CBIZ Reviews – Manager Online http://www.cyberbiz.in.th เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Fri, 17 Mar 2017 02:45:17 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.7.2 Review : FIDO U2F Security Key ใช้เถอะเพื่อความปลอดภัย http://www.cyberbiz.in.th/review-fido-u2f-security-key/ Fri, 17 Mar 2017 02:45:17 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25572

ประเด็นเรื่องของการโดยขโมยบัญชีผู้ใช้งานทั้งอีเมล เครือข่ายสังคมออนไลน์ คลาวด์เซอร์วิสสำหรับเก็บข้อมูล กลายเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในมุมของผู้ให้บริการที่ทำได้คือการเตือนให้ผู้ใช้เปลี่ยนรหัสผ่านใช้งานบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ถูกขโมยรหัสผ่านไปใช้งานได้

อีกวิธีหนึ่งที่นิยมคือ การให้ผู้ใช้เปิดใช้ระบบการยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอน ที่จะใช้การกรอกรหัสผ่านเป็นขั้นแรก ก่อนใช้การยืนยันตัวตนผ่านการส่งข้อความ SMS เข้าโทรศัพท์มือถือ หรือการใส่รหัสพิเศษสำหรับใช้งานครั้งเดียวทิ้ง (Backup Codes) รวมถึงใช้งานร่วมกับ Authenticator app เพื่อยืนยันตัวตนผ่านสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android


แต่อีกวิธีที่น่าสนใจ แม้ต้องลงทุนสักหน่อยคือการหา Security Key มาใช้งาน โดยตัว Security Key จะมีลักษณะเป็นเหมือนแฟลชไดร์ฟปกติทั่วไป เพื่อใช้เชื่อมต่อกับพีซีที่จะทำการล็อกอิน ร่วมกับการกรอกรหัสผ่าน ถือเป็นการยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอนอีกรูปแบบหนึ่ง

การออกแบบ

ดีไซน์ของ Security Key อย่างของ FIDO U2F Security Key จะมีลักษณะเป็นพลาสติกสีฟ้า ที่มีแผงเชื่อมต่อ USB อยู่ที่ปลาย และตรงกลางจะมีขั้วทองแดงเป็นรูปกุญแจอยู่ตรงกลาง ที่จะมีไฟกระพริบเมื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรุ่นด้วย

ฟีเจอร์เด่น

ทำไมถึงเลือกใช้ FIDO U2F Security Key เนื่องจากเป็นคีย์ที่กูเกิลแนะนำให้ใช้ https://support.google.com/accounts/answer/6103523?hl=en และเชื่อถือได้ เพียงแต่ก็ต้องเลือกซื้อจากช่องทางจำหน่ายที่ไว้ใจได้

โดยราคาจำหน่ายของ FIDO U2F Security Key ผ่านหน้าร้านของ Amazon (https://www.amazon.com/Yubico-Y-123-FIDO-U2F-Security/dp/B00NLKA0D8) จะอยู่ที่ 17.99 เหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็จะตกอยู่ราวๆ 635 บาท แต่ทั้งนี้ในตลาดของซิเคียวริตี้ก็จะมีตัวเลือกอื่นๆที่น่าสนใจ และใช้งานได้บนมาตรฐานเดียวกัน https://www.yubico.com/products/yubikey-hardware/

การทำงานของ Security Key จะต้องเริ่มจากการเข้าไปลงทะเบียนใช้งาน อย่างถ้าต้องการใช้ในการล็อกบัญชีกูเกิล ผู้ใช้จะต้องเข้าไปตั้งค่าที่ google.com/2step ใส่รหัสล็อกอินให้เรียบร้อย พร้อมเพิ่มการเข้าบัญชีแบบ 2 ขั้นตอน

เบื้องต้น แนะนำให้ใช้การยืนยันผ่านรหัส SMS เป็นหลักก่อน และเพิ่มการยืนยันผ่าน Security Key เข้าไป เพื่อป้องกันกรณีที่คีย์สูญหายก็สามารถใช้การยืนยันผ่านรหัสที่ส่งจาก SMS ได้ ร่วมกับช่องทางอื่นๆอย่างการสร้างคีย์สำหรับใช้งานครั้งเดียวเป็นต้น

เมื่อเลือกการยืนยันผ่าน Security Key กูเกิลจะมีการถามยืนยันซ้ำว่าเรามีคีย์แล้วใช่ไหม เมื่อกดตกลง ก็จะทำให้การเชื่อมต่อ Security Key เข้ากับพอร์ตยูเอสบี โดยที่ตัว Security Key จะมีไฟขึ้นบริเวณแถบทองแดง ก็ให้นำนิ้วไปแตะเพื่อยืนยันการใช้งานก็เรียบร้อย

จากนั้นก็จะขึ้นหน้าแสดงผลว่า ปัจจุบันบัญชีนี้มีการใช้ 2 รูปแบบในการยืนยันตัวตนคือจาก Security Key และผ่านเลขหมายโทรศัพท์ กรณีที่ทำ Security Key ก็สามารถเข้ามากดยกเลิกการเชื่อมต่อคีย์ได้ ผ่านปุ่ม Remove This Key

หลังจากนั้นเมื่อมีการล็อกอินเข้าใช้บัญชีที่ลงทะเบียนไว้ หน้าจอเว็บไซต์ก็จะขึ้นรูปแบบการยืนยันให้เชื่อมต่อ Security Key เข้ากับเครื่องพร้อมกดปุ่ม หรือแตะที่แถบทองแดง ก็จะเป็นการเข้าใช้งานบัญชีได้อย่างสมบูรณ์

ไม่ใช้เฉพาะบัญชีของกูเกิลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้งานเฟซบุ๊ก ผู้ใช้สามารถเข้าไปเพิ่มคีย์รักษาความปลอดภัยได้ที่หน้าจอการตั้งค่า เลือกการอนุมัติการเข้าสู่ระบบ หลังจากนั้นก็กดเพิ่มคีย์รักษาความปลอดภัย ทำตามขั้นตอนเดียวกันคือเสียบคีย์เข้ากับพีซี และสัมผัสบริเวณดิสก์สีทอง

เบื้องต้น FIDO U2F Security Key จะสามารถใช้งานร่วมกับเฟซบุ๊กล็อกอิน กูเกิลล็อกอิน GitHub และ Dropbox ก่อนที่มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ และถือเป็นบัญชีผู้ใช้ที่คนส่วนใหญ่ใช้งานกัน

โดยใน 1 Security Key ผู้ใช้สามารถนำไปใช้งานร่วมกับบัญชีผู้ใช้ได้มากกว่า 1 บัญชี อย่างเช่น ใช้ Security Key ในการล็อกอิน 2-3 บัญชี Gmail 1 ID Facebook 1 Dropbox ได้ เพื่อให้พกเพียงคีย์เดียวก็สามารถใช้งานได้ครบ

ทดสอบใช้งาน

เมื่อทดสอบใช้งานกับบัญชีกูเกิลที่ใช้งานเป็นประจำ ส่วนตัวเนื่องจากมีการล็อกอินบัญชีเข้ากับหลายดีไวซ์ด้วยกัน ทำให้ในการติดตั้งใช้งานครั้งแรก ต้องมานั่งล็อกอินใหม่หมด และเนื่องจากคีย์ที่ใช้ไม่สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์พกพาได้ ทำให้ต้องใช้ร่วมกับการยืนยันผ่าน SMS แทน

ทั้งนี้ เนื่องจาก Security Key มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบ USB เพียงอย่างเดียว แบบ USB + NFC แบบ USB-C โดยเฉพาะ รวมถึงแบบทำงานร่วมกับบลูทูธ ด้งนั้น ถ้าต้องการ Security Key ที่ใช้งานร่วมกับมือถือได้ ก็ควรหาที่รองรับการเชื่อมต่อเพิ่มเติมไว้ด้วย

แน่นอนว่า หลังจากทำการล็อกอินใหม่ กับอุปกรณ์ที่ใช้งานเป็นประจำแล้ว หลังจากนี้บัญชีผู้ใช้ต่างๆก็จะปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องกังวลถึงการโดนขโมยบัญชีผู้ใช้ เพราะถึงคนร้ายจะทราบ ID และ Password แต่ถ้าไม่มี Secutiry Key ก็จะไม่สามารถล็อกอินเข้าไปใช้งานได้

ประกอบกับยืนยันตัวตนด้วย Security Key เป็นอุปกรณ์ที่ให้พกติดตัว ทำให้โอกาสที่จะขโมยบัญชีไปใช้งานยากขึ้น เพราะถึงแม้รูปแบบการยืนยันตัวตนด้วย SMS จะดูปลอดภัยแล้ว แต่ถ้าสมาร์ทโฟนติดมัลแวร์ที่ดักจับข้อมูล การส่งรหัสผ่าน SMS เพื่อยืนยันก็จะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

สรุป

ผู้ใช้ทั่วไปอาจจะมองว่า Security Key เหมาะกับผู้ใช้งานเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงจากการที่ข้อมูลหรือตัวตนบนโลกออนไลน์ถูกขโมย

แต่ในความเป็นจริง การป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ ถือเป็นเรื่องที่ควรตื่นตัวกันอยู่แล้ว จากที่เห็นกันในปัจจุบันว่า มิจฉาชีพนำตัวตนออนไลน์ของคนทั่วไป ทำการโจรกรรมผ่านการหลอกให้โอนเงินผ่านเฟซบุ๊ก หรือใช้ในการโจมตีด้วยข้อมูลที่ผิดกฏหมาย

ดังนั้น ตระหนักถึงความปลอดภัยบนโลกออนไลน์กันเถอะครับ

]]>
Review : WD Blue PC SSD 1TB โซลิดสเตตไดรฟ์เพื่อทุกการใช้งาน http://www.cyberbiz.in.th/review-wdblue-pcssd-1tb/ Tue, 14 Mar 2017 04:29:35 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25605

เป็นปีที่หน่วยเก็บข้อมูลประเภท “โซลิดสเตตไดรฟ์ (Solid State Drive)” หรือ “SSD” เติบโตสูงขึ้นมาก ทำให้ค่ายผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์เจ้าใหญ่อย่าง WD (Western Digital) ต้องหันมาเสริมทัพตลาดหน่วยเก็บข้อมูลแบบ SSD เป็นครั้งแรก แต่ถึงแม้จะเพิ่งลงมาตลาดโซลิดสเตตไดรฟ์ได้ไม่นาน แต่ WD ก็มีไม้ตายดัน SSD ให้สามารถจับกลุ่มผู้ใช้ทุกรูปแบบตั้งแต่คนทำงานไปถึงเกมเมอร์ พร้อมความจุให้เลือกหลากหลายรวมถึงราคาเทียบประสิทธิภาพแล้วถือว่าน่าสนใจทีเดียว

โดย WD PC SSD จะถูกแบ่งหมวดหมู่เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

1.WD Green PC SSD เน้นจับกลุ่มผู้ใช้ระดับเริ่มต้น คนทำงานทั่วไป มาพร้อมความจุให้เลือก 120-240GB มี Form Factor ให้เลือกทั้งขนาด 2.5 นิ้วปกติและ M.2 2280 (SSD แบบเป็นการ์ดเพื่อเชื่อมต่อกับเมนบอร์ดหรือโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่) พอร์ตเชื่อมต่อเป็น SATA

2.WD Blue PC SSD เป็นรุ่นกลาง เด่นที่ความจุมีให้เลือกหลากหลาย อีกทั้งยังรองรับการทำงานตั้งแต่งานทั่วไป ตัดต่อวิดีโอไปถึงเล่นเกม มีความจุให้เลือกตั้งแต่ 250GB 500GB และ 1TB พร้อม Form Factor ให้เลือกทั้งขนาด 2.5 นิ้วปกติและ M.2 2280 พอร์ตเชื่อมต่อเป็น SATA

3.WD Black PCIE SSD เน้นจับกลุ่มไฮเอนด์ที่ต้องการ SSD ประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นจะมี Form Factor ให้เลือกแบบเดียวคือ เป็นการ์ด M.2 2280 เพราะต้องรองรับความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงถึง 2,050 MB/s

สำหรับรุ่นที่ทีมงานไซเบอร์บิซได้รับมารีวิวในวันนี้ได้แก่รุ่น WD Blue PC SSD ความจุ 1TB

การออกแบบ สเปกและฟีเจอร์เด่น

เริ่มจากการออกแบบ ภายนอกของ WD Blue PC SSD จะเหมือนกับ SSD 2.5 นิ้วทั่วไป น้ำหนักประมาณ 60 กรัม ส่วนสเปกภายในทาง WD ระบุไว้ในเอกสารสเปกว่า WD Blue จะมีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลสูงสุดที่ 545 MB/s เมื่อเชื่อมต่อผ่านพอร์ต SATA 3 6Gb/s พร้อมค่าความทนทานอยู่ที่ 400 Terabytes Written (TBW) หรือประมาณ 1.75 ล้านชั่วโมง ตามสเปกของ SSD ยุคใหม่ที่มีความทนทานมากขึ้น

ในส่วนซอฟต์แวร์ตรวจวัดการทำงาน WD มี “WD SSD Dashboard” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถตรวจสุขภาพของ SSD ได้ตลอดเวลา

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

เริ่มจาก CrystalDiskMark ทีมงานวัดเฉพาะ Seq Q32T1 ความเร็วในการอ่านอยู่ที่ 557.9MB/s เขียน 516.3MB/s เป็นไปตามที่ WD เครมไว้ในเอกสารสเปก

มาถึง PC Mark 8 ความเร็วที่ได้เฉลี่ยอยู่ที่ 217.62 MB/s คิดเป็นคะแนนอยู่ที่ 4,933 คะแนน

ส่วนการใช้งานจริง เริ่มตั้งแต่ทดลองคัดลอกเกมจากสตรีม (Steam) ขนาด 50.6GB จาก SSD ที่มีความเร็วอ่านเขียนระดับ 2,000MB/s ไปสู่ WD Blue PC SSD 1TB ความเร็วที่ได้เฉลี่ยประมาณ 316-400MB/s เรียกได้ว่าเร็วใช้ได้เลยทีเดียว (เชื่อมต่อผ่านพอร์ต SATA 3 6Gb/s ถ้าเชื่อมต่อกับ SATA รุ่นที่ต่ำกว่าความเร็วอ่านเขียนจะช้าลง)

อีกทั้งเมื่อนำไปใช้งานกับการตัดต่อวิดีโอทั้ง 1080p และ 4K WD Blue PC SSD 1TB ใช้งานได้ลื่นไหลดี ประสิทธิภาพจัดอยู่ในระดับกลางค่อนสูง ไม่ได้เร็วเวอร์หรือช้าจนเกินไป ถือเป็นรุ่นที่เหมาะกับการใช้งานปกติในชีวิตประจำวันทุกรูปแบบ

สุดท้ายทดสอบเล่นเกม “Tom Clancy’s Ghost Recon Wildlands” ประมาณ 6 ขั่วโมง WD Blue PC SSD สามารถใช้งานได้ลื่นไหล การโหลดฉากทำได้รวดเร็วดีและไม่มีอาการสะดุดให้พบเห็นตลอดการทดสอบ

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหา SSD ความจุสูง โดยเฉพาะราคาถือว่า WD เปิดตัวมาได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะความจุสูงๆอย่างรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบ ราคาขายหน้าร้านอยู่ที่ 10,700 บาท เทียบกับคู่แข่งที่สเปกใกล้เคียงกันแล้ว WD จะถูกกว่าประมาณ 1-2 พันบาทเลยทีเดียว

ข้อดี

– มีความจุและ Form Factor ให้เลือกใช้งานหลากหลาย ครอบคลุมทุกกลุ่ม
– WD SSD Dashboard ตรวจสุขภาพ SSD ได้ตลอดเวลา

ข้อสังเกต

– รุ่นบนสุด WD Black มีแต่แบบเป็นการ์ด ซึ่งต้องใช้กับเมนบอร์ดหรือโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่เท่านั้น ไม่มีรุ่นย่อย SSD 2.5 นิ้ว

]]>
Review : Moto M ดีไซน์สะดุดตา ราคาสะดุดใจ http://www.cyberbiz.in.th/reviews-moto-m/ Mon, 13 Mar 2017 03:39:44 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25454

ตั้งแต่เปลี่ยนมือจาก Google มาเป็น Lenovo สมาร์ทโฟน Moto ก็มีการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเราก็ได้เห็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ซีรีส์ Moto M สมาร์ทโฟนดีไซน์ทันสมัย สไตล์โลหะ (Metal)

นอกจากเรื่องของดีไซน์ที่โดดเด่นแล้ว ในส่วนของสเปกภายในก็เด่นไม่แพ้กัน ด้วยซีพียูแบบ 8 คอร์ หน่วยความจำ 4GB หน้าจอแบบ IPS ขนาด 5.5 นิ้ว Full HD การเชื่อมต่อผ่านทางพอร์ต USB-C รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมแบบ 4G/3G

การออกแบบ

Moto M มีการออกแบบที่ดูโฉบเฉี่ยวน่าสนใจ ตัวเครื่องทำจากโลหะซึ่งเป็นจุดขายของรุ่นนี้ มีขนาดโดยรอบ 151.35 x 75.35 x 7.85 มม. และมีน้ำหนัก 163 กรัม เรียกได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่บางและเบาตัวหนึ่ง แม้ว่าจะใส่เคสที่แถมมาให้ก็ดูไม่เทอะทะ และยิ่งทำให้จับถนัดมือมากขึ้น งานประกอบแน่นหนา มีสีให้เลือกซื้อสามสีคือ ทอง เทา และเงิน

หน้าจอเป็น IPS ขนาด 5.5 นิ้ว แบบ Full HD 1080p (1920×1080 พิกเซล) มีความละเอียดเม็ดสีที่ 401 ppi ทำให้การแสดงผลมีความชัดเจน คมชัด สีสันสดใส บริเวณด้านบนตรงกลางมีช่องลำโพงขนาดใหญ่ ให้เสียงชัดเจน มาพร้อมกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซลพร้อมซอฟต์แวร์แต่งภาพ


Moto M
มีการออกแบบให้ไม่มีปุ่ม Home ที่ตัวเครื่องภายนอก มีเพียงแค่สัญลักษณ์ Moto แสดงไว้สวยๆ เท่านั้น แต่จะแสดงปุ่ม Home, Recent App และ Back เป็นแบบ Touch Screen ที่หน้าจอแทน

การเปิดปิดเครื่องจะทำได้ที่ปุ่มทางด้านขวาของตัวเครื่อง ซึ่งอยู่ใกล้กับปุ่มเพิ่มลดเสียง ช่องใส่ซิมจะอยู่ทางด้านซ้ายของตัวเครื่อง โดยจะเป็นแบบ Dual Sim สามารถใส่ซิมได้สองเบอร์ และที่ช่องใส่ซิมสองสามารถเลือกที่จะใส่หน่วยความจำเพิ่มเติม MicroSD ได้ (รองรับได้สูงสุด 128 GB)

ด้านบนของตัวเครื่องเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 นิ้ว ส่วนด้านล่างของตัวเครื่องเป็นช่องไมโครโฟน และพอร์ตเชื่อมต่อ USB-C ส่วนด้านหลังจะเป็นกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช LED คู่ แบบ CCT และมีที่สแกนลายนิ้วมืออยู่บริเวณด้านล่างของกล้อง

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มากับเครื่องจะมีสายชาร์จ USB-C พร้อมอะแดปเตอร์สำหรับชาร์จไฟ หูฟัง เข็มจิ้มถาดซิม คู่มือ เคสใส และฟิล์มกันรอย

สเปก

สมาร์ทโฟน Moto M ใช้ขุมพลังของซีพียู ARM MediaTek P15 CPU Octa-Core แบบ 64-bit ความเร็ว 2.2GHz และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ARM Mali T860mp2 มีหน่วยความจำภายใน 4GB พื้นที่เก็บข้อมูล 32GB สามารถใส่ MicroSD เพิ่มได้ 128 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 6.0.1 (Marshmallow)

หน้าจอแสดงผลแบบ IPS ขนาด 5.5 นิ้วที่ความละเอียด Full HD เสริมความทนทานด้วยจอแบบ Corning Gorilla Glass ทนแรงขีดข่วนได้เป็นอย่างดี ตัวเครื่อง Moto M มีเทคโนโลยีไล่น้ำ Nano Coating หมายถึงเมื่อมีน้ำ ฝน หรือฝุ่นกระเซ็นมาใส่เครื่อง สามารถทำความสะอาดได้ง่าย น้ำหรือฝุ่นซึมเข้าตัวเครื่องได้ยาก (ถ่ายใต้น้ำไม่ได้)

Moto M รองรับสัญญาณคลื่นความถี่ LTE (4G)/WCDMA (3G) ถือว่ารองรับการใช้งานคลื่นของทุกค่ายในบ้านเรา การเชื่อมต่อ Wi-Fi รองรับการเชื่อมต่อ Dual Band มาตรฐาน IEEE 802.11 a/b/g/n/ac 2.4GHz และ 5GHz มาพร้อมเทคโนโลยี MIMO รองรับการทำงานร่วมกับเราท์เตอร์แบบ Dual Band ช่วยให้การรับส่งสัญญาณ Wi-Fi มีประสิทธิภาพมากขึ้น

รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 4.1 มีระบบตำแหน่ง GPS, GLONASS, A-GPS สำหรับการใช้พลังงาน Moto M ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 3050 mAh รองรับการชาร์จเร็ว 5V/2A

ฟีเจอร์เด่น

Moto M ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 6.0.1 (Marshmallow) แบบ Pure Android ไม่มีการเขียน UI เพิ่มลงไปในระบบ ข้อดีก็คือ มีความเร็วในการทำงาน ฟังก์ชันการทำงานแบบมาตรฐานจาก Google วิดเก็ตมาตรฐาน สามารถปรับแต่งได้ง่ายสำหรับคนที่ชอบโมฯ ระบบ หรือนักพัฒนาแอพฯ บนมือถือ แต่จะขาดความตื่นเต้น เพราะไม่มีวิดเก็ตหวือหวา หรือลูกเล่นแพรวพราวให้ได้ใช้กัน

จุดเด่นอีกอย่างที่น่าสนใจของ Moto M ก็คือ ระบบเสียง Dolby Atmos ระบบเสียงสามทิศทางที่ให้ความสมจริงไม่ว่าจะเล่นเกม ดูหนัง หรือฟังเพลง

ทดสอบประสิทธิภาพ

สำหรับการใช้งานทั่วไป Moto M สามารถทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และความบันเทิงต่างๆ การใช้งานโทรศัพท์สามารถจับสัญญาณ 4G และ 3G ได้ (เมื่อใช้ 2 ซิม) โดยผู้ใช้สามารถเลือกว่าจะใช้ซิมไหนเป็นซิมหลัก และสามารถสลับการใช้งานได้ ตามต้องการ แต่หากต้องการเลือกเพิ่มพื้นหน่วยความจำ คุณจะเสียความสามารถในการใช้สล็อตซิม 2 ไป

คุณภาพเสียงของการรับสายโทรเข้าออกทำได้ชัดเจนดี แม้ในที่ที่มีเสียงรบกวนค่อนข้างเยอะ เช่น ริมถนน ก็ยังสามารถพูดคุยได้โดยไม่ต้องตะโกนเร่งเสียง ด้านการพกพา ด้วยรูปทรงที่ออกแบบมาตัวโทรศัพท์สามารถถือได้ถนัดมือ แต่การออกแบบที่ตัวเครื่องเป็นโลหะทั้งหมด ทำให้ตัวเครื่องค่อนข้างลื่นหลุดมือได้ง่าย แต่ถ้าใส่เคสเข้าไปก็จะช่วยลดความลื่นได้พอสมควร

การใช้งานกล้อง กล้องหลังมากับความละเอียด 16 ล้านพิกเซล F2.0 ขนาดเม็ดพิกเซล 1.0um ช่วยให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น แฟลชแบบ Color Correlated Temperature ช่วยให้ค่าอุณหภูมิสีที่แม่นยำมากขึ้น ภาพที่ใช้แฟลชจะไม่ขาวเวอร์เกินไป โดยเมื่อทดสอบถ่ายภาพโดยใช้แฟลชอัตโนมัติ ระบบจะทำการยิงแฟลชครั้งแรก (Pre Flash) เพื่อวัดแสงและค่าต่างๆ เพื่อคำนวณกำลังแฟลช ก่อนที่ยิงแฟลชจริงพร้อมบันทึกภาพ

นอกจากนี้ยังมีโหมดการใช้งานอาทิ Pro ที่ผู้ใช้สามารถปรับตั้งค่าการใช้งานเอง เช่น ระยะโฟกัส ค่าชดเชยแสง ความเร็วชัตเตอร์ ค่า White Balance และค่า ISO นอกจากนี้ยังมีโหมด Panorama โหมดถ่ายทิวทัศน์ในเวลากลางคืน และเอฟเฟกต์ต่างๆ ให้ใช้ด้วย

จากการใช้งานถ่ายภาพในโหมด Auto และ โหมด Panorama คุณภาพของภาพที่ได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งคุณภาพของภาพ สีสัน ด้วยขนาดรูรับแสง F2.0 ทำให้สามารถถ่ายในที่แสงน้อยได้ดี และยังคมชัดอยู่ สำหรับโหมดถ่ายทิวทัศน์ในเวลากลางคืนหากจะใช้งานให้ได้ประสิทธิภาพดี อาจจะต้องมีขาตั้งหรือวางมือถือไว้กับพื้นที่มั่นคง ไม่สั่นไหวง่าย

โหมดถ่ายภาพวิดีโอสามารถบันทึกได้ที่ความละเอียด 4K 30 fps และ FullHD 1080p 60 fps จากการทดสอบถ่ายวิดีโอในตอนกลางคืน คุณภาพที่ได้อยู่ในระดับที่ดี แม้ว่าในการทดสอบเป็นการเดินถ่ายโดยไม่มีขาตั้ง ภาพที่ได้เลยอาจจะสั่นไหวไปบ้าง

หลังจากการใช้งานทั่วไปทั้งวันพบว่า แบตเตอรี่ความจุ 3050 mAh มีความอึดอยู่พอสมควร หากใช้งานหนักๆ จะใช้งานได้ประมาณ 4-5 ชั่วโมง แต่หากใช้งานพื้นฐานก็อาจจะยืดไปได้ถึง 8 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น

ผลการทดสอบ
AnTuTu Benchmark = 49,233
คะแนน
Multi-Touch = 10
จุด

Vellamo

Multicore = 2,439 คะแนน
Metal = 1,267
คะแนน
Chrome Browser = 3,238
คะแนน
Android WebView = 2,898
คะแนน

PCMark
Work 2.0 = 3,209
คะแนน
Computer Vision = 2,976
คะแนน
Storage = 7,479
คะแนน

Battery Life


5
ชั่วโมง 21 นาที

3DMark
Sling Shot using ES 3.1 = 461
คะแนน
Sling Shot using ES 3.0 = 595
คะแนน
Ice Storm Unlimited = 8,583
คะแนน
Ice Storm Extreme = 5,645
คะแนน
Ice Storm = 9,037
คะแนน

PassMark PerformanceTest Mobile
System = 4,955
คะแนน
CPU Tests = 121,267
คะแนน
Disk Tests = 33,797
คะแนน
Memory Tests = 4,876
คะแนน
2D Graphics Test = 3,394
คะแนน
3D Graphics Tests = 1,259
คะแนน

สรุป

Moto M คือสมาร์ทโฟนที่ครบเครื่อง คุ้มค่า รองรับการใช้งานตามที่ต้องการได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะโทรศัพท์ เล่นเกมที่ไม่เน้นกราฟิกหนักๆ ดูหนัง ฟังเพลง ในราคาที่ไม่เกินเอื้อม ประมาณ 9,900 บาท รองรับทั้งระบบ 4G มีระบบรักษาความปลอดภัยแบบสแกนลายนิ้วมือ มีเทคโนโลยีป้องกันละอองน้ำ มีระบบเสียงที่ดี อีกทั้งยังมีพอร์ตแบบ USB-C ที่จะสามารถรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้ในอนาคต

ข้อดี

ประสิทธิภาพดี หน้าจอใหญ่
รองรับ 4G และใส่ได้ 2 ซิม (ซิม 2 เลือกระหว่างซิมกับ MicroSD)
ราคาไม่สูงมาก
ระบบเสียง Dolby Atmos ดี

ข้อสังเกต

ตัวเครื่องเป็นโลหะ ถ้าไม่ใส่เคสจะลื่นง่าย
ใช้งานหนักต่อเนื่อง จะเกิดความร้อนง่าย
– Android Pure
เร็วดี แต่ไม่มีลูกเล่น
หน่วยความจำภายในน้อยไป หากใส่ 2 ซิม

]]>
Review : Seagate FireCuda 1TB ฮาร์ดดิสก์ไฮบริด SSHD เร็วแรงเพื่อคอเกมเมอร์ http://www.cyberbiz.in.th/review-seagate-firecuda/ Wed, 08 Mar 2017 05:19:03 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25515

ถึงแม้ปัจจุบันหน่วยเก็บข้อมูลแบบชิปรวมถึง Solid State Drive จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเพราะมีราคาที่ปรับลดลง แต่ฮาร์ดดิสก์จานแม่เหล็กก็ยังเป็นตัวเลือกสำคัญในการเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเหล่าเกมเมอร์ที่ปัจจุบันเกมหนึ่งเกมใช้เนื้อที่ค่อนข้างมาก SSD อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักเพราะยิ่งความจุสูงขึ้น ผู้อ่านก็ต้องจ่ายเงินมากป็นเท่าตัว ยกตัวอย่าง SSD 1TB มีราคาขายอยู่ที่ 1 หมื่นบาทในขณะที่ฮาร์ดดิสก์จานแม่เหล็ก 1TB ราคาขายอยู่เพียงหลักพันไม่เกินสี่พันบาทเท่านั้น

เพราะฉะนั้นทาง Seagate (ซีเกท) จึงได้คิดค้นฮาร์ดดิสก์รูปแบบใหม่ขึ้นมาเรียกว่า “SSHD” ย่อมาจาก Solid State Hybrid Drive หรือภาษาง่ายๆก็คือ ฮาร์ดดิสก์ไฮบริดระหว่าง SSD กับ ฮาร์ดดิสก์จานแม่เหล็กแบบเดิม

การออกแบบ สเปกและฟีเจอร์เด่น

โดยหน้าตาของ Seagate FireCuda (รุ่นที่นำมาทดสอบขนาด 3.5 นิ้วใช้กับ Desktop PC) จะเหมือนกับฮาร์ดดิสก์ปกติ เพียงแต่ภายในจะได้รับการออกแบบใหม่ตั้งแต่การติดตั้ง SSD (NAND Flash MLC) ขนาด 8GB เพิ่มลงไป เพื่อใช้เก็บข้อมูลที่ถูกเรียกใช้งานบ่อย (คอมพิวเตอร์จะมองไม่เห็นส่วน SSD แต่ระบบภายในฮาร์ดดิสก์จะเรียนรู้และจัดการด้วยตัวเองอัตโนมัติ คล้ายกับระบบแคชไฟล์)

ส่วนจานแม่เหล็ก Seagate ออกแบบใหม่ โดยให้จานแม่เหล็ก 1 แผ่นมีความจุ 1TB ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลทำได้รวดเร็วขึ้น ความทนทานเพิ่มขึ้น น้ำหนักเบาลง ความร้อนน้อยลง ประหยัดไฟมากขึ้น

ด้านพอร์ตเชื่อมต่อใช้เป็น SATA 6Gb/s (รองรับ SATA 1.5/3.0) บัฟเฟอร์อยู่ที่ 64MB และรอบจานหมุนอยู่ที่ 7,200 รอบต่อนาที

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

มาถึงการทดสอบประสิทธิภาพ เริ่มจากชุดทดสอบ Crystal DiskMark ทดสอบคะแนนส่วน Seq อ่านอยู่ที่ 154.5 MB/s เขียนอยู่ที่ 198.8 MB/s

ส่วนการทดสอบคัดลอกข้อมูลขนาดประมาณ 8GB ทำความเร็วได้ประมาณ 130-150 MB/s เลยทีเดียว

มาดูคะแนนจาก PC Mark 8 อยู่ที่ 3,294 คะแนน (23.18MB/s)

ลองมาทดสอบใช้งานจริงด้วยการเล่นเกมและใช้งานคัดลอก เซฟไฟล์งานในชีวิตประจำวัน ถามว่า Seagate FireCuda เร็วแรงสมคำคุยจริงหรือไม่ ทีมงานขอตอบว่า เร็วแรงจริงถ้าเทียบกับกลุ่มฮาร์ดดิสก์จานแม่เหล็กด้วยกัน FireCuda ให้ผลลัพท์ที่ดีมากโดยเฉพาะการใช้เล่นเกมและใช้ร่วมกับงานตัดต่อวิดีโอ FireCuda ให้ประสิทธิภาพที่ดี (ไม่ต้องไปเทียบกับ SSD นะครับ เพราะอย่างไรฮาร์ดดิสก์จานหมุนต้องทำงานช้ากว่าอยู่แล้ว)

ส่วนถ้าเทียบกับฮาร์ดดิสก์เกมเมอร์ด้วยกัน ด้านความเร็วจะใกล้เคียงกันแต่เรื่องการเข้าถึงข้อมูล FireCuda จะทำได้ลื่นไหลกว่า โดยเฉพาะเสียงรบกวนจากการอ่านข้อมูลบนจานแม่เหล็ก FireCuda ทำงานได้ค่อนข้างเงียบกว่าหลายแบรนด์เลยทีเดียว

ส่วนราคาถ้าเทียบในกลุ่มฮาร์ดดิสก์ระดับเดียวกัน เช่น WD Black ตัว Seagate FireCuda จะมีราคาสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 3 พันกว่าบาทสำหรับรุ่น 3.5 นิ้ว ความจุ 1TB

ข้อดี

– ประสิทธิภาพดีเหมาะแก่เหล่าเกมเมอร์และคนทำงานตัดต่อวิดีโองบจำกัดอย่างมาก
– ทำงานเงียบ

ข้อสังเกต

– ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มฮาร์ดดิสก์ระดับเดียวกัน

]]>
รอด-ไม่รอด! ลองเล่น Ghost Recon Wildlands กับ SSD WD Blue และ RX470 บนสเปกคอมพ์เก่ากว่า 4 ปี http://www.cyberbiz.in.th/ssdwd-rx470-wildlands/ Wed, 08 Mar 2017 02:29:45 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25504 มาลองเล่นเกม Tom Clancy’s Ghost Recon Wildlands ทดสอบ SSD ใหม่จาก WD (Western Digital) Blue 1TB และมาชมกันว่า AMD Radeon RX470 4GB กับสเปกคอมพ์เก่ากว่า 4 ปีจะไปรอดหรือไม่

สเปกคอมพิวเตอร์ที่ใช้

CPU – Intel Core i7 2600K 3.4GHz
Mainboard – ASUS Sabertooth P67
RAM – 8GB DDR3
VGA – AMD Radeon RX470 – 4GB
HDD – WD PC SSD 1TB
Monitor – Samsung 1080p

]]>
Review : Wiko U Feel Fab ต่ำกว่า 6,000 แต่มาพร้อม 4G และ สแกนลายนิ้วมือ http://www.cyberbiz.in.th/review-wiko-u-feel-fab/ Tue, 07 Mar 2017 10:51:12 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25459

Wiko ถือเป็นสมาร์ทโฟนอีกแบรนด์ที่เข้ามาจับในตลาดกลุ่มผู้เริ่มใช้งาน ที่ต้องการเครื่องที่คุ้มค่าในระดับราคาไม่เกินหมื่นบาท ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีในตลาดต่างจังหวัด ด้วยการใส่เทคโนโลยีหลายๆอย่างมาให้ผู้บริโภคได้ใช้งาน

จุดเด่นของ Wiko U Feel Fab คือเป็นแอนดรอย์โฟนที่รองรับ 4G LTE และมาพร้อมกับฟังก์ชันสแกนลายนิ้วมือให้ได้ใช้งานกัน บนราคาจำหน่าย 5,690 บาท ที่มากับหน่วยประมวลผลระดับควอดคอร์ ให้ RAM 3 GB แม้ว่าจะมี ROM มา 32 GB แต่สามารถใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มได้

การออกแบบ

รูปลักษณ์ของ Wiko ยังถือว่าอยู่ในกรอบเดิมๆของสมาร์ทโฟน ที่เน้นจอขนาดใหญ่ โดยมีขอบตัวเครื่องโค้งรับการจับถือ ตัดกับลายฝาหลังสีเทา โดยมีขนาดรอบตัว 154.35 × 77.15 × 10.6 มม. น้ำหนัก 193 กรัม วางจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 3 สี คือ ดำ เงิน และโรสโกลด์

ด้านหน้าเป็นจอ IPS ขนาด 5.5 นิ้ว โดยเป็นจอแบบขอบโค้ง 2.5D ความละเอียด HD (1280 x 720 พิกเซล) ความละเอียดเม็ดสี 266 ppi ส่วนบนหน้าจอ มีกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช ขนาบไปกับช่องลำโพงสนทนาที่อยู่ชิดขอบบนเครื่อง

ส่วนล่างหน้าจอจะมีปุ่มที่ทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไปในตัว ส่วนปุ่มย้อนกลับ โฮม และเรียกดูแอปล่าสุดจะถูกนำไปรวมกับหน้าจอแสดงผลภาย ทั้งนี้เมื่อแกะกล่องออกมาตัวเครื่องจะมีการติดฟิลม์มาให้อยู่แล้ว เรียกว่าเปิดมาก็พร้อมใช้งานทันที

ด้านหลังอย่างที่บอกว่าจะมีการทำลายฝาหลังเป็นสีเทาตัดกับตัวเครื่องสีดำ (จริงๆฝาหลังจะคลุมตัวเครื่องทั้งหมด) โดยจะมีการวางกล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช สัญลักษณ์ Wiko และแนวลำโพงอยู่ตรงกึ่งกลางทั้งหมด

เมื่อแงะฝาหลังออกมา ภายในจะมีแบตเตอรีขนาด 4,000 mAh ที่ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ ส่วนบนจะมีช่องใส่ไมโครซิมการ์ดโดยซิม 1 จะอยู่ทางซ้าย และซิม 2 กับช่องใส่ไมโครเอสดีการ์ดจะอยู่ทางขวา

ด้านซ้ายจะถูกปล่อยว่างไว้ ด้านขวามีปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเปิดเครื่อง (ปุ่มเปิดปิดค่อนข้างเล็ก) ด้านบนมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. ด้านล่างจะมีช่องไมโครยูเอสบีอยู่ที่มุมซ้าย และไมโครโฟนสนทนา

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาภายในกล่องนอกจากตัวเครื่อง และแบตเตอรีแล้ว จะมีอะเดปเตอร์ชาร์จไฟ สายไมโครยูเอสบี หูฟัง อะเดปเตอร์แปลงซิมการ์ด คู่มือการใช้งาน ฟิลม์กันรอย และเคสใส ให้ใช้งานเบื้องต้น

สเปก

สำหรับสเปกของ Wiko U Feel Fab จะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล MediaTek MT6735 Cortex-A53 Quad-Core 1.25 GHz RAM 3 GB พื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 32 GB รองรับไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติม 64 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 6 Mashmallow

ตัวเครื่องรองรับการทำงานแบบ 2 ซิม (ใช้เป็นไมโครซิมการ์ด) 4G LTE / 3G ทุกคลื่นที่ให้บริการในไทย พร้อมรองรับการเชื่อมต่อไวไฟ มาตรฐาน 802.11 b/g/n บลูทูธ 4.0 วิทยุ FM สามารถต่อพอร์ตไมโครยูเอสบีใช้เป็น OTG ได้ตามปกติ

ฟีเจอร์เด่น

การทำงานหลักๆของ Wiko U Feel Fab ส่วนใหญ่จะมาในลักษณะของ Pure Android ไม่ได้มีการครอบ UI พิเศษ เพื่อสร้างความต่างให้แก่ผู้ใช้งาน แต่เน้นความง่ายในการใช้งาน ไม่ซับซ้อนเป็นหลัก ทำให้หน้าหลักของการใช้งานจะมีการรรวมไอค่อนหลักมาไว้ ให้ผู้ใช้กดใช้ได้ทันที

ขณะเดียวกันก็จะมีหน้ารวมแอปพลิเคชัน ที่ใช้การแสดงผลแบบจัดเรียงอักษรมาให้ โดยส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับแอปพื้นฐานทั่วๆไป และกูเกิล เซอร์วิส รวมถึงการเพิ่มแอปอย่าง 360 Security ตัวเคลียแอปที่เปิดใช้งานค้างไว้มาให้ใช้เพิ่มเติม

นอกจากนี้ ก็จะมี Apps Lock ที่ไว้มาป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้าถึงแอปพลิเคชันส่วนตัว โดยผู้ใช้สามารถเลือกล็อกแอปที่ต้องการไว้ได้ ด้วยการใส่รหัส เมื่อเรียกใช้งานแอปที่ตั้งค่าไว้ก็จะต้องใส่รหัสก่อนเริ่มใช้งาน

ตัวจัดการไฟล์ในเครื่องที่จะแสดงผลเป็นไฟล์แต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ เพลง วิดีโอ เอกสาร ตัวติดตั้งแอป (Apks) และไฟล์ที่มีการบีบอัด (Zip) พร้อมระบุพื้นที่ว่างภายในโทรศัพท์ หรือจะเลือกดูตามโฟลเดอร์ของไฟล์ก็ได้เช่นเดียวกัน

แน่นอนว่า สำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้งานสมาร์ทโฟนมาก่อน Wiko จะมีส่วนพิเศษที่จะแสดงผลเมื่อกดค้างที่หน้าจอหลัก จะมีการขึ้นแนะนำแอปพลิเคชันที่น่าสนใจ พร้อมกับทางลัดในการเข้าในงานแอปพลิเคชันต่างๆ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานสะดวกขึ้น

ส่วนฟังก์ชันที่ Wiko มีการใส่เพิ่มมาให้เป็นลูกเล่นของรุ่นนี้จะมีทั้ง Smart Action ไม่ว่าจะเป็นการดับเบิลคลิกเพื่อเปิดปิดหน้าจอคว่ำเครื่องเพื่อปิดเสียงยกเครื่องแนบหูเพื่อรับสายทันทีและฟีเจอร์อื่นๆที่รวมถึงการวาดตัวอักษรบนหน้าจอเพื่อเข้าแอปด่วนไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์เครื่องเล่นเพลงกล้อง

ในส่วนของการสแกนลายนิ้วมือ ผู้ใช้สามารถนำนิ้วมือที่ตั้งค่าไว้ไปสัมผัสที่เซ็นเซอร์ได้ทันที โดยไม่ต้องกดเปิดหน้าจอก่อน ช่วยให้สามารถกดใช้งานได้เร็วขึ้น โดยสามารถตั้งลายนิ้วมือได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือ ควบคู่ไปกับการป้อนรหัส หรือเลือกรูปแบบในการปลดล็อก

โหมดการใช้งานกล้องจะเน้นที่ความง่าย ผู้ใช้สามารถเปิดขึ้นมา พร้อมกดชัตเตอร์ในการถ่ายภาพได้ทันที หรือจะเข้าไปเลือกโหมดในการถ่ายภาพไม่ว่าจะเป็น ถ่ายภาพปกติ ถ่ายภาพหน้าสวย โหมดมืออาชีพในการปรับแต่งต่างๆ พาโนราม่า ถ่ายภาพชดเชยแสง โหมดกลางคืน และโหมดกีฬา

รวมถึงการเข้าไปตั้งค่าว่า เมื่อใช้นิ้วสัมผัสหน้าจอจะเป็นการถ่ายภาพทันทีหรือไม่ การสลับกล้องหน้าหลัง ถ่ายรูปอัตโนมัติเมื่อตรวจจับรอยยิ้ม เปิดปิดเสียงชัตเตอร์ เลือกขนาดภาพ ขนาดวิดีโอ บันทึกพิกัด GPS ถือว่าให้มาค่อนข้างครบ

การใช้งานโทรศัพท์จะมาพร้อมกับระบบคาดเดารายชื่อ เมื่อมีสายเข้าจะสามารถใช้นิ้วลากเพื่อรับสาย ตัดสาย ส่งข้อความกลับ ขณะสนทนาจะมีการแสดงผลว่าใช้งานบนระบบ HD Voice ชื่อ เบอร์ เวลาที่ใช้สาย พร้อมปุ่มลัดในการเปิดลำโพง ปิดไมค์ พักสาย บันทึกเสียง เรียกปุ่มกด ได้ทันที

เว็บเบราว์เซอร์ที่ให้มา กับการใช้งานหน้าจอขนาด 5.5 นิ้วถือว่าอยู่ในระดับที่กำลังดีผู้ใช้สามารถสลับการแสดงผลได้ทั้งแนวตั้งแนวนอนเลือกให้แสดงผลเป็นหน้าเว็บไซต์สำหรับพีซีและมือถือได้ตามปกติ

ทดสอบประสิทธิภาพ

AnTuTu Benchmark = 27,603 คะแนน

Quadrant Standard = 8,675 คะแนน

Multitouch Test = 5 จุด

Vellamo
Chrome Browser = 1,686 คะแนน
Android WebView = 1,758
Metal = 914
คะแนน
Multicore = 1,292
คะแนน

Geek Bench 4.0
Single-Core 525 คะแนน
Multi-Core 1,429 คะแนน
RenderScript = 761 คะแนน

Battery ผ่าน PC Mark ได้ 6 ชั่วโมง 33 นาที (แบตเหลืออีก 20%)


3DMark
Sling Shot Extreme = 102 คะแนน
Sling Shot = 154 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 2,324 คะแนน
Ice Storm Extreme = 2,324 คะแนน
Ice Storm = 4,130 คะแนน

PC Mark
Work 2.0 = 2,507 คะแนน
Computer Vision = 1,433 คะแนน
Storage = 2,364 คะแนน
Work = 3,501 คะแนน

PassMark PerformanceTest Mobile
System = 3,117 คะแนน
CPU Tests = 18,216 คะแนน
Disk Tests = 23,312 คะแนน
Memory Tests = 3,885 คะแนน
2D Graphics Tests = 2,530 คะแนน
3D Graphics Tests = 771 คะแนน

สรุป

ถ้าเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนมาใช้งาน ถัดจากเครื่องที่ได้ฟรีจากโอเปอเรเตอร์ และมีงบประมาณจำกัด การเลื่อนขึ้นมาใช้งาน Wiko U Feel Fab ถือเป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจในช่วงระดับราคาประมาณ 5,000 บาท จากการที่ตัวเครื่องรองรับ 4G LTE ทำให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้สะดวกขึ้น

แต่ถ้ามองในแง่ของประสบการณ์ใช้งานโดยรวม ก็ต้องยอมรับว่ากับระดับราคาดังกล่าว ถ้าต้องการเครื่องที่ลื่นไหลมากๆ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะจะมีข้อจำกัดในแง่ของหน่วยประมวลผลพอสมควร ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานอยู่ในระดับกลางๆเท่านั้น

สิ่งที่เพิ่มขึ้นมา และทำให้เครื่องน่าสนใจคือการใส่พวกเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ กับเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวต่างๆ ทำให้มีลูกเล่นเพิ่มเติมมาใช้งานกัน แต่ถ้าไม่ได้มองว่าพวกนี้สำคัญ กับมีงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ก็ขยับไปเล่นในระดับ 8,000 – 10,000 บาท จะมีตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า

ข้อดี

ข้อสังเกต

Gallery

]]>
Review : Plantronics Backbeat Pro 2 หูฟังบลูทูธตัดเสียงรบกวนราคาต่ำกว่าหมื่นบาท http://www.cyberbiz.in.th/review-plantronics-backbeat-pro2/ Fri, 03 Mar 2017 07:06:51 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25402

ตลาดหูฟังบลูทูธเริ่มกลับมาคึกคักอีกรอบในกลุ่มผู้ใช้ระดับบน ที่ต้องการเครื่องมือมาช่วยให้ใช้งานสมาร์ทโฟนได้สะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งในแง่ของการติดต่อสื่อสารผ่านทั้งพีซี และสมาร์ทโฟน รวมถึงการใช้งานเพื่อความบันเทิงกับคุณภาพเสียงที่ได้

โดยจะเห็นได้จากการที่แบรนด์หูฟังทั้งหลายพยายามปรับตัวเน้นกลุ่มลูกค้าเฉพาะมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักธุรกิจ กลุ่มผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบการออกกำลังกาย และที่ขาดไม่ได้เลยคือกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการหูฟังบลูทูธแบบตัดเสียงได้

Plantronics Backbeat Pro 2 ถือเป็นหูฟังบลูทูธแบบครอบหูที่มาพร้อมกับระบบตัดเสียงรบกวน (Noise Canceling) และในขณะเดียวกันก็ใช้ประโยชน์ของการเป็นผู้นำในด้านของการเป็นผู้นำในกลุ่มหูฟังบลูทูธนำไมโครโฟนมาใช้ในการรับเสียงรอบข้าง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องปลดหูฟังออกเมื่อต้องการฟังเสียงรอบข้าง

การออกแบบ

ด้วยการที่แต่เดิมสินค้าของแพลนโทรนิคส์จะเน้นจับกลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นนักธุรกิจเป็นหลัก ทำให้สไตล์ในการออกแบบจะเน้นไปที่ความเรียบหรู ด้วยสีดำ ตัดกับลายไม้ และสีน้ำตาล ที่ให้ความเคร่งขรึมไปในตัว โดยน้ำหนักของหูฟังจะอยู่ที่ราว 289 กรัม

บริเวณที่ครอบหูด้านในทั้ง 2 ข้าง จะมีการออกแบบให้เข้ากับสรีระของใบหูที่เป็นรูปทรงไข่ พัฒนาขึ้นจากในรุ่น BackBeat Pro ที่เป็นทรงกลม ภายในจะมีการระบุชัดเจนในการใส่ใช้งานว่าเป็นข้างซ้ายหรือข้างขวา เพื่อให้ครอบหูได้พอดี

ส่วนบริเวณฟองน้ำจะมีการหุ้มหนังซึ่งในส่วนนี้เมื่อใช้ไปนานๆ ถ้ามีการลอกตามอายุการใช้งาน ก็สามารถนำหูฟังไปเปลี่ยนฟองน้ำได้ เพราะทางแพลนโทรนิคส์จะมีการเก็บอะไหล่ในส่วนนี้ไว้ให้ผู้ใช้งาน ประกอบกับการที่หูฟังมีระยะเวลารับประกัน 2 ปี (เมื่อซื้อราคาเต็ม) ทำให้ลูกค้ามั่นใจในการใช้งานได้ระดับหนึ่ง

มาดูบริเวณปุ่มควบคุมรอบๆหูฟัง ฝั่งขวาจะมีการสกรีนโลโก้ PLT ในจุดที่เป็นลายไม้ ใช้กดสั่งงานได้ บริเวณรอบๆก็จะมีปุ่มสั่งงานอย่างการเปิดปิดหูฟัง ที่เมื่อดันปุ่มค้างไว้จะเข้าสู่โหมดเชื่อมต่อบลูทูธ (สังเกตไฟกระพริบสีน้ำเงินแดง) และปุ่มปิดไมค์ ไว้ใช้เมื่อมีการสนทนาแบบกลุ่มเป็นต้น

ถัดลงมาจากปุ่มควบคุมต่างๆก็จะเป็นพอร์ตไมโครยูเอสบีสำหรับเสียบชาร์จ และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ (ต้องลงโปรแกรมเพิ่ม) เพื่อใช้ในการอัปเดตเฟิร์มแวร์ของหูได้ และปรับตั้งค่าบางอย่างได้ และพอร์ต 3.5 มม. ไว้ให้ใช้งานงานกรณีที่หูฟังแบตหมดก็สามารถต่อสายใช้งานได้

ส่วนทางฝั่งซ้ายจะเป็นแผงควบคุมไว้ใช้สั่งเล่น/หยุด รวมถึงเปลี่ยนเพลงได้ ถัดลงมาข้างๆก็จะมีปุ่มสำหรับเลือกโหมดตัดเสียงรบกวนให้ปรับใช้งาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ไม่ต้องเข้าไปตั้งค่าต่างๆผ่านแอปพลิเคชัน

บริเวณข้อต่อจะถูกออกแบบมาให้หมุนได้ราว 90 องศา เพื่อใช้ในกรณีที่เก็บหูฟังลงในซองที่แถมมาให้ หรือการวางลงบนพื้นราบ ถัดขึ้นไปจะเป็นบริเวณที่คาดบนศรีษะจะใช้เป็นผ้าบุฟองน้ำที่ช่วยระบายอากาศได้สีน้ำตาล

สำหรับอุปกรณ์ที่แถมมาให้ในกล่องจะประกอบไปด้วยหูฟัง Backbeat Pro 2 สายชาร์จไมโครยูเอสบี สายต่อแบบ 3.5 มม. คู่มือการใช้งาน และซองผ้าสำหรับเก็บหูฟัง (ถ้าเป็นรุ่น Pro 2 SE จะมากับกล่องใส่หูฟังแบบแข็งแทน + เชื่อมต่อ NFC ในราคา 9,890 บาท)

ฟีเจอร์เด่น

จุดเด่นหลักๆของ Plantronics Backbeat Pro 2 จะมีด้วยกัน 5 ส่วนหลักๆคือ เรื่องของการใช้งานเป็นหูฟังบลูทูธแบบครอบหูที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีจากไดรฟเวอร์ลำโพงขนาด 40 มม. ที่ให้เสียงค่อนข้างกว้าง และครอบคลุมในทุกช่วงเสียง ไม่ได้เน้นไปที่เบสแน่นๆ หรือเสียงใสๆ แต่จะอยู่ในช่วงกลางๆ

ประกอบกับการที่มีเทคโนโลยีทางด้านไมโครโฟนของแพลนโทรนิคส์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในระบบสื่อสาร ด้วยการใส่ไมโครโฟนคู่มาให้ใช้งาน ดังนั้นจึงสามารถใช้ Backbeat Pro 2 ทั้งเพื่อความบันเทิง และใช้ในแง่ของการพูดคุยติดต่อสื่อสารได้ทันที

ถัดมาคือการที่ Backbeat Pro 2 มีการนำเซ็นเซอร์ตรวจจับการสวมใส่มาใช้งาน ทำให้เมื่อผู้ใช้ทำการเชื่อมต่อกับพีซีหรือสมาร์ทโฟน ขณะที่ฟังเพลง หรือดูหนังอยู่ ถ้ามีการถอดหูฟังออกเมื่อไหร่ เซ็นเซอร์ดังกล่าวจะทำงานด้วยการหยุดเล่นเพลง/หนัง และเล่นต่อเนื่องเมื่อมีการสวมหูฟังเข้าไป

เช่นเดียวกับกรณีที่โทรศัพท์มีสายเรียกเข้า หรือมีการโทรผ่านแอปพลิเคชันต่างๆทั้งบนสมาร์ทโฟน และพีซี เมื่อหูฟังทำการเชื่อมต่ออยู่ ผู้ใช้หยิบมาสวมไว้ที่ศรีษะ ก็จะทำการรับสายดังกล่าวจากหูฟังได้ทันที ช่วยอำนวยความสะดวกให้ไม่ต้องควานหาสมาร์ทโฟนกรณีที่มีสายด่วนเข้ามา

อีกจุดที่นำประโยชน์ของบลูทูธ 4.0 แบบใหม่ ที่มาพร้อมการส่งต่อข้อมูลที่รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ผู้ใช้สามารถรับส่ง เสียงคุณภาพสูงผ่านบลูทูธได้โดยไม่ถูกตัดทอนคุณภาพ ขณะเดียวกันจากเดิมระยะใช้งานบลูทูธที่อยู่ราว 10 เมตร ก็ถูกปรับแต่งให้สามารถใช้งานได้ไกลสุดถึง 100 เมตร (ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม)

แน่นอนว่าเมื่อเป็นหูฟังไร้สายก็จะมากับข้อจำกัดในแง่ของระยะเวลาการใช้งาน แต่สิ่งที่ทำให้ Backbeat Pro 2 น่าสนใจก็คือระยะเวลาการใช้งานต่อเนื่องที่สามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้ราว 24 ชั่วโมง จากระยะเวลาในการชาร์จประมาณ 3 ชั่วโมง

สุดท้ายคือเรื่องของ ระบบตัดเสียง ที่ถือเป็นจุดขายของรุ่นนี้ โดยผู้ใช้สามารถปรับระดับการใช้งานหูฟังได้ออกเป็น 3 โหมด คือ เปิดใช้โหมดตัดเสียง ปิดโหมดตัดเสียง และเปิดโหมดรับเสียงจากรอบข้าง ส่งผลให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องถอดหูฟังออกเวลามีประกาศ หรือฟังเพื่อนๆสนทนาด้วย

สรุป

ถ้ามองไปในตลาดหูฟังบลูทูธแบบครอบหูที่มีโหมดตัดเสียงรบกวนดีๆ ส่วนใหญ่ระดับราคาจะอยู่ในช่วงเกิน 1 หมื่นบาทขึ้นไป แต่ Backbeat Pro 2 วางจำหน่ายอยู่ที่ 7,890 บาท ดังนั้นจึงถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการหูฟังบลูทูธแบบครอบหูที่ค่อนข้างครบเครื่อง

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ราคาไม่สูงมาก กับเน้นไปที่การสนทนา และตัดเสียงรบกวนเป็นหลัก คุณภาพเสียงของหูฟังที่ได้จึงอยู่ในระดับกลางๆ ดังนั้นถ้าต้องการประหยัดงบ Backbeat Pro 2 ก็เป็นรุ่นตอบโจทย์ แต่ถ้างบเหลือก็สามารถอัปขึ้นไปดูพวก Bose Beat Sennheiser หรือ Sony ได้เช่นเดียวกัน

ข้อดี

หูฟังครอบหูพร้อมระบบตัดเสียงรบกวนในระดับราคา 8 พันบาท

แบตเตอรีใช้งานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง

เซ็นเซอร์ตรวจจับการใช้งาน ช่วยอำนวยความสะดวก

ระบบสนทนาจากไมค์ 2 ตัว ช่วยให้เสียงดีขึ้น

ข้อสังเกต

เมื่อใส่ใช้งานนานๆจะเริ่มรู้สึกหนัก

ระบบตัดเสียงรบกวนยังไม่ถึงกับเงียบสนิท

ดีไซน์ค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่

Gallery

]]>
Review : Lenovo Yoga 910 พรีเมียมอัลตร้าบุ๊ก สเปกแรง จอ 4K http://www.cyberbiz.in.th/review-lenovo-yoga910/ Fri, 24 Feb 2017 04:38:40 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25357

lenovo-y910head

หลังจากอินเทลเปิดตัวซีพียูตระกูล Kaby Lake ไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วและผู้อ่านน่าจะได้เห็นซีพียูตระกูลใหม่นี้ไปโลดแล่นอยู่ในตลาดพีซีและโน้ตบุ๊กหลายเจ้า  มาวันนี้ถึงคิวของเลอโนโวกับ Yoga 910 อัลตร้าบุ๊กตัวท็อปในตระกูลโยก้าที่มาพร้อม Intel Core i7-7500U พร้อมสเปกระดับพรีเมียมเอาใจคนทำงานระดับบน

การออกแบบ

IMG_0929

IMG_0922

IMG_0949

อัลตร้าบุ๊กตระกูล Yoga ถือว่ามีจุดเด่นในเรื่องการออกแบบและรูปแบบการใช้งานมากที่สุด โดยในรุ่น 910 ยังคงคอนเซปหลักของเลอโนโวคือเป็นอัลตร้าบุ๊กบาง เบาที่สามารถพลิกหน้าจอ 360 องศาด้วยการออกแบบข้อต่อแบบ watchband hinge เพื่อรองรับการใช้งาน 4 รูปแบบได้แก่ 1.ใช้งานแบบโน้ตบุ๊กทั่วไป 2.Stand – สำหรับใช้รับชมภาพยนตร์ 3.Tablet – ใช้ในรูปแบบแท็บเล็ต และ 4.Tent – เหมาะสำหรับการวิดีโอคอลล์

ในส่วนวัสดุเป็นอะลูมิเนียมพร้อมความบาง 14.3 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1.38 กิโลกรัม

IMG_0941

ด้านสเปกหน้าจอYoga 910 ใช้หน้าจอ IPS Multi-Touch ขนาด 13.9 นิ้ว ความละเอียด 3,840×2,160 พิกเซล (4K UHD) มาพร้อมกล้องเว็บแคมความละเอียด 720p และไมโครโฟนติดตั้งด้านล่างจอภาพ (เพื่อให้รองรับกับการใช้ในแบบ Tent) อีกทั้งถ้าสังเกตขอบจอให้ดีจะเห็นว่าเลอโนโวออกแบบให้ขอบจอมีขนาดเล็กลงมาก เวลาใช้งานจะให้ความรู้สึกภาพแสดงผลได้เต็มพื้นที่จอมากกว่าการออกแบบดั้งเดิม

IMG_0932

ในส่วนแป้นคีย์บอร์ดเป็นรูปแบบมาตรฐาน แต่เลอโนโวได้เพิ่มส่วนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (แบบเดียวกับบนสมาร์ทโฟน) เพื่อให้รองรับกับฟีเจอร์ Windows Hello ใน Windows 10 อย่างสมบูรณ์แบบ

IMG_0956

พอร์ตเชื่อมต่อ – เริ่มจากด้านซ้ายของเครื่องจะเป็นพอร์ตเชื่อมต่ออะแดปเตอร์ชาร์จไฟ ถัดมาเป็นพอร์ต USB-C (USB3.0/2.0)

IMG_0957

อีกด้านเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง ถัดมาเป็นช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรและช่องเชื่อมต่อ USB 3.0

IMG_0952

ด้านใต้ จะเป็นที่อยู่ของลำโพงสเตอริโอจาก JBL พร้อมรองรับระบบเสียง Dolby Audio Premium

IMG_0905

ส่วนอะแดปเตอร์ชาร์จไฟ 45W ถูกลดขนาดให้เล็กลง พกพาสะดวกสบายมากขึ้น

สเปกและฟีเจอร์เด่น

spec-y910

graphic-y910

Lenovo Yoga 910 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Kaby Lake – Intel Core i7 7500U (2-cores 4-threads) ความเร็ว 2.70GHz สามารถ Turbo boost ได้เร็วสุด 3.50GHz มาพร้อมแรม 16GB DDR4 (Dual Channel) และกราฟิกออนชิป Intel HD Graphics 620 ส่วน Windows 10 ที่ติดตั้งมาในเครื่องเป็นรุ่น Pro

spec-2-y910

ด้านสเปกอื่นๆ เริ่มจากแบตเตอรีไม่ได้ระบุในเอกสารบอกสเปก แต่เลอโนโวเครมว่าใช้งานได้ต่อเนื่องสูงสุด 9 ชั่วโมง WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11AC พร้อมบลูทูธ 4.1

ส่วนหน่วยเก็บข้อมูลภายในเป็น M.2 PCIe NVMe SSD ความจุ 512GB

leapp-y910-1

ด้านซอฟต์แวร์จัดการระบบเป็นของเลอโนโว โดยผู้ใช้สามารถเปิดปิดฟังก์ชันการใช้งานต่างๆได้จากส่วน Settings บริเวณ Task Bar และสำหรับคนชอบอ่านหนังสือบนโน้ตบุ๊ก ทางเลอโนโวยังให้ฟีเจอร์ Paper Display มาให้ โดยเมื่อเปิดใช้งานหน้าจอจะปรับแสงและสมดุลแสงขาวให้เหมาะสมกับการอ่านหนังสือโดยอัตโนมัติ

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

pcmark1-y910

PC Mark 8 – Home accelerated Test

pcmark2-y910

PC Mark 8 – Creative accelerated Test

pcmark3-y910

PC Mark 8 – Work accelerated Test

pcmark4-y910

PC Mark 8 – Storage Test

geekbench-y910

Geekbench 4

ในส่วนการทดสอบประสิทธิภาพ ทีมงานขอเน้นหนักไปทางซอฟต์แวร์ PC Mark จะเห็นว่าคะแนนส่วนใหญ่ทำได้ดีขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะชุดทดสอบ Creative accelerated ที่ทำงานได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งตรงจุดนี้น่าจะมาจากแรมที่ให้มามากถึง 16GB แน่นอนว่ามีผลอย่างมากสำหรับผู้ใช้อัลตร้าบุ๊กตกแต่งภาพจากกล้องดิจิตอลหรือใช้ตัดต่อวิดีโอ Yoga 910 จะแสดงประสิทธิภาพได้สมบูรณ์แบบ ใช้งานได้ลื่นไหลดีมาก

หน้าจอ 4K กับสเปกเครื่องไม่มีปัญหาหน่วงช้าให้เห็น ทุกอย่างทำงานได้ลื่นไหลจากการที่เลอโนโวให้แรมมามากถึง 16GB รวมถึงกราฟิกชิปออนบอร์ดตัวใหม่ Intel HD Graphics 620 ก็ให้ประสิทธิภาพด้านการใช้งานทั่วไป ไปถึงงานระดับตัดต่อวิดีโอ 4K ที่ดี ส่วนการเล่นเกมไม่เหมาะสมอย่างแน่นอน

และอีกสิ่งที่ Yoga 910 ทำได้น่าประทับใจไม่แพ้กันก็คือเรื่องการอ่านเขียนข้อมูลที่ทำคะแนนทั้งการการใช้งานจริงและผ่านซอฟต์แวร์ทดสอบได้รวดเร็ว น่าประทับใจเช่นกัน (จากชุดทดสอบ PC Mark ทำความเร็วได้ระดับ 360 เมกะไบต์ต่อวินาทีเลย) คงต้องยกความดีความชอบให้กับ NVMe SSD ไปเต็มๆ รวมถึงส่วนทัชแพดประสิทธิภาพดีมาก การสัมผัสและคลิกทำได้ลื่นไหลน้องๆ MacBook เลย

battery-y910

ส่วนแบตเตอรีทดสอบใช้งานต่อเนื่องได้ 4 ชั่วโมง 30 นาที (ถ้าใช้งานทั่วไปจะทำเวลาได้ประมาณ 6-7 ชั่วโมง) เป็นไปตามมาตรฐานอัลตร้าบุ๊กยุคใหม่ ไม่มีสิ่งใดหวือหวา

กับราคาค่าตัว 69,990 บาท (สี Champagne Gold) เรียกได้ว่าเป็นพรีเมียมอัลตร้าบุ๊กที่แรงทั้งราคาและประสิทธิภาพ เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้ที่ต้องเดินทางบ่อยและเน้นการทำงานด้านตกแต่งภาพหรือตัดต่อวิดีโอความละเอียดสูงระดับ 2K 4K เป็นสำคัญ Lenovo Yoga 910 เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ด้วยสเปกซีพียูตัวใหม่ล่าสุดของปีนี้ ไปถึงแรมที่ให้มามากถึง 16GB กราฟิกออนชิป Intel HD 620 ที่ให้ประสิทธิภาพที่แรงกว่ารุ่นก่อนหน้ามาก เรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อรองรับคนทำงานระดับบนได้อย่างดี

ข้อดี

– สเปกโดยรวมรองรับการใช้งานได้หลากหลาย
– หน้าจอความละเอียด 4K
– ตัวเครื่องบางเบาและเอกลักษณ์ของ Lenovo ตระกูล Yoga
– หน้าจอเป็น Multitouch
– ทัชแพดตอบสนองดี
– ลำโพงให้เสียงที่กว้างและดัง

ข้อสังเกต

– ตำแหน่งกล้องเว็บแคมถูกติดตั้งให้เหมาะแก่การใช้งานแบบ Tent มากกว่า
– ราคาเปิดตัวค่อนข้างสูง

Gallery

]]>
Review : Jabra Elite Sport หูฟังไร้สายเพื่อคนรักสุขภาพ วัดหัวใจได้ http://www.cyberbiz.in.th/review-jabra-elite-sport/ Sat, 18 Feb 2017 07:25:09 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25336

IMG_0975

Jabra (จาบร้า) ถือเป็นแบรนด์ผู้ผลิตหูฟังไร้สายจากเดนมาร์ก ซึ่งได้รับความนิยมตั้งแต่สมัยยังเป็นหูฟังบลูทูธสำหรับใช้สนทนาโทรศัพท์ จนปัจจุบัน Jabra แตกไลน์ผลิตภัณฑ์ออกมาจับกลุ่มที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพที่กำลังอยู่ในกระแสตอนนี้

โดย “Jabra Elite Sport” เป็นหูฟังไร้สายในกลุ่ม Wireless sport headphones ตัวใหม่ล่าสุดที่นอกจากขนาดที่เล็กกว่าหูฟังไร้สายทุกรุ่นในกลุ่มแล้ว เรื่องของเสียงและฟีเจอร์เพื่อคนรักสุขภาพก็จัดอยู่ในระดับไฮเอนด์เลยทีเดียว

การออกแบบและสเปก

IMG_0979

IMG_0982

Jabra Elite Sport เป็นหูฟังไร้สายแบบ in-ear ใช้การเชื่อมต่อผ่านสัญญาณบลูทูธ 4.1 รองรับทั้ง iOS และ Android

โดยตัวหูฟังจะถูกเก็บอยู่ในกล่องที่เป็นทั้งกล่องใส่และที่ชาร์จแบตเตอรี หูฟังสามารถใช้งานต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง เมื่อไฟหมดสามารถนำมาใส่กล่องเพื่อชาร์จไฟได้มากสุด 2 ครั้ง หรือคิดเป็นเวลาใช้งานทั้งหมดประมาณ 6 ชั่วโมง หลังจากนั้นต้องนำกล่องไปเชื่อมต่อกับสาย MicroUSB เพื่อชาร์จไฟจากภายนอก (ไม่มีอแดปเตอร์ชาร์จไฟมาให้ แต่สามารถใช้ร่วมกับอแดปเตอร์สมาร์ทโฟน, Power Bank, หรือเชื่อมต่อโดยตรงกับคอมพิวเตอร์ก็ได้)

IMG_0983

IMG_0989

มาดูตัวหูฟัง มองภาพรวมจะเหมือนกับ Apple AirPods ทั้งรูปแบบการใช้งานและแนวคิดการออกแบบ เพียงแต่ Jabra Elite Sport จะเน้นจับกลุ่มคนออกกำลังกายเป็นหลัก ทำให้วัสดุครอบตัวหูฟังทั้งหมดจะผลิตจากยาง ป้องกันน้ำตามมาตรฐาน IP67 สามารถลงน้ำลึก 1 เมตรได้

IMG_0992

นอกจากนั้นตัวหูฟังยังมาพร้อมเซ็นเซอร์ภายในมากมาย เริ่มตั้งแต่ Tri-axis accelerometer รองรับการตรวจจับการเคลื่อนไหว (TrackFit Motion) สำหรับการวิ่งหรือเดินออกกำลังกาย

in-ear heart rate monitor หรือเซ็นเซอร์ตรวจวัดหัวใจ ก็ได้ถูกติดตั้งมากับตัวหูฟังเพื่อใช้ตรวจวัดชีพจรระหว่างออกกำลังกายด้วยเช่นกัน

IMG_0978

มาถึงส่วนหูฟัง Earbuds (EarGels) และ EarWings สามารถเปลี่ยนได้ 3 ขนาด S/M/L มีให้เลือกทั้งเป็นซิลิโคนและโฟม ส่วนสเปกด้านเสียงจะมาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน Passive noise cancelation ด้วย

hearthrough

ส่วนไมโครโฟนรับเสียงสำหรับสนทนาโทรศัพท์ นอกจากมาพร้อมเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน (Advanced noise cancellation technology) จาบร้ายังได้ใส่ฟังก์ชันพิเศษ “HearThrough” มาให้ด้วย

HearThrough จะเป็นการแก้ปัญหาหูฟัง in-ear ที่เมื่อใส่ฟังเพลงวิ่งบนถนน ผู้ใช้มักไม่ได้ยินเสียงรถที่วิ่งอยู่ข้างหลังหรือสัญญาณเตือนต่างๆ แต่เมื่อเราเปิดใช้โหมดนี้ ไมโครโฟนจะรับเสียงรอบตัวเข้ามาที่หูฟัง ทำให้เราได้ยินเสียงสภาพแวดล้อมขณะสวมใส่หูฟังได้

การเชื่อมต่อและใช้งาน

jelitesp-app-1

jelitesp-app-2

การเชื่อมต่อ Jabra Elite Sport สามารถทำผ่านบลูทูธได้ตามปกติ โดยเมื่อเชื่อมต่อเสร็จสิ้นแล้ว สำหรับ iOS จะแสดงสถานะแบตเตอรีทั้งบนแถบสถานะด้านบนและในส่วน Battery บน Notifications แบบเดียวกับ Apple AirPods

ส่วนการใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน “Jabra Sport Life” (มีให้ดาวน์โหลดบน iOS และ Android) เพิ่มเติม

jelitesp-app-3

โดยภายในแอปฯ Jabra Sport Life จะเน้นเรื่องการใช้เซ็นเซอร์จากหูฟังตรวจจับการออกกำลังกาย ตั้งแต่วัดอัตราการเต้นของหัวใจพร้อมบอกโซน VO2 Max สามารถตั้งโปรแกรมออกกำลังกาย ตรวจจับการวิ่ง บอกระยะทางแคลอรี่ที่เผาผลาญไปได้

และที่สำคัญ Jabra Sport Life ยังมาพร้อม Real Time audio coaching โดยระบบจะพูดบอกระยะทาง อัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้เราไม่ต้องคอยดูหน้าจอโทรศัพท์ขณะออกกำลังกาย

jelitesp-button

ส่วนปุ่มคำสั่งที่ตัวหูฟัง (ใช้การกดลงไป) เริ่มจากหูซ้ายจะเป็นปุ่ม +/- เพิ่มลดระดับเสียง หูขวา ปุ่มบนเป็น Sport Button

โดยกด 1 ครั้งจะเรียกแอปฯ Jabra Sport Life
กดค้างไว้ จะเป็นการเริ่มออกกำลังกาย (Workout) และระหว่างโหมด Workout ทำงานกดค้างไว้ 1 วินาทีจะเป็นการหยุดชั่วคราวและกดค้างไว้อีก 1 วินาทีจะเป็นการเริ่ม Workout ต่อ

ส่วนการควบคุมการเล่นเพลง รับและวางสายโทรศัพท์สามารถกดปุ่มคำสั่งด้านล่าง (วงกลม) ส่วนการเล่นเพลงถัดไปหรือก่อนหน้า ต้องกดปุ่มเพิ่มลดระดับเสียงค้างไว้ 1 วินาที และสุดท้ายการเปิดปิดโหมด Hearthrough ให้กดปุ่มวงกลม (หูขวา) 2 ครั้งติดกัน

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

IMG_0995

การทดสอบประสิทธิภาพเรื่องเสียง ถ้าเทียบกับ Apple AirPods ที่มีราคาใกล้ๆกันและรูปแบบใช้งานไม่ต่างกัน (Jabra Elite Sport ราคา 9,700 บาท AirPods ราคา 6,900 บาท) ต้องกล่าวว่าคุณภาพเสียงที่ได้ใกล้เคียงกันมาก (คุณภาพเสียงกลางๆไม่ได้เด่นไปทางใดทางหนึ่ง) แต่ AirPods จะให้เวทีเสียงที่กว้างกว่า Jabra Elite Sport นอกนั้นแทบไม่แตกต่างกันแต่อย่างใด

ด้านการสวมใส่ทำได้กระชับดี แต่เรื่องน้ำหนักและความสบายเมื่อสวมใส่เป็นเวลานาน ถือว่าทำได้กลางๆเท่านั้น ยิ่งเมื่อเทียบกับ AirPods ที่ขึ้นชื่อเรื่อเบามากแล้ว Elite Sport จะใส่แล้วอึดอัดกว่า อีกทั้งแบตเตอรีของตัวหูฟังสำหรับใช้งานต่อเนื่องทำได้เพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น

ในส่วนฟังก์ชัน HearThrough ถือว่าทำได้ดี คุณสามารถฟังเสียงสภาพแวดล้อมพร้อมกับฟังเพลงได้ และถือเป็นฟังก์ชันเด่นที่ควรเปิดใช้เมื่อคุณอยากวิ่งออกกำลังกายบนท้องถนน เพราะระบบนี้ช่วยให้คุณได้ยินเสียงรอบตัวทั้งหมด

สุดท้ายเรื่องการใช้งาน สำหรับ Jabra Elite Sport เกิดมาเพื่อเป็นหูฟังไร้สายสำหรับคนชอบออกกำลังกายอย่างมาก เพราะนอกจากไม่มีสายไฟให้เกะกะคอและมาพร้อมเซ็นเซอร์ต่างๆมากมายแล้ว เรื่องการใช้งานแบบลุยน้ำ ลุยฝนรวมทั้งเหงื่อก็ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยม พร้อมประกัน 3 ปีด้วย

ข้อดี

– กันน้ำ (Waterproof) ตามมาตรฐาน IP67
– ฟังก์ชันตอบสนองคนชอบออกกำลังกายอย่างดี โดยเฉพาะเซ็นเซอร์วัดหัวใจทำงานได้แม่นยำและอ่านค่ารวดเร็ว
– หูฟังใส่แล้วกระชับ ไม่หลุดร่วงง่ายเพราะมี EarWings ช่วย
– เคสเป็นทั้งที่เก็บหูฟังและชาร์จไฟ

ข้อสังเกต

– ปุ่มคำสั่งที่หูฟังต้องใช้แรงกดค่อนข้างมากและการกดเพื่อสั่งงานค่อนข้างซับซ้อนต้องอาศัยการเรียนรู้และจดจำก่อนใช้งานพอสมควร
– คุณภาพเสียงกลางๆ

Gallery

]]>
Review : Blackphone 2 มือถือเน้นปลอดภัย http://www.cyberbiz.in.th/review-blackphone2/ Sat, 11 Feb 2017 16:23:19 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25280

IMG_6823

การออกมาจับกลุ่มลูกค้าเฉพาะทางถือเป็นทิศทางใหม่ของกลุ่มสามารถ โดยเฉพาะในแบรนด์อย่างสามารถ ไอโมบาย ที่จากเดิมสร้างยอดขายถล่มทลายจากการเป็นเฮาส์แบรนด์ไทย แต่ปัจจุบันตลาดดังกล่าวโดนการแข่งขันที่รุนแรงจากโอเปอเรเตอร์ จึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอดในตลาด

Blackphone 2 จึงกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่กลุ่มสามารถ นำมาใช้ในการเจาะตลาดซิเคียวริตี้โดยเฉพาะ เน้นไปที่ความปลอดภัยของข้อมูลที่อยู่ภายในเครื่องเป็นหลัก แถมด้วยการโทรศัพท์แบบเข้ารหัสผ่านระบบของไซเลนเซอร์เคิล ที่จะเหมาะกับกลุ่มนักธุรกิจ หรือกลุ่มที่ต้องการใช้งานสมาร์ทโฟนแบบปลอดภัย

ในแง่ของสเปก Blackphone 2 ถืงจะไม่ได้อยู่ในระดับไฮเอนด์ แต่ก็ถือว่าเพียงพอกับการใช้งาน เพราะหลักๆแล้วจะเน้นไปที่การเข้ารหัสข้อมูลมากกว่า ไม่ได้เน้นในแง่ของการประมวลผลที่แรงๆ เพื่อการเล่นเกม หรือใช้สำหรับความบันเทิง

การออกแบบ

รูปทรงของ Blackphone 2 จะเน้นไปที่ความเรียบง่าย ตัวเครื่องมีเฉพาะสีดำ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความลึกลับ ตรงกับชื่อรุ่นว่าเป็น Blackphone โดยจะมีกระจกครอบทั้งหน้าและหลังเพิ่มความหรูหรา ทำให้ตัวเครื่องติดรอยนิ้วมือได้ค่อนข้างง่าย ขนาดตัวเครื่องจะอยู่ที่ 76.4 x 152.4 x 7.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 165 กรัม

IMG_6806ด้านหน้าอย่างที่บอกไปว่า Blackphone 2 จะครอบด้วยกระจกหน้า ซึ่งใช้กระจก Gorilla Glass เพื่อเพิ่มความแข็งแรง โดยมีขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) ส่วนบนหน้าจอมีช่องลำโพงสนทนา และกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล

IMG_6824

ถัดลงมาล่างหน้าจอเป็นปุ่มควบคุมไม่ว่าจะเป็นปุ่มโฮม ปุ่มย้อนกลับ และ Recent Apps ที่สามารถใช้สลับแอปพลิเคชันที่ใช้งาน รวมถึงปิดแอปที่ใช้งานทั้งหมดได้ด้วย ในจุดนี้ผู้ใช้สามารถตั้งเพิ่มเติมได้ว่า จะให้เครื่องดับหน้าจอเมื่อมีการสัมผัสปุ่มโฮม 2 ครั้ง ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน

IMG_6810

ด้านหลังก็จะเป็นกระจกเช่นเดียวกัน โดยจะมีสัญลักษณ์ของ Silent CIrcle อยู่ตรงกึ่งกลาง ส่วนมุมบนจะมีกล้องความละเอียด 13 ล้านพิกเซลที่ใช้เซ็นเซอร์แบบ BSI พร้อมไฟแฟลขแบบ Dual LED ส่วนล่างบริเวณลำโพงมีสกรีนชื่อรุ่น Blackphone และสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานต่างๆ ตัวเครื่องไม่สามารถถอดฝาหลังได้ ภายในจะมีแบตเตอรี Li-Polymer ขนาด 3,060 mAh รองรับระบบ Quick Charge 2.0

IMG_6831IMG_6832IMG_6830IMG_6833

ขอบเครื่องจะใช้สีดำด้านเพื่อให้เครื่องดูสวยงามมากขึ้น พร้อมกับความโค้งมนเล็กน้อย โดยทางด้านซ้ายจะถูกปล่อยว่างไว้ ด้านขวาจะมีปุ่มเปิดปิดเครื่อง และปุ่มปรับระดับเสียง ด้านบนเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. และไมโครโฟนตัวที่ 2 ด้านล่างมีพอร์ตไมโครยูเอสบี และไมค์หลัก

IMG_6817

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องจะมีด้วยกัน 2 กล่อง คือกล่องของตัว Blackphone 2 ที่จะถูกออกแบบมาให้ดูว่าปลอดภัย ด้วยการออกแบบให้ต้องฉีกกล่องเพื่อแกะออกมาใช้งาน รวมถึงแนะนำให้ผู้ใช้งานเช็กให้มั่นใจว่ากล่องไม่ได้ถูกแกะมาก่อน เมื่อถอดกล่องออกมาก็จะพบกับกล่องเล็กๆที่แยกหูฟัง สาย อะเดปเตอร์ (หัวกลม) ตัวเครื่อง และคู่มือออกจากกัน

IMG_6819

อีกกล่องคือที่ทาง ซิเคียวเอเชีย (บริษัทลูกของสามารถไอโมบาย ที่นำ Blackphone2 เข้ามาทำตลาด) แถมมาให้ จะประกอบไปด้วยเคสใส ฟิล์มกระจก ใบรับประกัน คู่มือการใช้งาน และอะเดปเตอร์แบบสองขาที่ใช้ได้ง่ายในประเทศไทย

สเปก

s13

Blackphone 2 จะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 615 ที่เป็น Octa-Core  1.6 GHz RAM 3 GB พื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเครื่อง 32 GB รองรับไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติมสูงสุด 128 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 6.0.1 ที่ครอบด้วย Silent OS อีกทีหนึ่ง ด้านการเชื่อมต่อรองรับทั้ง 3G และ 4G ที่ให้บริการในประเทศไทย พร้อมกับ Wifi มาตรฐาน 802.11 b/g/n/ac บลูทูธ 4.0 GPS

ฟีเจอร์เด่น

s01

s04

เนื่องจาก Blackphone 2 จะเน้นไปที่ความปลอดภัยของข้อมูลในการใช้งานเป็นหลัก ดังนั้นจึงได้มีการออกแบบระบบปฏิบัติการ Silent OS ขึ้นมาครอบแอนดรอยด์ เพื่อให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่แน่นอนว่าพื้นฐานของเครื่องก็ยังเป็นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์อยู่ ดังนั้นการใช้งานจึงไม่ต่างไปมาก

s08

สิ่งแรกที่ควรทำหลังจากเริ่มใช้งานเลยคือการสร้างโปรไฟล์ในการใช้งาน ที่สามารถแยกกันได้ 4 รูปแบบ (Spaces Management) เมื่อมีการแยกโปรไฟล์การใช้งานออกจากกันได้ถึง 4 รูปแบบ ทำให้ผู้ใช้ สามารถล็อกอินใช้ LINE หรือ Facebook ส่วนตัว ได้มากกว่า 1 แอคเคาท์ถือเป็นจุดที่น่าสนใจ

เพราะด้วยสมาร์ทโฟนปกติ ถ้าต้องการใช้งาน LINE หลายแอคเคาท์เป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก รวมถึง Facebook ที่ถ้าต้องการล็อกอินหลายๆแอคเคาท์ในเครื่องเดียวกัน จำเป็นต้องใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ หรือแอปพลิเคชันอื่นควบคู่กันไป

s03

ทั้งนี้ ในการแยกพื้นที่ใช้งานออกจากกัน ส่งผลให้ผู้ใช้จำเป็นต้องมีการตั้งรหัส เพื่อรักษาความปลอดภัย ที่แยกกันในแต่ละ Space เพื่อทำการล็อกอินเข้าไปในแต่ละพื้นที่ ถือเป็นการสร้างความปลอดภัยในรูปแบบหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ยังเลือกลึกลงไปได้อีกว่าในแต่ละพื้นที่จะตั้งค่าการใช้งานไว้ในรูปแบบใด

s07

โดยจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบความปลอดภัยคือ Personal Space คือแบ่งพื้นที่การใช้งานส่วนตัวออกมา แบบปกติ จะได้รับการรักษาความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับปกติทั่วไป จากการเข้ารหัสล็อกตัวเครื่อง และการสั่งล้างเครื่องระยะไกลตามปกติ โดยผู้ใช้สามารถสร้าง Personal Space ได้หลายพื้นที่แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 4 รูปแบบ

ถัดมาคือ Silent Space ที่จะสามารถสร้างได้ 1 พื้นที่ต่อ 1 เครื่อง โดยภายใน Silent Space จะกำหนดได้ว่า จะให้รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายที่เชื่อถือได้เท่านั้น หรือจะเลือกเฉพาะโมบายอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่คาดไม่ถึง

s05

นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งได้อีกว่า จะเปิดโหมดการโทรออก รับส่งข้อความ แชร์พิกัด การบันทึกหน้าจอ การใช้งานไมโครโฟน บลูทูธ การติดตั้งแอปพลิเคชัน การแชร์ข้อมูลระหว่างพื้นที่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าต้องการรักษาความลับของข้อมูลขนาดไหน ถ้าใช้งานในพื้นที่นี้ ซึ่งถือเป็นระดับการรักษาความปลอดภัยที่สูงที่สุด

สุดท้ายคือ Managed Space ที่เป็นพื้นที่สำหรับการใช้งานกับภาคองค์กรธุรกิจ ที่สามารถสร้างพื้นที่ขึ้นมาให้พนักงานได้เข้ามาล็อกอินใช้งาน ซึ่งจุดเด่นก็คือส่วนกลางสามารถควบคุมการเข้าถึงข้อมูล และจัดการพื้นที่ใช้งานได้ผ่านอินเทอร์เน็ต

s02

แน่นอนว่า สิ่งสำคัญที่สุดของข้อมูลในสมาร์ทโฟนจะถูกขโมยคือตัวเครื่องหาย หรือถูกขโมย เพื่อให้ระบบของ Silent Circle ปกป้องข้อมูลอย่างสมบูรณ์ ผู้ใช้จำเป็นต้องมีการสมัครบัญชีผู้ใช้กับทาง Silent Circle เพื่อให้สามารถเข้าไปบริหารจัดการเครื่องผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ โดยจะใช้อีเมล และรหัสผ่าน รวมถึงการใช้รหัสยืนยัน (Two-Factor Authentication) เพิ่มอีกครึ่งเพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น

IMG_6838

ขณะเดียวกันก็มีการเพิ่มความปลอดภัยในส่วนของการส่งข้อความ ด้วยการใช้งานระบบ Burn Chat ที่ผู้ใช้สามารถสั่งลบข้อความกรณีที่ส่งผิดพลาด หรือตั้งเวลาลบข้อความอัตโนมัติได้สูงสุด 90 วัน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้มีข้อความหลุดเกิดขึ้นจากการใช้งาน

IMG_6835IMG_6836s09ส่วนความสามารถของ Silent Phone หรือระบบความปลอดภัยในการโทรระหว่างประเทศ เป็นบริการเสริมที่ช่วยให้ผู้ใช้งาน Blackphone 2 สามารถติดต่อโทรศัพท์แบบเข้ารหัสผ่านการโทรจากอินเทอร์เน็ต โดยให้สิทธิพิเศษลูกค้าใช้งานได้ 100 นาทีต่อเดือน นาน 12 เดือนมาด้วย

ทดสอบประสิทธิภาพ

ในส่วนของการทดสอบประสิทธิภาพนั้น โดยภาพรวมเครื่อง Blackphone 2 ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง คะแนนต่างๆที่ทดสอบออกมาไม่ได้สูงมากนัก อยู่ในระดับเดียวกับสมาร์ทโฟนช่วงมิดเอนด์ ดังนั้นอย่างที่บอกไปว่าเครื่องจะเน้นไปในแง่ของความปลอดภัยมากกว่า
s10s11

สำหรับระยะเวลาการใช้งานบนแบตเตอรี ทดสอบจาก PC Mark ด้วยการเปิดเครื่องให้ทำงานต่อเนื่องเมื่อแบตลดลงมาเหลือที่ 20% จะใช้ได้ราว 8.13 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าใช้งานจนแบตหมดก็อาจจะอยู่ใกล้ๆ 9 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าทำได้ค่อนข้างดี

s12

สรุป

Blackphone 2 ถือเป็นสมาร์ทโฟนสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่เน้นในแง่ของความปลอดภัยของข้อมูลภายในเครื่องเป็นหลัก จากตัวเครื่องที่มีการแยกใช้งานชัดเจนระหว่างการใช้งานทั่วไปกับการใช้เพื่อทำงานโดยเฉพาะ บวกกับการที่มี Silent Phone มาให้ใช้งานช่วยให้สามารถพูดคุยธุระในแบบส่วนตัวได้สะดวกขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในแง่ของสเปกการใช้งาน Blackphone 2 ไมไ่ด้เป็นเครื่องในระดับไฮเอนด์มากนัก แต่ก็ถือว่าเพียงพอกับการใช้งานทั่วๆไป ส่วนในแง่ของความสามารถด้านมัลติมีเดียถือว่าไม่ค่อยสมราคาเท่าไหร่ จากคุณภาพของกล้องที่อยู่ในระดับพอใช้

ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดในแง่ของการที่ต้องสั่งล้างข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ถ้าตัวเครื่องถูกถอดซิมการ์ด ทำให้เครื่องไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ผู้ที่ขโมยเครื่องไปแม้ว่าจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ แต่ก็สามารถหาวิธีล้างเครื่องเพื่อนำไปใช้ได้อยู่ดี และที่สำคัญคือห้ามลืมพาสเวิร์ดในการใช้งานเด็ดขาด สำหรับผู้ที่แยกใช้งานหลายบัญชี

ข้อดี

สมาร์ทโฟนที่เน้นในแง่ของความปลอดภัยเป็นหลัก

– Silent Phone โทรฟรีทั่วโลก 100 นาทีต่อเดือน

ระบบสั่งล้างข้อมูลระยะไกล

ข้อสังเกต

ราคาค่อนข้างสูง

ยังไม่มีการนำระบบรักษาความปลอดภัยยุคใหม่อย่างสแกนลายนิ้วมือ / ม่านตามาใช้ มีแต่การป้อนรหัสเพียงอย่างเดียว

เหมาะกับผู้ใช้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น เพราะถ้าเป็นคอนซูเมอร์ทั่วไป ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้

Gallery

]]>