโปรแกรม รวมถึงใช้สำหรับยืนยันการซื้อแอปฯ หรือชำระค่าบริการต่างๆได้ด้วย (Apple Pay) เปรียบเหมือนระบบช่วยยืนยันตัวตน เพียงแต่ระบบดังกล่าวจะเริ่มใช้ เมื่อมีการกรอกรหัสปลดล็อกเครื่องครั้งแรกก่อน หลังจากนั้นจึงสามารถใช้ลายนิ้วมือได้

TouchID-Seting

สำหรับ Touch ID ผู้ใช้สามารถเลือกป้อนข้อมูลนิ้วมือได้ 3 ลายนิ้วมือ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการตั้งรหัสป้องกันเครื่องไว้ก่อน เพื่อใช้ปลดล็อกเครื่องในกรณีที่ไม่สะดวกใช้ลายนิ้วมือแต่ทั้งนี้ ถ้ามีผู้ใช้งานหลายบัญชีในเครื่องเดียว ตัวเครื่องก็จะรองรับการบันทึกลายนิ้วมือสูงสุดแค่ 3 ลายนิ้วมือเช่นเดิม

IMG_6729

หลักๆแล้ว การใช้งานของ Touch ID จะได้ใช้จริงเมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาใช้งานจากโหมด Sleep กับอีกกรณีคือเมื่อต้องการปรับตั้งค่าในส่วนของ System Preference และกรณีที่มีการติดตั้งโปรแกรม หรือแอปพลิเคชันเพิ่มเติม ส่วนเสริมอื่นๆอย่างใช้การยืนยันรหัส Apple ID และ Apple Pay อาจจะได้ใช้กันมากขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มความสามารถพิเศษอย่างกรณีที่ปิดเครื่อง เมื่อเปิดหน้าจอขึ้นมาเครื่องจะติดโดยอัตโนมัติ พร้อมให้ผู้ใช้กรอกรหัสเพื่อเข้าใช้งานครั้งแรกได้เลย จากเดิมในรุ่นก่อนๆที่ต้องกดปุ่มเพื่อเปิดเครื่องก่อนเป็นต้น

ตัวอย่างการใช้งาน Touch Bar

ทดสอบประสิทธิภาพ

โดยรวมแล้วฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่มีใน Macbook Pro with Touch Bar ก็คือเรื่องความสามารถในการใช้งาน Touch Bar และ Touch ID ที่เพิ่มเข้ามา ส่วนที่เหลือหลักๆก็จะมีการเพิ่มเติมในแง่ของ คุณภาพเสียงจากลำโพงที่ดังขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

การแสดงผลของหน้าจอที่ให้สีที่สดใส และคมชัดมากขึ้น เพียงแต่ว่า จากเดิมเมื่อใช้งานใน Macbook เมื่อปรับความสว่างเกือบต่ำสุด ก็ยังสามารถมองจอเพื่อใช้งานแบบประหยัดพลังงานได้ แต่ใน Macbook Pro การปรับแสดงเกือบต่ำสุด หน้าจอจะมืดเกินไป ทำให้ต้องเพิ่มความสว่างขึ้นมา อยู่ระดับกลางๆจึงใช้งานได้ตามปกติ

Screen-Shot-2560-01-13-at-6.41.01-PM

[Updated 13-01-18] ล่าสุด ทางแอปเปิลได้ลองปล่อยอัปเดตสำหรับนักพัฒนา macOS 10.12.3 Public Beta 4 ออกมา พร้อมระบุว่าได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว หลังจากทีมงานทดสอบแล้วจะมาแจ้งผลให้ทราบอีกทีหนึ่ง

ปัญหาเรื่องแบตเตอรี กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะจากเดิมทีมงานเคยใช้งาน Macbook และ Macbook Pro รุ่นเก่ามาก่อน จะพบว่า แบตเตอรีเมื่อใช้งานต่อเนื่องจะอยู่ได้ 7-8 ชั่วโมงขึ้นไป แต่เมื่อมาลองใช้งานบน Macbook Pro with Touch Bar ปรากฏว่า ใช้งานต่อเนื่องได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมง เมื่อใช้งานทั่วไป และลดลงน้อยกว่านั้นเมื่อใช้งานหนักๆ

ดังนั้น คงต้องรอดูการอัปเดตของแอปเปิลต่อไปว่า จะมีการปรับแต่งการใช้งานแบตเตอรีอย่างไร เพราะจากอัปเดตล่าสุดได้มีการ ปรับการแสดงผลแบตเตอรีในเครื่อง เหลือเพียงเปอเซนต์แบตที่เหลืออยู่ และไม่มีการคำนวนระยะเวลาที่ใช้งานได้ต่อเนื่องให้ดูเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

Geek32Geek63สำหรับการทดสอบด้วยโปรแกรมทดสอบอย่าง GeekBench 32 bit และ 64 bit จะได้คะแนน Single Core 3,387 – 3,659 คะแนน และ Multi Core 6,815 – 7,625 คะแนน ตามลำดับ

Cinebench

ขณะที่ CineBench R15 ได้คะแนน OpenGL 36.76 fps และ CPU 339 cb

สรุป

MacBook Pro with Touch Bar อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด เมื่อคำนวนถึงค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับราคาเครื่องที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้ ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางของแอปเปิลอยู่แล้ว ที่จะมองในแง่ของการใช้งานเป็น รวมถึงทางด้านของนวัตกรรม การมาของ Touch Bar จะเป็นที่น่าสนใจในท้องตลาด เพราะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานได้เป็นอย่างดี

ความว้าวหลักของเครื่องรุ่นนี้ จะตกไปอยู่ที่หน้าจอที่ให้สีสมจริง เหมาะกับการทำงานกราฟิกเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันในแง่ของคีย์บอร์ดที่เป็นแบบปีกผีเสื้อถือว่าพัฒนาขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า พิมพ์ได้สะดวกขึ้น ทัชแพดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ประกอบกับการเพิ่มช่องต่อ USB-C มาให้ 4 ช่อง ช่วยให้การทำงานโดยรวมดีมากขึ้น (สำหรับผู้ที่มีอุปกรณ์ที่ใช้งาน USB-C)

แต่สิ่งที่แอปเปิล ต้องพิสูจน์ในเครื่องรุ่นนี้ และแก้ปัญหาพร้อมกับเรียกความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับคืนมาคือเรื่องของแบตเตอรี เพราะจากอัปเดตล่าสุดของ masOS ได้มีการนำการคำนวนระยะเวลาใช้งานบนแบตเตอรีออกไป เหลือแสดงผลเพียงปริมาณแบตเตอรีเท่านั้น จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใด ประกอบกับการใช้งานจริงที่เมื่อใช้งานหนักๆ ระยะเวลาใช้งานบนแบตเตอรีก็จะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

ทั้งนี้ ราคา จำหน่ายของ MacBook Pro รุ่นปี 2016 จะมีให้เลือกหลักๆ 3 รุ่นคือ

MacBook Pro 13-inch: ราคาเริ่มต้นที่ 56,900 บาท

MacBook Pro 13-inch with Touch Bar and Touch ID: ราคาเริ่มต้นที่ 67,900 บาท

MacBook Pro 15-inch with Touch Bar and Touch ID: ราคาเริ่มต้นที่ THB 89,900 บาท

ข้อดี

หน้าจอ 2K ที่ให้การแสดงผลคมชัด สมจริง

คีย์บอร์ด และแทร็กแพดที่ปรับปรุงประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

– Touch Bar & Touch ID ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน

ดีไซน์ตัวเครื่องที่บางลง Macbook Pro รุ่น 13” น้ำหนักเท่า Macbook Air 13”

ข้อสังเกต

ปัญหาเรื่องแบตเตอรีที่ยังไม่ค่อยเสถียร

พอร์ต Thunder Bolt 3 (USB-C) ยังมีอุปกรณ์รองรับน้อย ต้องใช้งานคู่กับอะเดปเตอร์เสริม

ประสิทธิภาพไม่ได้เพิ่มจากรุ่นเดิมมาก จนต้องเปลี่ยนมาใช้

Gallery

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-apple-macbook-pro-with-touch-bar/feed/ 0
11 ภาพเค้นประสิทธิภาพกล้อง LEICA บน HUAWEI Mate 9 http://www.cyberbiz.in.th/mate9-camera-test/ http://www.cyberbiz.in.th/mate9-camera-test/#comments Mon, 02 Jan 2017 15:52:53 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=24889

หลังจากทีมงานไซเบอร์บิซได้ทดสอบส่วนประสิทธิภาพ HUAWEI Mate 9 ไปแล้วเมื่อช่วงก่อนปีใหม่ มาวันนี้ทีมงานได้มีโอกาสพา Mate 9 มาทดสอบประสิทธิภาพกล้องหลัง LEICA (ไลก้า) ที่ถูกพัฒนาต่อยอดจาก P9/P9+ แบบเต็มฟังก์ชันอีกครั้ง

โดยในส่วน 11 ภาพที่ทีมงานคัดมานำเสนอ เริ่มจากภาพสี ถูกถ่ายด้วยรูปแบบไฟล์ JPEG (ด้วยโหมดฟิลเตอร์สี Vivid Colors และ Standard) พร้อมปรับภาพที่เอียงให้ตรงผ่านซอฟต์แวร์ Edit จาก Gallery ในตัวกล้องเท่านั้นไม่มีการปรับเพิ่มสีสันจากซอฟต์แวร์ภายนอก

ส่วนภาพขาวดำ ถ่ายผ่านโหมด Monochrome ส่งตรงจากกล้องหลังตัวที่สองที่มาพร้อมเซ็นเซอร์รับภาพขาวดำโดยตรง ไม่มีการปรับแต่งเพิ่มเติม ยกเว้นแก้ไขภาพเอียงเท่านั้น

สุดท้ายมีภาพที่ใช้ระบบไฮบริดซูม 2x (ถ่ายที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลถึงจะเปิดใช้ระบบซูมภาพได้) ได้แก่ ภาพเงามังกร

ภาพโดย พศวัต ศิริจันทร์ (http://www.potsawat.com)

Gallery

mate9-2

mate9-3

mate9-9

mate9-11

mate9-6

mate9-10

mate9-5

mate9-4mate9-7mate9-1mate9-8

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/mate9-camera-test/feed/ 0
Review : AirPods หูฟังไร้สายอัจฉริยะเพื่อผู้ใช้แอปเปิล http://www.cyberbiz.in.th/review-airpods/ http://www.cyberbiz.in.th/review-airpods/#comments Thu, 29 Dec 2016 10:21:08 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=24861

airpods-head

Apple “AirPods (แอร์พอดส์)” เป็นหูฟังไร้สายจากแอปเปิลที่มาพร้อมกระแสร้อนแรงตั้งแต่ช่วงเปิดตัว ตั้งแต่เรื่องดีไซน์ ไปถึงราคาที่สูง ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา แต่สิบปากว่าจะเท่าตาเห็นและสัมผัสด้วยตัวเราเอง เพราะฉะนั้นในวันนี้เพื่อตอบข้อสังสัยที่หลายคนมีกับ AirPods ทีมงานไซเบอร์บิซจึงได้จัดหาหูฟังกระแสร้อนมาทดสอบกันอย่างละเอียดตั้งแต่การใช้งานไปถึงการทดสอบประสิทธิภาพเสียงว่าจะคุ้มค่าค่าตัวแสนแพงหรือไม่

ความต้องการระบบของ AirPods

iPhone (5 เป็นต้นไป iOS10)
iPad (mini 2 เป็นต้นไป iOS10)
iPod touch รุ่นที่ 6 (iOS10)
Apple Watch รุ่นที่ใช้ watchOS 3 หรือใหม่กว่า
Mac รุ่นที่ใช้ macOS Sierra หรือใหม่กว่า

การออกแบบและใช้งาน

IMG_0451

IMG_0453

แรกแกะกล่อง ตัวหูฟัง AirPods จะถูกบรรจุอยู่ในกล่องพลาสติกสีขาว ซึ่งกล่องนี้จะเปรียบเป็นที่ชาร์จไฟให้กับหูฟัง ทำให้เราสามารถใช้หูฟังได้ยาวนาน 24 ชั่วโมง

โดยด้านหลังจะมีปุ่มวงกลมเล็กๆ ไว้กดเพื่อกระตุ้นสัญญาณบลูทูธเมื่อต้องการใช้ AirPods ร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆที่ไม่ใช่ของแอปเปิล เช่น สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ พีซี โน้ตบุ๊ก เป็นต้น

IMG_0455

ส่วนด้านล่างจะเป็นพอร์ต Lightning สำหรับเชื่อมต่อกับอะแดปเตอร์ไอโฟน พาวเวอร์แบงค์หรือพอร์ต USB เพื่อชาร์จไฟเข้าตัวกล่อง

IMG_0457

จากนั้นเมื่อเราเปิดฝากล่องขึ้นมา เราจะพบตัวหูฟัง AirPods ซ้ายและขวาเก็บอยู่ในกล่อง และตรงกลางเป็นไฟแสดงสถานะ สีเขียว (ไฟเต็ม) สีส้ม (ชาร์จไฟ) สีขาว (กำลังตรวจจับสัญญาณบลูทูธ)

airpods-setup

โดยการเชื่อมต่อครั้งแรก วิธีง่ายสุดแค่นำกล่องไปอยู่ใกล้ iPhone (รองรับ iPhone 5 เป็นต้นไปและต้องติดตั้ง iOS 10) หรือ iPad จากนั้นเปิดบลูทูธที่ตัวเครื่องก่อน และเมื่อเปิดฝาขึ้นระบบจะค้นหากันและกันอัตโนมัติพร้อมปรากฏ Pop up “AirPods” และมีสถานะแบตเตอรีแสดงให้ผู้ใช้ทราบทั้งในส่วนของหูฟังสองข้างและกล่องเก็บหูฟัง เพียงเท่านี้ AirPods ก็พร้อมใช้งานแล้ว

*ผู้ใช้สามารถตรวจสอบสถานะแบตเตอรีได้จากทั้งส่วนแจ้งเตือนบน iOS, ส่วนเมนูบลูทูธใน Mac หรือฟังเสียงเตือนในหูฟังเมื่อแบตเตอรีใกล้หมด*

macbook-con-ap

batt-mac-ap

ส่วนรูปแบบการเชื่อมต่อสัญญาณ สำหรับผู้ใช้ Apple Family จะมีความพิเศษอย่างมาก เช่น ที่บ้านมี iPhone iPad MacBook iMac และใช้บัญชี iCloud เดียวกันทั้งหมด เมื่อเราเชื่อมต่อ AirPods กับอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งใน Apple Family อุปกรณ์อื่นๆจะรู้จักและพร้อมใช้งาน AirPods ด้วยเช่นกัน

โดยเวลาต้องการเลือกใช้งานก็เพียงเปิดอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อกับ AirPods ให้จอติดไว้ (ต้องเปิดบลูทูธทิ้งไว้ด้วย) เมื่อเปิดกล่องเก็บหูฟังขึ้น ระบบจะเชื่อมต่อกันทันที

android-airpods

ด้านการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มีเดียอื่นที่ไม่ใช่ของแอปเปิล ก็เหมือนการเชื่อมต่อหูฟังบลูทูธทั่วไป (เปิดฝากล่องและกดปุ่มวงกลมสีขาวหลังกล่องข้างไว้จนไฟสีขาวปรากฏ) โดยเมื่อเชื่อมต่อครั้งแรกเสร็จสิ้น ครั้งต่อไปเมื่อเปิดกล่องแล้วดึงหูฟังขึ้นมา ระบบจะเชื่อมต่อกันอัตโนมัติ

IMG_0460

IMG_0462

มาดูตัวหูฟัง AirPods กันบ้าง มาพร้อมน้ำหนักข้างละ 4 กรัม ด้านการออกแบบจะเหมือนกับหูฟัง EarPods ที่แถมมากับ iPhone แต่วัสดุงานประกอบจะพรีเมียมกว่า และที่สำคัญเมื่อสวมใส่แล้วตัดเสียงรบกวนภายนอกได้ดีกว่า

IMG_0464

ส่วนสเปก AirPods ภายในจะมาพร้อมชิปประมวลผล W1 พร้อมเซ็นเซอร์ออปติคอลและอุปกรณ์จับการเคลื่อนไหว ทำให้ตัวหูฟังทั้งสองข้างสามารถรู้ได้ว่าตอนนี้เราถอดหรือใส่หูฟังอยู่ โดยระหว่างฟังเพลงเมื่อคุณถอดหูฟังออก เพลงจะหยุดเล่นทันทีและจะเล่นอีกครั้งเมื่อคุณใส่หูฟัง

นอกจากนั้นชิป W1 ยังรู้ได้ด้วยว่าเมื่อคุณอยากฟังเพลงด้วยลำโพงจากตัวเครื่อง คุณสามารถถอดหูฟังออกแล้วกดเล่นเพลงที่เครื่องต่อ ระบบจะสลับสัญญาณบลูทูธมาเป็นตัว iDevice ของเราอัตโนมัติ และระหว่างนั้นเมื่อเราอยากฟังจาก AirPods ก็เพียงหยิบใส่หูอีกครั้งระบบจะตัดการทำงานมาที่หูฟังโดยที่เราไม่ต้องกดสั่งงานใดๆ หรือแม้แต่การเปลี่ยนอุปกรณ์เชื่อมต่อ เช่น iPhone ไปเป็น MacBook ก็เพียงหยุดเล่นเพลงจาก iPhone จากนั้นก็ไปกดเชื่อมต่อที่ MacBook ระบบจะเชื่อมต่อกันทันทีโดยไม่เกิดปัญหาสัญญาณชนกัน

IMG_0463

ในส่วนฟีเจอร์อื่นๆ AirPods ยังมาพร้อมไมโครโฟนคู่แบบบีมฟอร์มมิ่งที่สามารถกรองเสียงรบกวนรอบข้างได้ รวมถึงใช้สนทนาโทรศัพท์ได้ โดยเมื่อมีสายโทรเข้าให้เคาะที่หูฟังสองครั้งก็จะเท่ากับรับสาย หรือถ้าใส่หูฟังสองข้างและคุยโทรศัพท์ไม่ถนัดก็สามารถถอดออกเหลือข้างเดียว ระบบจะรู้และสลับไมโครโฟนให้เอง

siri-pods

ด้านการสั่งงาน เพิ่มลดเสียง เปลี่ยนเพลง สามารถทำได้ผ่านสิริเท่านั้น โดยวิธีการเรียกสามารถเคาะที่หูฟัง 2 ครั้งหรือถ้าใช้ iPhone 6s ขึ้นไปสามารถพูด “หวัดดีสิริ” ก็ได้ จากนั้นผู้ใช้สามารถสั่งงานทั้ง ปรับเพิ่ม/ลด ระดับเสียง, เล่นเพลงถัดไป หรือถามสิริว่า “AirPods เหลือแบตเตอรี่เท่าไหร่”

สุดท้ายสำหรับแบตเตอรีส่วนหูฟังจะสามารถใช้งานต่อเนื่อง 5 ชั่วโมงต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง (สนทนาโทรศัพท์ต่อเนื่องได้ 2 ชั่วโมง) และเมื่อไฟหมดสามารถนำมาชาร์จที่กล่องเก็บหูฟัง 15 นาทีจะใช้งานได้ 3 ชั่วโมง เรียกได้ว่าถ้าต้องการใช้งานตลอดทั้งวัน กล่องเก็บหูฟังต้องชาร์จไฟไว้เต็มก็จะสามารถใช้งานหูฟัง AirPods ได้นานกว่า 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

airpods-play

ด้านการเชื่อมต่อสำหรับคนใช้ Apple Family หูฟัง AirPods ให้การเชื่อมต่อที่ง่ายเหมือนกับการใช้ Apple Watch ระบบเชื่อมต่อของแอปเปิลเรียกได้ว่าอัจฉริยะและไม่พบเจอปัญหาระหว่างใช้งานแต่อย่างใด โดยระยะทำงานของบลูทูธก็เป็นไปตามมาตรฐานประมาณ 10 เมตร

ส่วนการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มีเดียอื่นๆก็สามารถทำได้เหมือนหูฟังบลูทูธทั่วไป แถมยังสามารถใช้วิธีเคาะที่หูฟัง 2 ครั้งเพื่อหยุดเพลงและเล่นเพลงได้ด้วย แต่การปรับเสียงและสั่งงานอื่นๆจะไม่สามารถใช้งานได้ ต้องปรับจากดีไวซ์เอาเอง

สำหรับการสวมใส่ ส่วนนี้ทำได้ประทับใจ ดีกว่าที่คิดไว้ ด้วยความเบาของ AirPods ทำให้การสวมใส่ทำได้สบายหูมากๆ ความรู้สึกเมื่อเราสวมใส่เป็นเวลานานจะเหมือนเราไม่ได้ใส่หูฟังไว้ แถมการออกแบบที่ใช้ลักษณะเกี่ยวรูหูไว้และดูว่าเหมือนจะหลุดง่าย แต่เมื่อทดลองใช้งานจริงพบว่า ไม่ว่าจะเดินหรือวิ่ง AirPods ทั้งสองข้างหลุดจากหูยากมาก แต่อาจจะมีคลายจากรูหูเล็กน้อยเวลาเราเอี้ยวตัวหรือใส่เป็นเวลานานมาก

Update – เรื่องความทนทาน ส่วนนี้ทำได้ดีเกินคาด ไม่ว่าจะทำตก ใส่ขณะฝนตก ทุกเหตุการณ์ที่ทีมงานได้ทดสอบ ไม่ทำให้หูฟังและกล่องชาร์จไฟมีปัญหาใดๆ คาดว่าน่าจะเป็นผลมาจากงานประกอบที่แน่นหนาและชิ้นส่วนภายในส่วนใหญ่ถูกยึดติดกับบอร์ดอย่างดีหนา ถึงขนาดตัวหูฟังไม่สามารถแกะซ่อมได้เลย เสียก็คือซื้อใหม่อย่างเดียว

ในส่วนคุณภาพเสียง ลักษณะของตัวหูฟังจะอยู่กึ่งกลางระหว่างหูฟังอินเอียร์กับหูฟังปกติ ทำให้เรื่องตัดเสียงรบกวนทำได้ดีพอประมาณ ส่วนเนื้อเสียงก็จะออกโทนกลางๆ ทั้งหมด ไม่เด่นไปทางใดทางหนึ่ง เบสไม่ลึก สัญญาณบลูทูธเชื่อมต่อได้เสถียรไม่แกว่งแม้อุปกรณ์และตัวหูฟังจะอยู่ห่างกันแค่ไหนก็ตาม (อย่างมากก็เสียงสะดุดเมื่อสัญญาณบลูทูธเริ่มอ่อนลง แต่ไม่พบอาการสัญญาณหลุดหาย) โดยรวมด้านคุณภาพเสียงถือว่าใช้ได้ ไม่ถึงกับโดดเด่นเป็นพิเศษ

สุดท้ายเรื่องแบตเตอรี ส่วนนี้ถือว่าทำได้น่าประทับใจเช่นกัน การใช้งานต่อเนื่อง 5 ชั่วโมงแล้วชาร์จครั้งหนึ่งถือว่าเพียงพอต่อการฟังเพลงช่วงเดินทางท่องเที่ยว อีกทั้งการชาร์จไฟทั้งส่วนหูฟังและกล่องเก็บหูฟังเองก็ไม่ได้นานเวอร์

ด้านปัญหาเรื่องแบตเตอรีรั่วที่มีคนพบเจอ สำหรับตัวที่ทีมงานทดสอบไม่พบเจออาการแต่อย่างใด

กับราคาค่าตัว 6,900 บาท เรียกได้ว่าสูงพอตัว แต่เมื่อเทียบกับคุณภาพและถ้าคุณเองเป็นคนใช้ Apple Family ที่ชอบใช้หูฟังฟังเพลงด้วยแล้ว AirPods ถือเป็นอีกหนึ่งหูฟังไร้สายที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากความง่ายในการใช้งานแล้ว เรื่องความเสถียรถือว่าแอปเปิลทำได้ดีอย่างยิ่ง แม้เรื่องคุณภาพเสียงอาจจัดอยู่ในเกณฑ์ธรรมดาเมื่อเทียบกับหูฟังราคาระดับเดียวกัน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า AirPods ถูกออกแบบมาเพื่อ Apple Family โดยเฉพาะ ซึ่งต่างจากหูฟังบลูทูธอื่นๆที่จะใข้งานฟีเจอร์ของแอปเปิลได้ไม่ครบเท่า AirPods

แต่ทั้งนี้สำหรับคนที่เน้นเรื่องคุณภาพเสียงมากกว่าฟังก์ชันใช้งาน AirPods อาจไม่ใช่คำตอบ เพราะราคา 6,900 บาทก็มีหูฟังที่ให้เสียงคุณภาพดีกว่า AirPods อยู่มากในท้องตลาด ต้องลองเลือกดูด้วยตัวเราเองครับ

ข้อดี

– รูปแบบการใช้งานและเชื่อมต่อทำได้ฉลาด
– ไม่หลุดออกจากหูได้ง่ายๆแม้จะวิ่งเดิน
– ถึงไม่ป้องกันน้ำและฝุ่น แต่สามารถกันเหงื่อจากการออกกำลังกายได้
– สวมใส่บาย เบาจนเหมือนไม่ได้ใส่หูฟัง
– แบตเตอรีทำได้น่าประทับใจ

ข้อสังเกต

– หูฟังคลายตัวจากรูหูเล็กน้อยเมื่อสวมใส่เป็นเวลานานหรือมีการเคลื่อนไหวรุนแรง
– คุณภาพเสียงธรรมดา โทนกลางๆ
– การสั่งงานฟังก์ชันต่างๆ เช่น เพิ่มลดเสียงต้องทำผ่าน Siri หรือปรับจากดีไวซ์เท่านั้น

Gallery

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-airpods/feed/ 0
Review : HUAWEI Mate 9 พรีเมียมสมาร์ทโฟน เด่นที่กล้องคู่ไลก้า ราคาโดนใจ http://www.cyberbiz.in.th/review-huawei-mate9/ http://www.cyberbiz.in.th/review-huawei-mate9/#comments Wed, 28 Dec 2016 06:05:54 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=24795

198333141

HUAWEI Mate 9 ถือเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงกระแสแรงส่งท้ายปี 2016 เริ่มตั้งแต่สเปก ฟีเจอร์เด่น ไปถึงราคาเปิดตัว 3 ระดับ (เริ่มต้น 23,900 บาท) จนสร้างความร้อนแรงให้กับกลุ่มสมาร์ทโฟนเรือธงไม่ต่างจากช่วงเปิดตัว HUAWEI P9/P9+

มาวันนี้ทีมงานไซเบอร์บิซก็ได้รับ HUAWEI Mate 9 มาทดสอบส่งท้ายปี ใครกำลังสนใจสามารถติดตามอ่านรีวิวได้จากบทความนี้

การออกแบบ

IMG_0411

IMG_0428

สำหรับ Mate 9 รุ่นที่นำมาทดสอบเป็นรุ่นเริ่มต้น สีแชมเปญโกลด์ ตัวเครื่องถูกจัดอยู่ในกลุ่มสมาร์ทโฟนเรือธงเน้นความหรูหราเหนือกว่า P9/P9+ มาพร้อมหน้าจอ IPS LCD ขนาดใหญ่ 5.9 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1080p ความละเอียดพิกเซลหน้าจออยู่ที่ 373 พิกเซลต่อตารางนิ้ว โดยกระจกจอใช้แบบ 2.5D

ส่วนอีก 2 รุ่นที่จะทำตลาดในเดือนมกราคม 2017 ได้แก่ Mate 9 Pro และ Mate 9 Porsche Design จะใช้หน้าจอ Curved Screen (ขอบจอโค้ง) ขนาด 5.5 นิ้ว AMOLED Display พร้อมความละเอียด 2K

กล้องหน้า – ปรับปรุงใหม่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ออโต้โฟกัสพร้อมรูรับแสงกว้าง f1.9

IMG_0435

ด้านขนาดตัวเครื่อง กว้าง 78.9 มิลลิเมตร สูง 156.9 มิลลิเมตร หนา 7.9 มิลลิเมตร น้ำหนักประมาณ 190 กรัม โดยในรุ่นเริ่มต้นขอบเครื่องจะใช้วัสดุเป็นโลหะ น้ำหนักถูกออกแบบให้กระจายสมดุลทุกส่วน ทำให้เวลาจับถือทำได้ถนัดมือแม้ไม่ได้ใส่เคส

IMG_0415

IMG_0401

ด้านหลังเป็นโลหะทั้งหมด มาพร้อมกล้องหลังเลนส์คู่ (Dual Lens) LEICA (ไลก้า) รุ่นที่ 2 พัฒนาต่อจาก P9/P9+ พร้อมเลนส์ SUMMARIT-H ระยะ 27 มิลลิเมตร รูรับแสง f2.2

ในส่วนเลนส์คู่ หัวเว่ยแบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยเลนส์และเซ็นเซอร์รับภาพตัวแรกจะรับภาพขาว-ดำ (Monochrome) ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล ส่วนเลนส์และเซ็นเซอร์ตัวที่สองความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รับภาพสี RGB เมื่อทำงานร่วมกันสามารถถ่ายภาพที่ความละเอียดสูงสุด 20 ล้านพิกเซลได้ รวมถึงสามารถทำภาพหน้าชัดหลังเบลอและซูมภาพแบบ Hybrid Zoom ไม่สูญเสียรายละเอียดได้ถึง 2 เท่า รวมถึงรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียด 4K ด้วย

ถัดจากกล้องหลักไปทางขวามือจะเป็นส่วนระบบออโต้โฟกัส โดยหัวเว่ยปรับไปใช้ Phase/Contrast Detection + Laser Auto Focus และ Depth Auto Focus พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS (Optical image stablization) เรียกได้ว่าเป็นออโต้โฟกัสแบบไฮบริดที่หัวเว่ยพัฒนาใหม่เพื่อ Mate 9 โดยเฉพาะ

ส่วนด้านซ้ายเป็นไฟแฟลช Dual LED แบบทูโทน

IMG_0429

ลงมาด้านล่างจะเป็นส่วนเซ็นเซอร์อ่านลายนิ้วมือที่ถูกปรับปรุงให้อ่านลายนิ้วมือได้รวดเร็วขึ้น

ด้านบน สังเกตจากภาพจะเห็นเป็นรูวงกลมสีดำขนาดเล็ก ส่วนนั้นคือช่องไมโครโฟนรับเสียง สำหรับงานถ่ายวิดีโอ โดยใน Mate 9 จะมาพร้อมไมโครโฟนรับเสียงรอบตัวเครื่อง 4 ตัว และผู้ใช้สามารถเลือกปรับใช้ไมโครโฟนตัวหลัง (Directional microphone) เพื่อรับเสียงสนทนาที่ชัดเจนขึ้นได้

IMG_0426

มาถึงช่องเชื่อมต่อและปุ่มกดรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านล่างของตัวเครื่อง ตรงกลางเป็นพอร์ต USB-C ซ้ายและขวาเป็นส่วนของไมโครโฟนและลำโพง

IMG_0431

โดยลำโพงใน Mate 9 จะทำงานร่วมกับลำโพงบริเวณช่องลำโพงโทรศัพท์ ให้เสียง 2 ย่าน โดยลำโพงด้านล่างตัวเครื่องให้เสียงเบส ส่วนลำโพงบริเวณช่องฟังเสียงโทรศัพท์ให้เสียงแหลม และเมื่อใช้งานเครื่องในแนวนอนลำโพงทั้ง 2 สามารถให้เสียงสเตอริโอได้

IMG_0422

ด้านบน เป็นช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร และพอร์ตอินฟาเรด สามารถเปลี่ยน Mate 9 เป็นรีโมทควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้

IMG_0424

IMG_0433

ด้านซ้าย เป็นที่อยู่ของช่องใส่ซิมและ MicroSD Card ระบบโทรศัพท์รองรับ Nano Sim แบบสองซิม โดยซิมแรกจะรองรับ 4G/3G/2G ส่วนช่องใส่ซิมที่สองรองรับ 2G/3G และต้องใช้ร่วมกับช่องใส่ MicroSD Card รองรับความจุสูงสุด 256GB

IMG_0423

ด้านขวา เป็นที่อยู่ของปุ่มเปิดปิดเครื่องและปุ่มเพิ่มลดระดับเสียง และถ้าสังเกตให้ดี บริเวณขอบเครื่องทั้งซ้ายและขวาจะเป็นที่อยู่ของเสาโทรศัพท์ด้วย

IMG_0397

IMG_0396

มาดูในส่วนอะแดปเตอร์ชาร์จไฟกันบ้าง ใน Mate 9 หัวเว่ยให้อะแดปเตอร์ชาร์จไฟแบบเร็ว HUAWEI SuperCharge ที่สามารถจ่ายไฟได้สูงสุด 5V 4.5A เพื่อให้การชาร์จไฟเข้าแบตเตอรีขนาดใหญ่ 4,000mAh ทำได้รวดเร็วพร้อมระบบควบคุมแรงดันไฟช่วยให้ปลอดภัย

super-charge-mate9

และจากการทดสอบของทีมงานได้ลองชาร์จไฟผ่านระบบ SuperCharge จาก 7% ถึง 72% จะใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น หลังจากนั้นอะแดปเตอร์จะเริ่มปล่อยไฟน้อยลง กว่าจะชาร์จไฟเต็ม 100% ก็ใช้เวลาอีกพักใหญ่

IMG_0438

สุดท้ายในส่วนของแถมก็เป็นไปตามสไตล์หัวเว่ย คือในแพกเกจจะแถมฟิล์มกันรอยหน้าจอและเคสพลาสติกมาให้พร้อมประกัน Huawei Diamond Services ที่มีจุดเด่นในเรื่องบริการใหม่ที่หัวเว่ยจะส่งคนมารับโทรศัพท์ไปซ่อมถึงหน้าบ้านเราและบริการเปลี่ยนจอแตกให้ฟรีใน 3 เดือนแรกหลังซื้อเครื่อง

สเปก

spec-mate9

สำหรับ HUAWEI Mate 9 ทุกรุ่นจะขับเคลื่อนด้วยซีพียู HUAWEI Kirin 960 Octa-Core แบ่งเป็น 4 แกนแรกความเร็ว 2.4GHz ส่วน 4 แกนหลังความเร็ว 1.8GHz กราฟิกชิป Mali-G71 MP8 รองรับ Vulkan API พร้อมแรม 4GB รอม 64GB แบบ UFS 2.1 (เหลือพื้นที่ใช้งานจริงประมาณ 49GB)

ในส่วน HUAWEI Mate 9 Pro และ Mate 9 Porsche Design จะมาพร้อมแรม 6GB พร้อมรอม 128GB ในรุ่น Pro และ 256GB ในรุ่น Porsche Design ซึ่งถือเป็นรุ่นท็อปสุดของตระกูล

มาถึงเรื่องการเชื่อมต่อเครือข่าย Mate 9 รองรับ 2G/3G/4G ทุกเครือข่ายในไทย โดย 4G รองรับ LTE-Advanced Cat.12 600Mbps รวมถึงรองรับการรวมคลื่นความถี่ได้สูงสุด 4CA เหลือเฟือสำหรับการใช้งาน 4G ในบ้านเรา

ส่วน WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11a/b/g/n/ac แบบ Dual Band 2.4/5GHz บลูทูธรองรับรุ่น 4.2, มี NFC, GPS รองรับ Glonass/Galileo/BDS และในส่วนของการถอดรหัสไฟล์เสียง เรียกว่าหัวเว่ยจัดเต็มตั้งแต่ไฟล์ MP3, MIDI, AMR-NB, AAC, AAC+, eAAC+, AMR-WB, WMA2-9, RA, PCM, OGG, and FLAC สามารถเล่นไฟล์เสียงตั้งแต่ MP3 ไปถึงไฟล์ Lossless คุณภาพสูง

ด้านระบบปฏิบัติการเป็นแอนดรอยด์ 7.0 (Nougat) จากโรงงานพร้อม EMUI 5.0

ยูสเซอร์อินเตอร์เฟสและฟีเจอร์เด่น

home-mate9

notic-mate9

เริ่มจากส่วนยูสเซอร์อินเตอร์เฟส EMUI 5.0 บนแอนดรอยด์ 7.0 เรียกได้ว่าถูกปรับปรุงด้านความเสถียร ความลื่นไหลและความเรียบร้อยที่ดีขึ้นจากเดิมมาก โดยเฉพาะส่วน Notifications/Quick Settings ที่ใช้งานได้หลากหลาย การแจ้งเตือนเกี่ยวกับระบบทำได้ชัดเจน ช่วยเหลือผู้ใช้ดีมาก

นอกจากนั้นตัวระบบซอฟต์แวร์ยังทำงานสอดประสานกับฮาร์ดแวร์ที่หัวเว่ยเป็นผู้พัฒนาด้วยตัวเองได้ดีขึ้น การมาของระบบ Machine Learning ทำให้ตัว Mate 9 สามารถเรียนรู้การใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้ จากนั้นระบบจะปรับแต่งฮาร์ดแวร์ตามการใช้งานเพื่อประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงานที่ทำได้สูงสุด

และนอกจากนั้น EMUI 5.0 ใน Mate 9 ยังสามารถเรียนรู้รูปแบบการใช้งานแอปฯของผู้ใช้และจัดลำดับความสำคัญทำให้การเปิดปิด สลับใช้งานแอปฯต่างๆในตัวเครื่องทำได้ลื่นไหล ไม่สะดุด โดยเฉพาะการเคลียร์แรมที่ทำได้ฉลาดและรวดเร็วโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องจัดการด้วยตัวเอง ระบบทุกอย่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จะเป็นตัวจัดการให้อัตโนมัติ

data-mate9

มาถึงฟีเจอร์เด่นใน EMUI 5.0 กันบ้าง ขอคัดมาเฉพาะที่โดดเด่น เริ่มจากระบบโอนถ่ายข้อมูล (Data transfer) จากสมาร์ทโฟนเครื่องเก่า ที่ผู้ใช้สามารถย้ายข้อมูลได้ง่ายจากทั้ง iOS และ Android ด้วยกันเอง หรือจะสำรองข้อมูลผ่านบริการคลาวด์ HiCloud จากหัวเว่ยก็สามารถทำได้เช่นกัน

ในส่วนระบบใช้งาน มีโหมด Minimal มาให้ในชื่อ Simple Mode และผู้ใช้สามารถสร้างบัญชีใช้งานได้มากกว่า 1 บัญชีสำหรับการใช้งานที่มีความเป็นส่วนตัวสูงพร้อม Private Space

split-mate9-1

split-mate9-2

Multitasking ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้งาน 2 แอปฯพร้อมกันได้ในหนึ่งหน้าจอ

remote-mate9

Smart Controller (รีโททอินฟาเรด) เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่หัวเว่ยพัฒนามาได้ดีเยี่ยม เพราะในแอปฯนอกจากจะสามารถโคลนรีโมททีวี แอร์ ได้แล้ว ผู้ใช้ยังสามารถโคลนรีโมทสั่งงานกล้องถ่ายภาพแต่ละรุ่นได้ด้วย

apptwin-mate9

App twin เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้ที่มีบัญชีโซเชียล เช่น เฟสบุ๊ก 2 บัญชี เพราะเมื่อเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ ระบบจะสร้างแอปฯซ้อนขึ้นมา (โดยจะมีเลข 2 พิมพ์กำกับไว้) ผู้ใช้สามารถเลือกล็อกอินแอปฯดังกล่าวได้พร้อมกัน 2 บัญชี

batteryapps-mate9

Battery เป็นจุดเด่นมานานสำหรับหัวเว่ย เพราะส่วนของ Battery นอกจากจะใช้ตรวจดูการบริโภคพลังงานของแอปฯในเครื่องได้แล้ว ตัวแอปฯยังมีระบบตรวจจับ Background Apps ที่แอบบริโภคพลังงานอยู่เบื้องหลังพร้อมแจ้งเตือนผู้ใช้ให้ทราบด้วย

voice-rec-mate9

Sound Recorder เพราะ Mate 9 มาพร้อมไมโครโฟนรับเสียง 4 ตัวทำให้การบันทึกเสียงทำได้หลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่บันทึกการประชุม สัมภาษณ์ (ใช้ไมโครโฟน 2 ตัว) หรือบันทึกเสียงปกติ ทุกอย่างสามารถเลือกตามการใช้งานได้ผ่านแอปฯบันทึกเสียงนี้

health-mate9

Health ไว้ใช้สำหรับนับก้าวเดิน คำนวณการเผาผลาญแคลอรี่

setup-mate9-1

สุดท้ายในส่วนตั้งค่า หัวเว่ยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ปรับแต่งการใช้งานได้หลากหลายตั้งแต่ส่วน Navigation Buttons ปรับอุณหภูมิสีหน้าจอ ไปถึงเปิดปิดระบบช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกต่างๆ

UI กล้องถ่ายภาพ

camera1-mate9

camera2-mate9

ทุกอย่างยังคงเหมือนกับ HUAWEI P9/P9+ เพราะหัวเว่ยและไลก้าร่วมกันพัฒนาเช่นเดิม โดยอินเตอร์เฟสของกล้องจะใช้เอกลักษณ์ของไลก้าตั้งแต่ฟอนต์ตัวอักษรไปถึงเสียงชัตเตอร์

ส่วนโหมดกล้องก็มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ Photo ถ่ายปกติ Monochrome ขาวดำ โหมดบิวตี้เน้นหน้าเด้ง หน้าใส HDR, Night Shot เป็นต้น

โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นมาก็คือระบบซูมภาพแบบไฮบริด 2 เท่า แต่มีข้อแม้ว่าต้องเลือกความละเอียดภาพ 12 ล้านพิกเซล ระบบถึงจะทำงาน

ส่วน Manual Mode และระบบจำลองสีเอกลักษณ์ของไลก้า มีการปรับปรุงให้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงความลื่นไหลที่ดีกว่าเดิม ส่วน RAW สามารถถ่ายได้เมื่ออยู่ใน Manual Mode เท่านั้น โดยตัวไฟล์ เมื่อเปิดใช้ RAW จะถ่ายได้ที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และรูปแบบไฟล์ที่ได้จะเป็น RAW+JPEG

IMG_20161218_082218

ภาพตัวอย่างซูม 2 เท่าพร้อมเปิดใช้ฟีเจอร์ Wide Aperture ทำหน้าชัดหลังเบลอ โดยจำลองรูรับแสง f0.95

widea-mate9

ด้านฟีเจอร์ Wide Aperture มีให้เลือกใช้เหมือน P9/9P+ โดยการทำงานกล้องจะถ่ายภาพไปก่อนหลังจากนั้นเราสามารถเลือกจุดโฟกัสที่หลังได้พร้อมละลายฉากหลังด้วยการจำลองรูรับแสงกว้างตั้งแต่ f0.95 เป็นต้นไป

ทดสอบประสิทธิภาพ

bench1-mate9

AnTuTu Benchmark = 125,052 คะแนน

PCMark
Work 2.0 = 6,297 คะแนน
Computer Vision = 3,240 คะแนน
Storage = 9,719 คะแนน

3DMark
Sling Shot Extreme = 1,952 คะแนน
Sling Shot = 2,262 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 26,485 คะแนน

Geekbench 4
Single-Core = 1,937 คะแนน
Multi-Core = 5,512 คะแนน

bench2-mate9

Vellamo
Multicore = 4,094 คะแนน
Metal = 3,356 คะแนน
Chrome Browser = 6,248 คะแนน

PassMark PerformanceTest Mobile
System = 9,092 คะแนน
CPU Tests = 230,257 คะแนน
Disk Tests = 99,097 คะแนน
Memory Tests = 13,193 คะแนน
2D Graphics Tests = 10,184 คะแนน
3D Graphics Tests = 1,860 คะแนน

Multi-Touch Test = 10 Point

ในส่วนทดสอบประสิทธิภาพ เรื่องผลคะแนนคงไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะ Mate 9 คือเรือธงเพราะฉะนั้นประสิทธิภาพที่ได้ย่อมอยู่ระดับบนสุดอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจและหัวเว่ยทำได้ดีมากก็คือ ส่วนของการจัดการภายใน ทั้งส่วนของระบบ Machine Learning เองก็ดีหรือส่วนระบบจัดการแบตเตอรีที่ถูกปรับปรุงมาดีกว่าเดิมมาก แอปฯทุกตัวทำงานได้ลื่นไหลมาก แม้จะเปิด Background Apps ไว้มากมายเพียงใด แต่ระบบทำงานได้ไม่สะดุดเลย

อีกหนึ่งส่วนที่ถือเป็นจุดเด่นมากก็คือ รอมหรือหน่วยเก็บข้อมูลภายในที่ทำงานภายใต้มาตรฐาน UFS 2.1 สามารถอ่านเขียนข้อมูลได้รวดเร็วระดับ 100-600MB/s สร้างความประทับใจให้ทีมงานอย่างมาก

นี่ขนาดเป็นแค่ Mate 9 รุ่นเริ่มต้น ถ้าเป็นรุ่น Pro คงให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่านี้อีกระดับหนึ่ง เพราะรุ่นนั้นมาพร้อมแรม DDR4 มากถึง 6GB

battery-test-mate9

มาดูในส่วนแบตเตอรี ทดสอบแบบหนักหน่วง (เปิดหน้าจอตลอดการทดสอบ) ด้วยแอปฯ Geekbench 3 พบว่าสามารถทำเวลาใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง 37 นาที หรือถ้าคิดเป็นเวลาใช้งานของคนปกติทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 15-18 ชั่วโมง ถือว่าอยู่ระดับเดียวกับคู่แข่งอย่าง iPhone 7 Plus ได้สบายๆ

ทดสอบกลัองหลัง LEICA รุ่นที่ 2

IMG_20161224_085639

ระยะ 27 มิลลิเมตร

IMG_20161224_085644

ระยะซูม 2 เท่า

การซูมภาพแบบไฮบริด 2 เท่าสามารถทำได้เมื่อตั้งความละเอียดภาพที่ 12 ล้านพิกเซล เพราะระบบไฮบริดซูมจะใช้วิธีการครอปเซ็นเซอร์ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล จากนั้นจะใช้ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดของภาพทำให้ภาพที่ถูกซูมจะยังให้รายละเอียดที่ดีอยู่

IMG_20161220_080836

สำหรับกล้อง LEICA รุ่นที่ 2 หลังจากทดสอบใช้งานร่วมอาทิตย์ เรื่องของโทนภาพถือว่ายังคงเอกลักษณ์เดิมเหมือน P9/P9+ คือภาพจะติดคอนทราสต์ที่จัดจ้าน ส่วนเรื่องความสดของสีจะน้อยว่า P9/P9 Plus แต่สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมาคือรายละเอียดของภาพ ไดนามิกที่ดีขึ้น โดยเฉพาะ RAW ที่นำไปต่อยอดได้ไกลกว่าเดิม รวมถึงฟิลเตอร์สี Vivid Colors ที่ปรับปรุงให้โทนที่สวยใสขึ้น

ส่วนเรื่องความละเอียดภาพผู้อ่านอาจกำลังสับสนว่าสรุปแล้ว Mate 9 ใช้กล้องความละเอียดเท่าไร ทีมงานขอเรียนตามตรงว่า ความละเอียดมาตรฐานสำหรับรูปสีจะอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่สามารถใช้ฟีเจอร์ของกล้องถ่ายภาพได้ครบถ้วนทั้งหมด แต่ผู้ใช้สามารถตั้งความละเอียดเป็น 20 ล้านพิกเซลได้ เพียงแต่โหมดซูมและฟีเจอร์บางตัวจะไม่ทำงาน

ส่วนภาพขาวดำ (Monochrome) จะมีความละเอียดอยู่ที่ 20 ล้านพิกเซล (แต่ระบบซูมจะใช้ได้แต่ดิจิตอลซูมเท่านั้น) ซึ่งโทนภาพผมมองว่ายังเหมือนกับ P9/P9+ ไม่แตกต่างเท่าใด

มาถึงจุดเด่นหนึ่งของระบบกล้องของ HUAWEI/LEICA ที่น่าชื่นชมมาตั้งแต่ P9/P9 Plus ก็คือโหมดแมนวลที่ปรับแต่งได้เหมือนกล้อง DSLR ตั้งแต่ความเร็วชัตเตอร์ที่สามารถลากได้ยาวนานถึง 30 วินาที ไปถึงระบบวัดแสงและโฟกัสที่จัดมาให้แบบเต็มระบบ (ดูตัวอย่างภาพที่ผมถ่ายเซลฟีตัวเองแล้วใช้แฟลชแยกจากกล้อง DSLR ยิงสวนเข้าไปได้)

ส่วนโหมดถ่ายภาพอย่าง Night Shot และ Light Painting ถูกปรับปรุงให้ทำงานได้ดีขึ้น และความละเอียดภาพที่ได้เพิ่มเป็น 12 ล้านพิกเซล

ด้านระบบออโต้โฟกัส อยู่ระดับปานกลาง บางครั้งการโฟกัสภาพในที่แสงน้อยก็ดูเชื่องช้าไปสักนิด รวมถึงชัตเตอร์ที่อาจมีอาการแลคให้เห็นบ้างบางจังหวะ แต่ภาพรวมถือว่าทำได้ดีกว่า P9/P9+

สุดท้ายในส่วนวิดีโอถือว่าได้รับการปรับปรุงดีขึ้น รองรับ 4K ไมโครโฟนสามารถปรับไปใช้ Directional microphone ได้ ส่วนความลื่นไหลถือว่าทำได้ดีระดับหนึ่ง กันสั่นที่ให้มาช่วยได้เล็กน้อย แต่ภาพจะหน่วงและดีเลย์ โดยรวมสำหรับการถ่ายวิดีโอถือว่าพอใช้เท่านั้น

สรุป

สำหรับราคา HUAWEI Mate 9 รุ่นแรม 4GB พร้อมรอม 64GB อยู่ที่ 23,900 บาท ส่วนรุ่น Mate 9 Pro (แรม 6GB/รอม 128GB) ราคาอยู่ที่ 27,900 บาท และรุ่นพิเศษ Mate 9 Porsche Design (แรม 6GB/รอม 256GB – ขายจำนวนจำกัดแค่ 800 เครื่อง) ราคาอยู่ที่ 49,900 บาท

หลังจาก HUAWEI P9/P9+ เปิดตลาดปูทางสมาร์ทโฟนเรือธงให้หัวเว่ยประสบความสำเร็จไปก่อนหน้า Mate 9 ก็เหมือนเป็นรุ่นต่อยอดช่วยผลักดันให้แบรนด์หัวเว่ยเข้าสู่ตลาดไฮเอนด์สมาร์ทโฟนได้อย่างสวยงาม จนปัจจุบันหัวเว่ยสามารถเข้าชิงแชร์จากเจ้าตลาดได้อย่างสมศักดิ์ศรียิ่งขึ้น ด้วยจุดเด่นในเรื่องราคาเทียบประสิทธิภาพแล้วจัดว่าอยู่ในเกณฑ์คุ้มค่าอย่างมาก (แค่รุ่นที่ทีมงานทดสอบ ราคา 23,900 บาทก็ถือว่าตอบสนองทุกการใช้งานแล้ว) โดย Mate 9 ไม่ได้มีดีแค่กล้องไลก้าเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่เรื่องของสเปก ระบบการทำงาน ภาพรวมทั้งหมดถือว่าหัวเว่ยทำได้ลงกว่าตอนเปิดตัว Mate 8 ยิ่งปัจจุบันเจ้าตลาดต่างเปิดตัวราคาสมาร์ทโฟนเรือธงด้วยราคาที่สูงลิ่วด้วยแล้ว Mate 9 น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดูคุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดของตลาดไฮเอนด์ปีนี้

ข้อดี

– Machine Learning, EMUI 5.0, Android 7.0 และซีพียูตัวใหม่ทำงานสอดประสานระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้ดีมาก
– ระบบอ่านเขียนข้อมูลมาตรฐานใหม่ UFS 2.1 ทำงานได้รวดเร็ว
– กล้องไลก้ารุ่นที่ 2 ให้คุณภาพไฟล์ที่ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะระบบไฮบริดซูม 2 เท่า
– โหมดกล้องใช้งานง่ายและทรงประสิทธิภาพไม่ต่างจากกล้องโปร
– ไมโครโฟน 4 ตัวรับเสียงได้คมชัดดี
– งานออกแบบดูพรีเมียมมากขึ้น ปัญหาจับตัวเครื่องใช้งานไม่ถนัดที่เกิดขึ้นใน Mate 8 ถูกแก้ไขแล้ว
– Huawei Diamond Service บริการหลังการขายของหัวเว่ยน่าสนใจมาก (ใครเคยใช้บริการรบกวนเขียนความเห็นลงช่องคอมเมนต์ให้ด้วย)

ข้อสังเกต

– ระบบออโต้โฟกัสและอาการชัตเตอร์แลคยังมีให้พบเห็นบ้าง
– คุณภาพการถ่ายวิดีโออยู่ในระดับพอใช้ ระบบป้องกันภาพสั่นไหวยังทำได้ไม่ดีนัก
– ระบบแจ้งเตือนที่ไอคอนแอปฯ (ตัวเลขบอกข้อความเข้ามา) บางครั้งไม่แสดงผล

Gallery

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-huawei-mate9/feed/ 0