CBIZ Reviews – Manager Online http://www.cyberbiz.in.th เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Wed, 16 Aug 2017 08:20:58 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.7.2 Review : WD My Passport SSD เอสเอสดีพกพา ตัวเล็กแรงดีเพื่อขาฮาร์ดคอร์ http://www.cyberbiz.in.th/review-wd-mypassport-ssd/ Tue, 15 Aug 2017 10:20:14 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26879

My Passport ถือเป็นกลุ่มสื่อบันทึกข้อมูลเน้นพกพาจาก WD (Western Digital) ที่ได้รับความนิยมสูงและมีรุ่นย่อยออกมาวางจำหน่ายมากมายหลากหลายรูปแบบ มาวันนี้ทาง WD ก็ได้ฤกษ์เปิดรุ่นย่อยใหม่ในกลุ่ม My Passport กับสื่อบันทึกข้อมูลระดับบนในรูปแบบ SSD กับชื่อรุ่น “WD My Passport SSD” ที่มีความจุให้เลือกตั้งแต่ 256GB ถึง 1TB

การออกแบบและสเปก

WD My Passport SSD ถูกออกแบบบนดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม My Passport ที่วางขายในปี 2017 โดยวัสดุพื้นฐานจะเป็นพลาสติกน้ำหนักเบาทั้งหมด โดยในรุ่น SSD ด้านบนจะเป็นสีดำด้านส่วนด้านล่างเป็นสีเงินพร้อมการเล่นลวดลายให้ดูหรูหรา โดยขนาด My Passport SSD จะกว้างเพียง 45 มิลลิเมตร ยาว 90 มิลลิเมตร หนา 10 มิลลิเมตร น้ำหนักเบา และที่สำคัญรองรับการตกกระแทกที่ความสูงถึง 1.98 เมตรได้อย่างสบายๆ

ด้านการเชื่อมต่อเป็น USB-C (มีสายมาให้พร้อมหัวแปลง USB-A) รองรับมาตรฐานเชื่อมต่อตั้งแต่ USB 2.0 (480Mb/s) USB 3.0 (5Gb/s) และ USB 3.1 Gen1/2 (สูงสุด 10 Gb/s) โดยความเร็วของ SSD ที่ติดตั้งไว้ภายในจะรองรับความเร็วในการอ่านเขียนสูงสุดที่ 515 MB/s

และจุดเด่นของ WD ที่มีมาให้ทุกรุ่นก็คือรองรับระบบ “Hardware Encryption” สามารถเข้ารหัสป้องกันข้อมูลใน My Passport SSD แบบ 256-bit AES ผ่านซอฟต์แวร์ที่แถมมาให้ได้

ในส่วนฟอร์แมตของ My Passport SSD หลังจากเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ครั้งแรก ทางโรงงานจะตั้งค่าเริ่มต้นเป็น exFat เพื่อให้สามารถใช้กับ Windows, Mac และเชื่อมต่อเครื่องเล่นเกมคอนโซล PS4, XBOX One ได้ทันที พร้อมพื้นที่ใช้งานสำหรับรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบ 512GB จะอยู่ที่ 476GB

ทดลองเชื่อมต่อกับ PS4 Pro ผ่านพอร์ต USB 3.1 จะมองเห็น 470.2GB ส่วนคนใช้ Mac แล้วต้องการใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพแนะนำให้ฟอร์แมต My Passport SSD ใหม่ตามรูปแบบที่ต้องการ

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

เริ่มจากการทดสอบเชื่อมต่อกับพีซี (Windows 10) เสียดายที่คอมพิวเตอร์ที่ทีมงานนำมาใช้ทดสอบรองรับมาตรฐาน USB แค่เวอร์ชัน 3.0 เท่านั้น แต่ผลทดสอบถือว่า My Passport SSD (512GB) ทำได้สูงและแรงมาก จากภาพจะเห็นว่าการทดสอบ Seq สามารถทำคะแนนอ่านได้สูงถึง 262.2MB/s ส่วนการเขียนข้อมูลอยู่ที่ 166.3MB/s นี่ขนาดแค่ทดสอบกับ USB3.0 รุ่นเก่า ถ้าเป็น USB 3.1 Gen 2 หรือเชื่อมต่อกับแมคใหม่ที่เป็นพอร์ต Thunderbolt 3 จะแรงเต็มสูบขนาดไหน (มีคนบอกว่าวิ่งประมาณ 400MB/s เลย ถือเป็นเป็นความเร็วที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันแล้ว)

ด้านการทดสอบคัดลอกไฟล์ ทีมงานเลือกคัดลอกไฟล์ขนาด 60GB จาก SSD Samsung 840 EVO (SATA 6Gb/s) ความเร็วในการคัดลอกไฟล์อยู่ที่ 168MB/s ตลอดการคัดลอกไฟล์เรียกได้ว่ากราฟประสิทธิภาพนั้นนิ่งไม่มีความเร็วแกว่งให้เห็นเลย

สุดท้ายเพิ่มความฮาร์ดคอร์นำ My Passport SSD 512GB ไปเชื่อมต่อกับเครื่องเกม PS4 Pro ผ่านพอร์ต USB 3.1 Gen 1 โดยเกมที่ใช้ทดสอบจะเป็น Horizon Zero Dawn จากโซนี่ ผลลัพท์ที่ได้ ทีมงานลองทดสอบเทียบกับฮาร์ดดิสก์จานหมุนที่ติดตั้งมากับ PS4 Pro พบว่า My Passport SSD ทำเวลาโหลดฉากได้รวดเร็วกว่าเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว (ลองรับชมคลิปวิดีโอด้านบนได้) และตลอดการทดสอบเล่นกว่า 1 วันเต็ม (ประมาณ 10 ชั่วโมง) ไม่พบอาการผิดปกติแต่อย่างใด ทุกอย่างทำงานได้รวดเร็วลื่นไหลดี

ด้านความร้อน ถ้าทำงานเต็มประสิทธิภาพถือว่าค่อนข้างความร้อนสูงอยู่ (น่าจะประมาณ 50 องศาเซลเซียสขึ้นไป) แต่เมื่อการโหลดข้อมูลเสร็จสิ้นความร้อนลดลงค่อนข้างเร็วเช่นเดียวกัน

สำหรับราคา WD My Passport SSD เริ่มต้น 256GB อยู่ที่ 3,990 บาท 512GB (รุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบ) อยู่ที่ 7,990 บาท และ 1TB อยู่ที่ 15,990 บาท ถือว่าด้านราคาก็ไฮเอนด์สมกับประสิทธิภาพที่ได้เช่นกัน

ใครมีงบและกำลังมองหาสื่อเก็บข้อมูลพกพาประสิทธิภาพสูง ทั้งคนที่กำลังคิดขยายพื้นที่เครื่องเล่นเกม PS4 XBOX One ไปถึงคนทำงานที่จำเป็นต้องใช้สื่อเก็บข้อมูลพกพาประสิทธิภาพสูง หรือผู้ใช้แอนดรอยด์รุ่นใหม่ที่เป็นพอร์ต USB-C และกำลังมองหาสื่อเก็บข้อมูล External Storage ให้สมาร์ทโฟนอยู่ ลองมอง My Passport SSD เป็นอีกหนึ่งทางเลือกครับ เพราะนอกจากประสิทธิภาพที่สูงแล้ว ด้านการพกพาและความทนทานยังถือว่าทำได้ดีมากอีกด้วย

ข้อดี

– ขนาดเล็ก น้ำหนักเบามาก ทนทาน
– รองรับ USB หลากหลายตั้งแต่ Type-C Type-A Thunderbolt 3 ใน Mac ใหม่
– สามารถเชื่อมต่อกับแอนดรอยด์ที่ใช้พอร์ต USB-C ได้โดยตรงเหมือนแฟลชไดร์ฟ
– ประสิทธิภาพสูงทั้งใช้งานแบบสตรีมไปถึงใช้เก็บข้อมูลหลักในการเล่นเกม
– ประกัน 3 ปี

ข้อสังเกต

– ราคาสูง (แต่จริงๆราคาก็ประมาณเราซื้อ SSD แบบ 2.5″ อยู่แล้ว) คนเน้นซื้อมาเก็บข้อมูลไว้เฉยๆไม่แนะนำ และการเชื่อมต่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดแนะนำให้เชื่อมต่อกับ USB 3.0 ขึ้นไป

]]>
Review : Moto Z2 Play รุ่นรองท็อป เน้นแบตอึด สเปกเกือบสุด http://www.cyberbiz.in.th/review-moto-z2-play/ Mon, 14 Aug 2017 07:20:36 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26776

ไม่รู้ว่า Motorola มองตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยเป็นอย่างไร แต่คงเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้ความสำคัญมากๆ ดังจะเห็นได้จากการที่นำสมาร์ทโฟนในตระกูล Z ซีรีส์ อย่าง Moto Z2 Play เข้ามาเปิดตัวระดับภูมิภาคในประเทศไทย พร้อมเชิญสื่อมวลชนจากประเทศเพื่อนบ้านมาร่วมงานเปิดตัวด้วย

เมื่อเป็นเช่นนั้น ความคาดหวังของ Motorola กับการจำหน่าย Moto Z2 Play ในประเทศไทยคงไม่ใช่เล่นๆ และคิดว่าผลตอบรับจะดีเหมือนในรุ่น Z Play ปีที่ผ่านมา ที่กลายเป็นรุ่นสร้างรายได้ให้แก่ Motorola ในประเทศไทย ด้วยการชูเรื่องของแบตที่อึดมาก

แต่พอมาเป็น Z2 Play ไม่รู้ว่า Motorola คิดอย่างไรถึงได้มีการปรับลดแบตเตอรีลง เหลือ 3,000 mAh จากในรุ่น Z Play ที่ให้มาแบบจุใจถึง 3,510 mAh ขณะที่ในส่วนของสเปกตัวเครื่องก็ปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย จากซีพียู Snapdragon 625 เป็น Snapdragon 626 ที่แรงกว่าเดิมราว 10%

การออกแบบ

ในแง่ของการออกแบบ Moto Z2 Play ถอดแบบมาจากในรุ่นก่อนหน้าอย่าง Z และ Z Play ที่กลับมานำภาพของ Moto Razr มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบให้เครื่องเน้นความบางมาก โดยมีขนาดเครื่องที่ 156 x 76.2 x 5.99 มิลลิเมตร น้ำหนัก 145 กรัม

ด้านหน้าหลักๆเลยคือหน้าจอ Super AMOLED 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล 441 ppi โดยมีลำโพงสนทนา โลโก้ Moto กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และไฟแฟลชอยู่ขอบบน ส่วนบอล่างจะมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่เท่านั้น

ด้านหลังตัวเครื่องจะดูเปลือยๆ เพราะออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับ Moto Mods ที่เป็นอุปกรณ์เสริมอย่างฝาหลัง หรือแบตเสริมที่สามารถหาซื้อเพิ่มเติมได้ ทำให้จะเห็นว่าบริเวณกล้องหลัก 12 ล้านพิกเซล และไฟแฟลชจะนูนขึ้นมาจากตัวเครื่อง ส่วนล่างก็จะมีขั้วทองแดงสำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริม

ด้านซ้ายตัวเครื่องถูกปล่อยว่างไว้ ด้านขวาจะมีปุ่มเปิดปิดเครื่อง และปุ่มปรับระดับเสียง

ด้านบนมีช่องใส่ถาดซิม 2 ซิม และไมโครเอสดีการ์ด ที่สามารถใช้งานพร้อมกันได้ทั้งหมด กับช่องไมโครโฟนที่ 2 ด้านล่างมีพอร์ต USB-C และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องจะประกอบไปด้วยตัวเครื่อง อะเดปเตอร์ สาย USB-C และหูฟังแบบ in-Ear

สเปก

สำหรับสเปกภายในของ Moto Z2 Play จะมากับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 626 Octa-Core 2.2 GHz RAM 4 GB พื้นที่เก็บข้อมูลในตัวเครื่อง 64 GB สามารถใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มได้สูงสุด 256 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 7.1 (Nougat)

ด้านการเชื่อมต่อตัวเครื่องรองรับ 3G/4G แบบ 2 ซิม ที่แยกช่องกับไมโครเอสดีการ์ด ทำให้สามารถใส่ซิมหลักใช้งาน 4G ซิมรองสแตนบาย 3G ได้ ส่วน WiFi มาตรฐาน 802.11 a/b/g/n บลูทูธ 4.2 พร้อม NFC แบตเตอรีภายในอยู่ที่ 3,000 mAh

ฟีเจอร์เด่น

อย่างที่รู้กันว่า Motorola เคยเข้าไปอยู่ภายใต้ร่มธงของกูเกิลมาพักหนึ่ง ก่อนที่จะทางเลอโนโวจะซื้อออกมา ทำให้สิ่งหนึ่งที่ติดตัวมาด้วยคือการเป็น Pure Android Phone ที่ไม่ได้มีการนำอินเตอร์เฟสมาครอบ และในขณะเดียวกันก็ทำให้ตัวเครื่องได้รับการอัปเดตแอนดรอยด์เวอร์ชันใหม่ได้เร็วขึ้นด้วย

โดยในหน้าแรกของ Z2 Play จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆคือ ส่วนบนที่เป็นแถบแจ้งเตือน ซึ่งสามารถลากลงมาเพื่อเข้าไปตั้งค่าด่วนต่างๆได้ ถัดลงมาตรงกลางหน้าจอไว้สำหรับนำวิตเจ็ตต่างๆมาใส่ ส่วนล่างจะเป็นแถบเมนู (แสดง 5 ไอค่อนลัด) เมื่อปาดนิ้วขึ้นก็จะเข้าสู่หน้ารวมแอป

เบื้องต้นแอปที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องจะเป็นแอปพลิเคชันพื้นที่ ที่เพิ่มเข้ามาก็จะมีพวกตัวจัดการพลังงาน Moto Actions และ Moto Mods ต่างๆ ที่เป็นส่วนเสริมของทาง Motorola รวมกับบริการต่างๆของกูเกิลที่เป็นพื้นฐาน

ดังนั้น Moto Actions จึงกลายเป็นจุดขายเดียวของ Z2 Play รวมถึงเครื่องรุ่นอื่นๆของ Moto อย่างการเขย่าเครื่องเพื่อเปิดใช้งานไฟฉาย บิดเครื่องไปมาเข้าโหมดกล้อง ปัดหน้าจอเพื่อย่อหน้าต่างลง ยกเครื่องเพื่อปิดเสียงสายเรียกเข้า พลิกเครื่องให้เข้าโหมดห้ามรบกวน

รวมถึง Moto Display อย่างการตั้งค่าให้ตัวเครื่องเข้าสู่โหมดตัดแสงสีฟ้า เพื่อถนอมสายตาในช่วงที่ใช้งานตอนกลางคืน โดยสามารถตั้งระยะเวลาได้เอง สุดท้ายก็คือ Moto Voice หรือการใช้คำสั่งเสียง ร่วมกับทาง Google Assistance ในการสั่งงานเครื่อง

ที่เหลือก็จะเป็นฟังก์ชันที่มากับฮาร์ดแวร์ตัวเครื่อง อย่างการที่เครื่องรองรับการใช้งาน 2 ซิม พร้อมกับใส่ไมโครซิมการ์ดได้พร้อมกัน ไม่ได้เป็นถาดแบบไฮบริดที่จะเลือกใส่งาน โดยตัวซิม 2 ก็จะสแตนบายใข้งานบน 3G ได้ตามปกติ หรือจะสลับใช้งาน 4G/3G กับซิมแรกก็ทำได้

สุดท้ายในส่วนของโหมดกล้อง Z2 Play ทำออกมาได้กลางๆ ไม่ได้โดดเด่นมากนัก โดยในโหมดมืออาชีพจะเปิดให้สามารถปรับตั้งค่าได้ส่วนหนึ่ง แต่จะเน้นไปที่การใช้งานบนโหมดอัตโนมัติมากกว่า ตัวอินเตอร์เฟสกล้องก็จะเน้นใช้งานง่ายๆเป็นหลัก

ทดสอบประสิทธิภาพ

Antutu Benchmark = 68,285 คะแนน
Quadrant Standard = 21,415

Geekbench 4
Single-Core = 914 คะแนน
Multi-Core = 4,642 คะแนน
Compute = 3,267 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 5,671 คะแนน
CPU Tests = 137,932 คะแนน
Memory Tests = 6,598 คะแนน
Disk Tests = 43,593 คะแนน

2D Graphics Tests = 3,894 คะแนน
3D Graphics Tests = 1,380 คะแนน

PC Mark
Work 2.0 = 4,979 คะแนน
Computer Vision = 2,557 คะแนน
Storage = 5,626 คะแนน
Work = 6,008 คะแนน

3D Mark
Sling Shot Extreme Unlimited = 515 คะแนน
Sling Shot Unlimited = 460 คะแนน
Sling Shot Extreme = 866 คะแนน
Sling Shot = 848 คะแนน
Ice Storm Extreme = 8,425 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 14,123 คะแนน
Ice Storm = 12,699 คะแนน

ส่วนระยะเวลาการใช้งานบนแบตเตอรีทั่วๆไปจะอยู่ที่ราวเกือบๆ 11 ชั่วโมง ในการใช้งานต่อเนื่อง ซึ่งถามว่าแบตอึดไหมก็ยอมรับว่าอึด แต่ถ้าเทียบกับรุ่นก่อนอย่าง Z Play ยังทำได้ไม่เทียบเท่า ขณะที่ระยะเวลาในการชาร์จแบตจนเต็มจะอยู่ราว 2 ชั่วโมงนิดๆ

สรุป

ถ้าไม่นำ Moto Z2 Play ไปเทียบกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Z Play ที่ทำได้ครบถ้วนรอบด้าน แต่พอมาใน Z2 Play กลับไม่ได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเท่าที่ควร เพราะสิ่งที่ Motorola ทำคือการเปลี่ยนซีพียู ที่โอเวเอร์คล็อกความเร็วให้สูงขึ้น ส่วนสเปกรวมๆด้านอื่นๆ มีการพัฒนาเพิ่มเติมเล็กน้อยเท่านั้น และที่สำคัญคือเปิดตัวมาในราคาเท่ากันที่ 15,900 บาท

จุดเด่นที่เคยมีใน Z Play อย่างแบตอึด พอลดขนาดแบตลง แม้ว่าจะมีการบริหารจัดการแบตเตอรีที่ดีขึ้น แต่ก็ช่วยยืดระยะเวลาใช้งานได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ประกอบกับการที่เป็น Pure Android ที่ไม่ได้มีอินเตอร์เฟสครอบให้ใช้งาน แต่เน้นไปที่การเพิ่มความสะดวกในการใช้จาก Actions ต่างๆแทน

ที่ยังพึ่งพาได้ก็จะเหลือแต่ Moto Mods ที่มีอุปกรณ์ให้เลือกเล่นเพิ่มมากขึ้น แต่แน่นอนว่าเมื่อเป็นอุปกรณ์เสริมก็ต้องซื้อเพิ่ม ในจุดนี้คงต้องดูว่าจะมีผู้บริโภคสักกี่คนที่อินกับอุปกรณ์เสริมที่จะมาช่วยทำให้ Z2 Play น่าสนใจขึ้น

ข้อดี

  • ตัวเครื่องส่วนที่บางสุด 5.99 มม.
  • เป็นรุ่นรองท็อปที่เน้นความครบเครื่อง มากกว่าสเปกแรงๆ
  • Moto Actions ที่มาช่วยให้ใช้งานบางฟีเจอร์สะดวกขึ้น
  • รองรับการใช้งาน Moto Mods เพิ่มเติม

ข้อสังเกต

  • สเปกอัปขึ้นมาจากรุ่นปีที่แล้วนิดเดียว
  • แบตเตอรี่น้อยลง เปลี่ยนไปใช้การบริหารทรัพยากรเครื่องให้แบตอึดแทน
  • ไม่มี Moto Shell แถมมาให้ ทำให้หลังเครื่องโล้นๆ
  • ถ้าไม่ได้ซื้อ Moto Mods มาใช้เพิ่มก็ไม่มีจุดเด่นอะไรต่างจากแบรนด์อื่น

Gallery

]]>
Review : HP Pavilion x360 (2017) โน้ตบุ๊ก 360 องศา จอสัมผัส มีปากกา http://www.cyberbiz.in.th/review-hp-x360/ Sun, 13 Aug 2017 09:58:57 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26842

ห่างหายจากการรีวิวโน้ตบุ๊กในกลุ่ม Convertible ไปเสียนาน มาวันนี้ HP (เอชพี) นำ Pavilion x360 มาอัปเกรดสเปกปี 2017 พร้อมความสามารถใหม่กับการรองรับปากกา Digital Pen ที่รองรับ Windows Ink บน Windows 10 อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมหน้าจอพับเปลี่ยนมุมมองได้แบบ 360 องศา สามารถใช้เป็นโน้ตบุ๊กพิมพ์งานหรือพับจอเป็นแท็บเล็ตก็สามารถทำได้อย่างไร้รอยต่อ

การออกแบบ

ขึ้นชื่อว่าเป็นโน้ตบุ๊กประเภท “Convertible PC” เพราะฉะนั้นความสามารถหลักของ x360 จะอยู่ในเรื่องของหน้าจอสามารถพับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ถึง 4 รูปแบบหลักได้แก่ Stand, Tent, Laptop และ Tablet (ตามภาพประกอบด้านบน) พร้อมหน้าจอสัมผัสและรองรับ Digital Pen ขนาด 14 นิ้วแบบ IPS LED ความละเอียด 1,920×1,080 พิกเซล 

ด้านวัสดุรอบตัวเครื่องจะเป็นอะลูมิเนียมพร้อมบานพับจอภาพผลิตจากเหล็กสามารถป้องกันฝุ่นละอองและทนทานต่อการสึกหรอ ส่วนน้ำหนักจะอยู่ประมาณ 1.4 กิโลกรัม

อีกจุดที่น่าสนใจ x360 ปี 2017 ยังมาพร้อมกล้อง Web Cam พร้อมเลนส์มุมกว้าง 88 องศา รองรับการใช้งานในลักษณะประชุมเป็นหมู่คณะ อีกทั้งตัวกล้องยังมาพร้อมเซ็นเซอร์อินฟราเรดเพื่อใช้ร่วมกับ Windows Hello ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ด้านล่างตัวเครื่อง HP เพิ่มความแข็งแรงด้วยการเลือกใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียมแบบชิ้นเดียว ส่วนภายในมาพร้อม HP 3D DriveGuard ซึ่งช่วยให้ระหว่างใช้งานถ้าเกิดอุบัติเหตุโน้ตบุ๊กตกกระแทกกับพื้น ระบบดังกล่าวจะสั่งให้ฮาร์ดดิสก์หยุดทำงานเพื่อป้องกันความเสียหาย

ในส่วนแป้นพิมพ์จะเป็นคีย์แบบ Full Size รุ่นขายบ้านเรามีสกรีนไทยพร้อมไฟส่องสว่างใต้คีย์สำหรับใช้งานในที่มืด ด้านล่างเป็น TrackPad ส่วนบนสุดเป็นลำโพงสเตอริโอจาก B&O (Bang & Olufsen) เสียดายไม่มีซัฟวูฟเฟอร์ติดตั้งมาให้

มาดูรอบตัวเครื่องกันบ้าง เริ่มจากด้านซ้ายมือ จะเป็นที่อยู่ของปุ่มเปิดปิดเครื่องพร้อมไฟแสดงสถานะการทำงาน ถัดมาเป็นช่องระบายความร้อน ช่องหูฟัง/Headset ขนาด 3.5 มิลลิเมตร ปุ่มปรับระดับเสียงและไฟแสดงการทำงานของฮาร์ดดิสก์

อีกด้านจะเป็นที่อยู่ของช่องอ่านการ์ด SD Card, USB-C (เพิ่มเข้ามาจากรุ่น 2016), USB, HDMI และช่องเชื่อมต่ออะแดปเตอร์ชาร์จไฟบ้านพร้อมไฟแสดงสถานะการชาร์จ (สีส้มกำลังชาร์จแบตเตอรี – สีขาวแบตเตอรีเต็ม)

มาถึงไฮไลท์เด็ดของ Pavilion x360 (2017) ก็คือปากกา “Digital Pen” ที่ออกแบบมารองรับแรงกดหลายระดับ เน้นการใช้งานทั้งเขียนข้อความและวาดภาพได้ พร้อมรองรับฟีเจอร์ Windows Ink ใน Windows 10 อย่างเต็มรูปแบบ โดยตัวปากกาถูกออกแบบการจับถือให้เหมือนปากกาจริงพร้อมปุ่มคำสั่ง 2 ปุ่ม (ค่ามาตรฐานกดค้างไว้จะเป็นยางลบ) สามารถตั้งค่าเพิ่มเติมได้ผ่าน Settings ใน Windows 10

นอกจากนั้นตัวปากกายังจำเป็นต้องใส่ถ่านขนาด AAA จำนวน 1 ก้อนด้วย

สเปก

นอกจากตัวโน้ตบุ๊กจะให้วินโดวส์ 10 ลิขสิทธิ์แท้มาแล้ว ในส่วนซอฟต์แวร์ภายในที่โดดเด่นได้แก่ B&O PLAY ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ X360 สามารถปรับแต่งเสียงลำโพงได้ตามต้องการ นอกจากนั้นในส่วนไมโครโฟนยังรอบรับระบบตัดเสียงรบกวนรอบข้างด้วย

HP CoolSense เป็นเทคโนโลยีเกี่ยวกับการควบคุมระบบระบายความร้อนของ HP เมื่อระบบตรวจจับได้ว่าโน้ตบุ๊กไม่ได้วางไว้บนโต๊ะ (อาจถือใช้งาน หรือวางบนตัก) ระบบจะปรับรอบพัดลมพร้อมควบคุมอุณหภูมิพื้นผิวทั้งส่วนบนและใต้โน้ตบุ๊กให้อยู่ในระดับพอดี ไม่ร้อนเกินไปแม้ระบบจะกำลังทำงานเต็มประสิทธิภาพอยู่ก็ตาม

HP Orbit! เป็นฟีเจอร์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถจับคู่สมาร์ทโฟน (iOS และ Android) กับโน้ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์ของ HP เพื่อให้ผู้ใช้สามารถโยนไฟล์รูป เอกสารหรือจะสั่งให้กล้องบนสมาร์ทโฟนถ่ายภาพและส่งภาพจากสมาร์ทโฟนเข้ามาสู่คอมพิวเตอร์ของ HP ได้อย่างง่ายผ่านฟีเจอร์ดังกล่าว

รองรับ Windows Ink อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า X360 ปี 2017 จะมาพร้อมปากกา Digital Pen รองรับ Windows Ink เต็มรูปแบบ ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกดาวน์โหลดแอปฯวาดเขียนจาก Windows Store มาใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงการปรับรูปแบบและตั้งค่าปากกาสามารถทำผ่านระบบของ Windows 10 ได้ทันที

สุดท้ายเป็นดีลฟรีสำหรับลูกค้า HP กับบริการคลาวด์สตอเรจรับฝากไฟล์อย่าง Dropbox ที่ให้พื้นที่ฟรีถึง 25GB เป็นเวลา 1 ปี ใครเป็นลูกค้า HP อย่าลืมไปรับดีลนี้กันด้วย

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

PCMark 10 = 2,212 คะแนน

Cinebench R15 / OpenGL = 59.86fps, CPU = 352cb

Geekbench 4 / Single-core = 4,000 คะแนน, Multi-core = 7,140 คะแนน

เริ่มจากการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานภาพรวมของตัวเครื่อง ไม่ได้มีความแตกต่างจากอัลตร้าบุ๊ก รุ่นอื่นนักเพราะสเปกซีพียูเหมือนกันหมดทั้งตลาด แต่ X360 ปี 2017 จะมีจุดแตกต่างในเรื่องของแรมที่ HP ใส่มาให้เพียง 4GB ซึ่งถ้าผู้ใช้เน้นพิมพ์งาน ท่องเว็บไซต์ต่างๆหรือจะใช้ตกแต่งรูปเล็กๆน้อยยังถือว่าสามารถใช้งานได้ลื่นไหลดี แต่ถ้าผู้ใช้เป็นคนชอบใช้งานโน้ตบุ๊กแบบหนักหน่วง เช่น ตัดต่อวิดีโอความละเอียดสูงหรือตกแต่งภาพไฟล์ภาพขนาดใหญ่ X360 จะเริ่มแสดงอาการแรมไม่พอให้เห็นบ้าง (ที่ทีมงานพบเจอก็คือตัดวิดีโอ 4K ด้วย Adobe Premiere เปิดพรีวิวไฟล์แล้วเครื่องทำงานช้ามากเมื่อเทียบกับอัลตร้าบุ๊กสเปกเดียวกันแต่มีแรมให้ 8GB DDR4)

 

ส่วนปากกา Digital Pen ถือว่าตอบสนองดีใช้ได้ ตัวปากการองรับแรงกดหลายระดับ ความลื่นไหลถือว่าดีมากเมื่อเทียบกับปากกา Digital Pen ที่ออกแบบมาเพื่อโน้ตบุ๊กประเภท Convertible หลายรุ่น แต่จะมีข้อสังเกตเล็กน้อยตรงที่ปากกาต้องใส่ถ่าน และไม่มีที่เก็บมาให้

ในส่วนแบตเตอรีใช้งานได้ต่อเนื่องได้ประมาณ 6-8 ชั่วโมงสำหรับการใช้งานทั่วไปและตัวเครื่องมาพร้อมฟังก์ชันชาร์จไฟแบบเร็ว (ชาร์จ 90 นาทีได้ 90%) และจุดเด่นในเรื่อง HP CoolSense ยังถือเป็นจุดขายที่ดีของ HP เช่นเดิม

สุดท้ายในส่วนราคาเริ่มต้นที่ 22,990 บาท ถือเป็นโน้ตบุ๊กลูกผสมแท็บเล็ตที่โดดเด่นในเรื่องการใช้งานที่ทำได้หลากหลาย โดยเฉพาะหน้าจอแบบสัมผัสพับได้ 360 องศาและปากกา Digital Pen ทำงานได้แม่นยำ ถือว่าตอบโจทย์ได้ทั้งคนทำงาน (รองรับ e-sign สำหรับนักธุรกิจที่ต้องเซ็นเอกสารดิจิตอลบ่อยครั้ง) ไปถึงนักศึกษาก็สามารถใช้งาน Pavilion x360 ได้เช่นกัน

ข้อดี

– Convertible Notebook หน้าจอสัมผัส พับได้ 360 องศาเปลี่ยนเป็นแท็บเล็ตได้
– ปากกา Digital Pen ใช้งานลื่นไหลดี
– มีระบบ HP CoolSense
– งานประกอบแข็งแรง

ข้อสังเกต

– แรมให้มาน้อย ปัจจุบันขั้นต่ำควรเริ่มที่ 8GB
– ลำโพง B&O ให้เสียงที่ใสเพียงอย่างเดียว (เสียงเบสแทบไม่ได้ยินเลย)
– ดีไซน์ยังคงติดความเป็นโน้ตบุ๊กแบบดั้งเดิมอยู่ ตัวเครื่องค่อนข้างหนา มีน้ำหนักและอะแดปเตอร์ชาร์จไฟมีขนาดใหญ่ไปเมื่อเทียบกับแบรนด์คู่แข่ง

Gallery

]]>
Review : Nikon AF-P DX 10-20mm VR ตอบโจทย์ทั้งสายแลนด์สเคปและสตรีท ในราคาไม่เกินเอื้อม http://www.cyberbiz.in.th/review-nikon1020vr/ Thu, 03 Aug 2017 10:07:44 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26809

วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศจากรีวิวกล้องถ่ายภาพมารีวิวเลนส์กล้อง DSLR ประเภทมุมกว้างพิเศษตัวใหม่ล่าสุดAF-P DX NIKKOR 10-20MM F/4.5-5.6G VR จากนิคอนที่ถูกออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก มีกันสั่น (VR) ในราคาที่ไม่สูงเกินเอื้อม

โดยในวันนี้ทีมงานจะนำเลนส์ AF-P DX NIKKOR 10-20MM F/4.5-5.6G VR มาประกบใช้งานร่วมกับ Nikon D7500 ที่เพิ่งวางขายไปไม่นานมานี้

การออกแบบและสเปก

“AF-P DX NIKKOR 10-20MM F/4.5-5.6G VR” เป็นเลนส์ประเภทมุมกว้างพิเศษ (Ultra-wide angle) สามารถใช้ได้เฉพาะกล้องฟอร์แมต DX (ตัวคูณ) ของนิคอน เช่น D3400 D5600 D7500 ไปถึง D500 (ถ้านำไปใส่กับกล้อง FX จะติดขอบดำ ภาพไม่เต็มเฟรม)

ในส่วนทางยาวโฟกัสจะอยู่ที่ 10-20 มิลลิเมตร หรือเทียบเท่าเลนส์ทางยาวโฟกัส 15-30 มิลลิเมตรของกล้อง FX Format

ด้านตัวเลนส์ แบ่งเป็น 11 กลุ่ม 14 ชิ้นเลนส์พร้อมเลนส์แอสเฟอริคัลจำนวน 3 ชิ้น จำนวนไดอะแฟรม 7 กลีบแบบกลม หน้าเลนส์มีขนาด 72 มิลลิเมตร ระยะโฟกัสใกล้สุด 22 เซนติเมตร และที่สำคัญตัวเลนส์มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว VR 3.5 สต็อปในตัวและมอเตอร์ออโต้โฟกัสเป็นแบบ “สเต็ปปิงมอเตอร์ AF-P” ซึ่งช่วยให้ระบบโฟกัสทำงานเงียบและลื่นไหล

ในส่วนแฟร์ถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐานเลนส์มุมกว้างระดับเริ่มต้น ที่ระยะกว้างสุดเมื่อเปิดรูรับแสงแคบตั้งแต่ f8 ขึ้นไปแฉกแสงถือว่ากำลังดี แต่ทีมงานรู้สึกว่าความเคลียร์ยังสู้ AF-S DX NIKKOR 10-24MM F/3.5-4.5G ED ไม่ได้

ด้านการออกแบบ AF-P DX NIKKOR 10-20MM F/4.5-5.6G VR ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นราคาประหยัด ทำให้ตัวบอดี้เลนส์จะเป็นพลาสติกเกรดเดียวกับเลนส์คิท ไม่มีสวิตซ์ปิดเปิดระบบ VR แต่ด้านหน้าจะมีวงแหวนปรับโฟกัสแบบแมนวลมาให้ ด้านน้ำหนักถือว่าเบามากเพียง 230 กรัมกับขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือ จัดเก็บง่าย พกพาสะดวกสบาย

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

ภาพต้นฉบับ ถ่ายที่ระยะ 10 มิลลิเมตร RAW File ไม่ผ่านการแก้ไขใดๆทั้งสิ้น

ภาพต้นฉบับเดียวกับภาพด้านบนแต่เป็นไฟล์ JPEG ส่งตรงจากกล้อง D7500 จะถูกแก้ไขเรื่องความบิดเบี้ยวขอบภาพ

เริ่มจาก Distortion ตามธรรมเนียมของเลนส์มุมกว้างพิเศษ ยิ่งเป็นระยะอย่าง 10 มิลลิเมตรในรูปแบบ DX หรือ 15 มิลลิเมตรในรูปแบบ FX ภาพที่ได้จากไฟล์ดิบมักเกิดอาการ Barrel Distortion (ภาพป่องออกมา) โดยเลนส์รุ่นนี้ถือว่าออกอาการค่อนข้างมากพอสมควร แต่ทั้งหมดสามารถแก้ไขได้ด้วยซอฟต์แวร์ในตัวกล้องเองหรือเราจะนำมาแก้ไขผ่านซอฟต์แวร์ตกแต่งภาพเองก็ได้

นอกจากนั้นด้านขอบภาพ สำหรับการถ่ายที่ระยะ 10 มิลลิเมตรเลนส์ตัวนี้ยังติด Chromatic Aberration (CA) หรือเกิดความคลาดเคลื่อนสีที่บริเวณขอบภาพ (ติดขอบม่วง-เขียว) ซึ่งอาการนี้จะเริ่มจางหายไปเมื่อผู้ใช้ซูมเลนส์ตั้งแต่ระยะเกิน 10 มิลลิเมตรจนถึง 20 มิลลิเมตร ขอบม่วงเขียวจะจางลง

แต่ทั้งหมดก็ต้องไม่ลืมว่า AF-P DX NIKKOR 10-20mm VR เป็นเลนส์ระดับราคาประหยัดที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ระดับเริ่มต้น เน้นถ่ายสนุกมากกว่าจะเน้นความคมชัดเที่ยงตรงสูง โดยปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด สำหรับกล้องนิคอนซีรีย์ใหม่ เช่น D3400 D5500 D5600 สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวกล้องเอง (คือเปิดฟังก์ชันในกล้อง กดถ่ายปุ๊บภาพออกมาจะเป็นปกติทันที) ส่วนถ้าเป็นผู้ใช้แบบมืออาชีพ ชอบถ่าย RAW ไฟล์จากเลนส์ตัวนี้ต้องแก้ไขความผิดเพี้ยน ผิดพลาดค่อนข้างเยอะพอสมควร

ถ่ายที่ระยะ 20 มิลลิเมตร – f9 – 1/640s – ISO500

ครอป 100% จากภาพบน

ถ่ายที่ระยะ 14 มิลลิเมตร – f9 – 1/640s – ISO500 >ภาพต้นฉบับ<

ถ่ายที่ระยะ 16 มิลลิเมตร – f10 – 1/800s – ISO280

มาดูเรื่องความคมชัดกันบ้าง สำหรับเลนส์ AF-P DX NIKKOR 10-20mm VR ให้คุณภาพภาพระดับกลางๆไม่คมชัดเหมือนเลนส์รุ่นพี่อย่าง AF-S DX NIKKOR 10-24MM F/3.5-4.5G ED ที่มีชิ้นเลนส์เกรดท็อปกว่า (ราคาสูงกว่าด้วย) โดยเฉพาะขอบภาพ ถ้าถ่ายระยะตั้งแต่ 10-12 มิลลิเมตร ที่ค่ารูรับแสง f4.5 ถึงประมาณ 5.6-6 ขอบจะติดเบลอเล็กน้อย (ควรใช้ f8 เป็นต้นไปจะดีสุด) ส่วนตรงกลางจะคมชัดมาก ส่วนที่ระยะ 20 มิลลิเมตร (เทียบเท่า 30 มิลลิเมตรในฟอร์แมต FX) น่าจะถือเป็นระยะที่ให้ภาพคมชัดทั่วทั้งภาพดีสุดเท่าที่ความสามารถเลนส์จะทำได้

ถ่ายที่ระยะ 10 มิลลิเมตร – f4.5 – 1/30s – ISO320

ส่วนการถ่ายระยะใกล้ถือว่าใช้ได้ ดูอเนกประสงค์ แต่อาจมีติดขอบดำเล็กน้อย

ถ่ายที่ระยะ 10 มิลลิเมตร – f4.5 – 1/8s – ISO640

ลองใช้กันภาพสั่นไหว VR ถือถ่ายในที่แสงน้อย โดยเท่าที่ทีมงานทดสอบกับ D7500 ถือถ่ายด้วยมือเดียวจะได้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำสุดประมาณ 1/4-1/8 วินาที ช้ากว่านั้นภาพเริ่มสั่นไหว ส่วนถ้าถือถ่ายสองมือสำหรับทีมงานไซเบอร์เองสามารถทำได้ต่ำสุดระดับ 1/2 วินาที

ตัวอย่างภาพจากเลนส์ AF-P DX NIKKOR 10-20MM F/4.5-5.6G VR + Nikon D7500

ถ่ายที่ระยะ 12 มิลลิเมตร – f10 – 1/640s – ISO160

ถ้าอยู่ในระยะที่เหมาะสม ภาพจะไม่ค่อยบิดเบี้ยว ถือว่าถ้าถ่ายวิว ทิวทัศน์ เลนส์ตัวนี้สอบผ่านในระดับกลางๆค่อนดี แต่ถ้านำไปถ่ายพวกสถาปัตยกรรมที่มีแนวเส้นชัดเจนอาจต้องแก้ไขด้วยซอฟต์แวร์ตกแต่งภาพเล็กน้อย

ถ่ายที่ระยะ 12 มิลลิเมตร – f7.1 – 1/40s – ISO2000
ลองถ่ายภาพบุคคลสไตล์เซลฟี ถือว่าสกินโทนใช้ได้เลยทีเดียว

ถ่ายที่ระยะ 12 มิลลิเมตร – f7.1 – 1/400s – ISO800
ขาสตรีทชอบเก็บบรรยากาศก็สามารถใช้เลนส์ตัวนี้ได้เช่นกัน

สรุปภาพรวมสำหรับเลนส์มุมกว้างพิเศษ “AF-P DX NIKKOR 10-20MM F/4.5-5.6G VR” ถือเป็นเลนส์มุมกว้างพิเศษ (DX) ที่มีความอเนกประสงค์ไม่ต่างจากรุ่นพี่ AF-S DX NIKKOR 10-24MM F/3.5-4.5G ED แต่ข้อดีของเลนส์รุ่นใหม่นี้คือเรื่องของราคาและการเพิ่มฟังก์ชัน VR แถมน้ำหนักยังเบาระดับเลนส์คิท 18-55mm ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ผู้ใช้มือสมัครเล่นมากกว่ารุ่นพี่ทั้ง AF-S DX NIKKOR 10-24MM F/3.5-4.5G ED และ AF-S DX NIKKOR 12-24mm f/4G IF-ED ที่มีราคาค่าตัวแตะ 3 หมื่นบาท ในขณะที่ AF-P DX NIKKOR 10-20MM F/4.5-5.6G VR มีราคาเปิดตัวแค่ 13,500 บาทเท่านั้น

ข้อดี

– เล็ก น้ำหนักเบา
– ระยะเลนส์ใช้งานได้ค่อนข้างอเนกประสงค์
– มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว VR ติดตั้งมาด้วย
– AF-P ออโต้โฟกัสเงียบและลื่นไหลดี
– ในเลนส์มุมกว้างพิเศษตระกูล DX เลนส์รุ่นนี้เหมาะแก่งานวิดีโอที่สุด

ข้อสังเกต

– คุณภาพกลางๆ ขอบภาพติดเบลอเล็กน้อยเมื่อเปิดรูรับแสงกว้าง
– หน้าเลนส์ 72 มิลลิเมตร

Gallery

]]>
Review : Thai WPS Office ซอฟต์แวร์จัดการเอกสารเพื่อคนไทย http://www.cyberbiz.in.th/review-thai-wps/ Fri, 28 Jul 2017 02:44:24 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26751

Thai WPS ถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ใช้ทั่วไปและองค์กรที่มีงบประมาณจำกัดแต่ต้องการซอฟต์แวร์จัดการเอกสาร Office ที่มีประสิทธิภาพในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป “Thai WPS Office” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะซอฟต์แวร์พัฒนาโดยคนไทย (RMI Global Ventures) ร่วมกับ Kingsoft ประเทศจีนกับจุดขายเพื่อเป็นซอฟต์แวร์ออฟฟิซที่ออกแบบมาเพื่อคนไทย รองรับงานเอกสารทุกรูปแบบ ทุกนามสกุลที่ใช้ในโลก รวมถึงตัวซอฟต์แวร์มีขนาดเล็ก (ทั้งหมดไม่เกิน 280MB) ใช้กับพีซีรุ่นเก่า (Pentium II แรม 128MB ได้) อีกทั้งยังสามารถติดตั้งบน Microsoft Windows ทุกรุ่นตั้งแต่ Windows XP ถึง Windows 10 ได้อย่างไม่มีปัญหา 

เปรียบเทียบขนาดซอฟต์แวร์ Microsoft Office 2016 (1.37GB) กับ Thai WPS Office (262MB)

สำหรับ Thai WPS Office จะประกอบไปด้วยซอฟต์แวร์จัดการเอกสาร 3 ตัว ซึ่งเราจะนำมารีวิวให้ชมกันในวันนี้

WPS Writer

WPS Writer เป็นซอฟต์แวร์เน้นงานเอกสาร พิมพ์งาน เทียบได้กับ Microsoft Word และ Google Docs โดยความสามารถของ WPS Writer ด้วยความเป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาในชุด Thai WPS โดยคนไทยทำให้ทางผู้ผลิตเลือกใส่ฟอนต์ราชการไทยอัปเดตล่าสุดอย่าง TH Sarabun PSK/New ไว้ให้ในแพกเกจ รวมถึงมีการบรรจุแบบฟอร์มเอกสารทางราชการและภาคธุรกิจไว้ให้รวมถึงตัวซอฟต์แวร์ยังติดตั้ง “ระบบตรวจคำผิด” ไว้ให้เช่นเดียวกับ Microsoft Word

ส่วนฟังก์ชันใช้งานอื่นๆ WPS Writer จะสามารถแทรกรูป สร้างกราฟได้ตามปกติ ส่วนฟังก์ชันพิเศษ เท่าที่ทดสอบแล้วทีมงานรู้สึกชื่นชอบก็คือ “Last Edited Position” สำหรับผู้ใช้ที่ต้องตรวจทานเอกสารที่มีหน้าเป็นจำนวนมากและใช้เวลาหลายวันในการแก้ไข ฟังก์ชันนี้จะช่วยให้ผู้ใช้ทราบได้ว่า ตำแหน่งที่แก้ไขล่าสุดอยู่ในหน้าเอกสารที่เท่าไร ตรงไหน (กด Shift+F5)

นอกจากนั้นในส่วนพื้นที่พิมพ์เอกสาร แต่ละบรรทัดที่ผู้ใช้พิมพ์ลงไป เราสามารถสั่งจัดพารากราฟได้ทันทีด้วยการคลิกเมาส์ผ่านไอคอน “Paragraph Layout Tool” ที่จะปรากฏขึ้นด้านซ้ายของหน้ากระดาษในแต่ละบรรทัดที่เราพิมพ์ โดยที่เราไม่ต้องเข้าไปปรับตั้งที่เมนูให้ยุ่งยาก

ในส่วนเมนูใช้งานต่างๆ ยังถูกออกแบบเป็นภาษาไทยสมบูรณ์แบบ อีกทั้ง WPS Writer ยังรองรับไฟล์เอกสารครอบคลุมตั้งแต่ Microsoft Office (DOC/DOCX) ไฟล์ WPS/WPT ของตัวเองไปถึงไฟล์ PDF, XML, RTF และอื่นๆ

ส่วนการใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์จัดการเอกสารอื่นๆ ทีมงานได้มีโอกาสทดสอบเปิดไฟล์ DOCX (เซฟจาก Microsoft Word 2016) ไฟล์ที่เซฟจาก Libre office สามารถแสดงผลได้ครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ตัวอักษรไปถึงรูปภาพ ส่วนถ้าผู้ใช้เลือกแก้เอกสาร Word 2016 จาก WPS Writer แล้วเซฟไฟล์กลับเป็น DOCX (Microsoft Word) หรือเซฟเป็นไฟล์เฉพาะของตัวเอง (WPS) ก็สามารถทำได้อย่างไม่มีปัญหา ไฟล์ WPS สามารถเปิดกับ Microsoft Word ได้ (ทดสอบด้วย Word 2016 รุ่นเก่ากว่านี้ไม่แน่ใจ)

ด้านไฟล์ PDF สำหรับ WPS Writer สามารถเปิดอ่านได้เช่นกัน แต่จะไม่สามารถแก้ไขได้

WPS Spreadsheets เทียบได้กับ Microsoft Excel และ Google Sheets เป็นซอฟต์แวร์จัดการเอกสารตาราง สร้างสูตรคำนวณหรือใช้ในงานบัญชีต่างๆ โดยใน WPS Spreadsheets จะมาพร้อมฟังก์ชันใช้งานค่อนข้างครบถ้วน ไม่ต่างจาก Microsoft Excel นอกจากนั้นยังมาพร้อมสูตรคำนวณสำเร็จรูปแบ่งหมวดหมู่ตามการใช้งาน เช่น หมวดการเงิน คณิตศาสตร์และตรีโกณมิติแบบเดียวกับ Microsoft Excel 2016

ในส่วนรูปแบบไฟล์ที่ซอฟต์แวร์รองรับจะมีตั้งแต่ของตัวเอง ET/ETT/XLS/XLSX/CSV/HTML เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกรูปแบบไฟล์เอกสารประเภทตารางที่ใช้ในปัจจุบันทั้งหมด

WPS Presentation มาถึงตัวสุดท้ายกับซอฟต์แวร์จัดการพรีเซนเทชั่นเทียบได้กับ Microsoft PowerPoint และ Google Slides ที่มาพร้อมฟังก์ชันใช้งานให้ผู้ใช้สามารถใส่ Background Music ให้กับสไลด์ของตัวเองไปถึงใส่เอ็ฟเฟ็กต์ ภาพเคลื่อนไหว มีไฟล์ตัวอย่าง และนอกจากนั้นตัวซอฟต์แวร์สามารถทำแพกเกจไฟล์ที่เรานำมาใช้กับงานสไลด์ของเรา เช่น ภาพ เสียง ไปเก็บไว้ในโฟลเดอร์แยกต่างหาก ทำให้ไม่เกิดปัญหาเวลาไฟล์ต้นฉบับเหล่านั้นสูญหายแล้วสไลด์ไม่สามารถแสดงผลได้

ในส่วนรูปแบบไฟล์ที่ซอฟต์แวร์รองรับ จะมีตั้งแต่ของตัวเอง DPS/DPT/PPT (All Microsoft PowerPoint Files)

นอกจากนั้นทั้ง 3 ซอฟต์แวร์จาก Thai WPS Office ยังมาพร้อมฟีเจอร์เด่นพิเศษอีกมากมาย เช่น Night Mode สำหรับคนที่ต้องพิมพ์งานเอกสารในที่มืด สามารถเปิดโหมดนี้เพื่อลดแสงหน้าจอลง Eye Protection Mode โหมดถนอมสายตา โดยระบบจะเปลี่ยนสีกระดาษจากขาวเป็นสีเขียวอ่อน Print โหมดสั่งพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ข้อความที่ถูกซ่อนไว้ด้วยเทคนิค (Inverse output)

ส่วนในอนาคต Thai WPS Office จะรองรับระบบคลาวด์ด้วยการร่วมมือกับกสท และ ไอเน็ต อีกทั้งจะมีการนำเสนอความสามารถในการใช้งานใหม่ๆ รวมถึงฟีเจอร์พิเศษ “เฉพาะภาครัฐและภาคเอกชนของไทย” อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สรุปส่งท้าย 15 จุดเด่นบน Thai WPS ชุดโปรแกรมสำนักงานสำหรับคนไทย

1. ชุดโปรแกรมรองรับการทำงานบนตั้งแต่ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ XP บนสเปกคอมพิวเตอร์ที่ใช้หน่วยประมวลผลตั้งแต่ Pentium 2 RAM 128 MB และใช้พื้นที่เก็บข้อมูลไม่เกิน 200 MB

2. ทำงานร่วมกับเอกสารจาก Microsoft Office ตั้งแต่ปี 2003-2013 ได้สมบูรณ์แบบ รวมถึงไฟล์นามสกุล .docx .pptx .xlsx นอกจากนี้ ถ้าเซฟไฟล์เป็นไฟล์นามสกุล .wps จะประหยัดพื้นที่ลง 50%

3. อินเทอร์เฟสในการใช้งาน Thai WPS จะใกล้เคียงกับ Word Excel และ Powerpoint เวอร์ชันปี 2013 แต่มีการปรับแถบควบคุมใหม่ไม่ให้มีการย่อ หรือจับกลุ่มรวมกันทำให้หาเครื่องมือที่คุ้นเคยไม่เจอ

4. ขนาดของไฟล์ในการลงชุดโปรแกรมอยู่ที่ 57 MB เนื่องจากตัดภาษาในการแสดงผลออกเหลือแค่อังกฤษ และไทย ที่สามารถกดสลับได้ทันทีที่มุมขวาบนของหน้าจอ แต่ยังรองรับการพิมพ์ข้อความทุกภาษา

5. มีการเพิ่มฟอนต์ที่หน่วยงานราชการอย่าง สรอ. และ ดีป้า กำหนดไว้ 13 ฟอนต์ที่รองรับการอัปเดตเพิ่มเติมอัตโนมัติ เพื่อให้รองรับการพิมพ์เอกสารราชการ

6. การอัปเดตชุดโปรแกรมสามารถทำได้ทั้งการดาวน์โหลดอัตโนมัติผ่านอินเทอร์เน็ต รวมถึงนำไฟล์อัปเดตไปลงในเครื่องที่ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ด้วย

7. ด้วยการที่มีนักพัฒนาชาวไทยดูแลโดยเฉพาะ ทำให้สามารถทำหน้าเอกสารราชการ (Template) สำหรับใช้งานในหน่วยงานราชการโดยเฉพาะ ทั้งการกำหนดระยะขอบกระดาษ ในตราครุฑในเอกสาร

8. ในโปรแกรม Writer รองรับการอ่านไฟล์ PDF โดยไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่ม และในอนาคตจะพัฒนาให้สามารถแปลงเอกสาร PDF เป็นไฟล์เอกสารเพื่อแก้ไขได้

9. มีการเพิ่มฟีเจอร์อย่าง แก้ไขต่อเนื่อง (Continue Editing) ทำให้เวลาเปิดเอกสารเดิมที่แก้ไขล่าสุด จะมีข้อความขึ้นมาถามว่า ต้องการกลับไปจุดที่แก้ไขล่าสุดหรือไม่ เพื่อให้ทำงานต่อเนื่องได้ทันที

10. สามารถปรับหน้ากระดาษให้เป็นแนวตั้ง-แนวนอน เฉพาะหน้าได้ โดยไม่ต้องใส่ตัวคั่นหน้า รวมถึงการปรับเลเอาต์ข้อความในแต่ละพารากราฟได้สะดวกขึ้น

11. ในโปรแกรม Spreadsheet สามารถสั่งเพิ่มหน้าได้ตามจำนวนที่ต้องการ ไม่ต้องกดเพิ่มทีละหน้า กรณีสั่งพิมพ์ข้อมูล สามารถเลือกเฉพาะช่องที่ต้องการแบบแยกเป็นหลาย ๆ ชุดในเอกสารได้ทันที

12. มีการเพิ่มโหมดช่วยถนอมสายตา (ปรับโทนสีแสดงผลเป็นสีเขียว) และลดความสว่างหน้าจอในการใช้งานตอนกลางคืน รวมถึงการไฮไลต์ช่องข้อความให้อ่านง่ายขึ้น

13. มีการเพิ่มชุดคำสั่งอย่างการตรวจหาข้อมูลซ้ำ จัดเรียงข้อมูลที่เหมือนกัน พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อป้อนชุดข้อมูลซ้ำ มาให้กดใช้งานโดยไม่ต้องใส่สูตรเพิ่มเอง

14. ในโปรแกรม Presentation ผู้ใช้สามารถดับเบิลคลิ๊กหน้าที่ต้องการแสดงผลเพื่อขึ้นสไลด์ได้ทันที พร้อมการเพิ่มชุดคำสั่งแอนิเมชันให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น

15. เพิ่มฟีเจอร์ในการจัดเรียงหน้าสไลด์สำหรับใช้งานได้บนสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือขนาดหน้าจอต่าง ๆ ได้แบบอัตโนมัติ

ในส่วนราคาจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.แบบเช่ารายปี ตกปีละ 1,200 บาท 2.แบบ Business Lifetime จ่ายครั้งเดียว ราคาอยู่ที่ 5,250 บาท

โดยหลังจากทีมงานทดลองใช้งานมาร่วม 1 อาทิตย์เต็มกับงานเอกสารที่ส่วนใหญ่จะถูกส่งมาในรูปแบบ Word แต่เมื่อนำมาเปิดใช้งาน แก้ไขไฟล์ต่างๆด้วย Thai WPS Office เท่าที่ทดสอบยังไม่พบอาการไฟล์เปิดไม่ได้หรือเซฟกลับไปแล้วปลายทางเปิดไฟล์ดูไม่ได้ ด้านการรองรับไฟล์เอกสารถือว่า Thai WPS Office ทำได้ดีมาก ตัวซอฟต์แวร์ออกแบบ UI มาได้ใช้งานง่าย คนที่เคยถนัด Microsoft Office มาใช้ Thai WPS สามารถปรับตัวได้ไม่ยาก

ส่วนด้านประสิทธิภาพก็ถือว่าทำได้ดีเช่นกัน ซอฟต์แวร์ทั้ง 3 ตัวมีขนาดเล็กและเบา สามารถใช้กับคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าเมื่อ 10-15 ปีมาแล้วได้ แต่จะติดอยู่เรื่องเดียวอยากให้ทางทีมงานได้แก้ไขก็คือ เมื่อใช้งานบน Windows 10 (อัปเดตล่าสุด) ทีมไซเบอร์บิซพบปัญหาบางครั้งฟอนต์ TH Sarabun PSK/NEW ที่มากับ WPS ไม่สามารถใช้งานได้ ต้องไปดาวน์โหลดจากข้างนอกมาติดตั้งทับลงไปถึงจะเป็นปกติ นอกนั้นถือว่าซอฟต์แวร์ทำงานได้ค่อนข้างเสถียรดี

ผู้อ่านท่านใดสนใจสามารถเข้าไปชมรายละเอียดได้ที่ http://www.thaiwps.com/

]]>
Review : iPad Pro 10.5 WiFi (2017) ทรงพลังใกล้เคียงแล็ปท็อปพีซี http://www.cyberbiz.in.th/review-ipadpro-2017/ Tue, 25 Jul 2017 03:11:49 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26714

หลังจากแอปเปิลเลือกปรับไลน์กลุ่มแท็บเล็ต iPad ใหม่ โดยให้ iPad mini 4 และ iPad (2017 แทนที่ iPad Air) เป็นคู่ยึดตลาดราคาประหยัดเน้นความคุ้มค่า ในส่วนระดับบนเน้นประสิทธิภาพ ราคาสูง แอปเปิลได้เลือกเปิดตัว iPad Pro ใหม่ 2 ขนาดหน้าจอ คือรุ่น 12.9 นิ้วและ 10.5 นิ้ว พร้อมเลือกปรับสเปกให้กลุ่ม iPad Pro มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจากรุ่นเดิมตั้งแต่การประมวลผลไปถึงจอภาพใหม่ ProMotion 120Hz ครั้งแรกของตลาดแท็บเล็ต

การออกแบบ

iPad Pro ขึ้นชื่อว่าเป็นแท็บเล็ตที่มีราคาแพงที่สุดในตลาด เพราะฉะนั้นเรื่องงานออกแบบ แอปเปิลจึงค่อนข้างพิถีพิถัน โดยเฉพาะรุ่นไฮไลท์ 10.5 นิ้วที่ทีมงานไซเบอร์บิซนำมารีวิวในวันนี้ จะเป็นรุ่นที่ได้รับการออกแบบใหม่หมดทุกสัดส่วน ตั้งแต่ขนาดหน้าจอ 10.5 นิ้ว ความละเอียด 2,224 x 1,668 พิกเซล (ความหนาแน่นพิกเซล 264 พิกเซลต่อตารางนิ้ว) มาพร้อมกล้องหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซล รูรับแสง f2.2 รองรับ Retina Flash, TouchID อัปเกรดไปใช้รุ่น 2 และมีเซ็นเซอร์ตรวจวัด Ambient light sensor เพื่อใช้ร่วมกับฟีเจอร์ True Tone Display

ในส่วนขนาดตัวเครื่อง ถึงแม้หน้าจอจะมีขนาดใหญ่จากรุ่นเดิมถึง 20% (ใช้วิธีขยายขอบจอภาพแทน) แต่ในส่วนขนาดตัวเครื่องแอปเปิลจะพยายามคงรูปร่างของ iPad Pro 9.7 นิ้วไว้ ตั้งแต่ความหนาตัวเครื่องเท่ากันที่ 6.1 มิลลิเมตร ในขณะที่ด้านยาวจะต่างกันประมาณ 10 มิลลิเมตรและน้ำหนักต่างกันในหลัก 10-20 กรัมเท่านั้น (iPad Pro 10.5 นิ้วมีน้ำหนัก 469 กรัมในรุ่น WiFi และ 477 กรัมในรุ่น WiFi+Cellular) เรียกได้ว่าคนที่ยังชื่นชอบดีไซน์ iPad Pro 9.7 นิ้วจะรู้สึกแตกต่างจากเดิมเล็กน้อยเมื่อเปลี่ยนมาใช้ iPad Pro 10.5 นิ้ว

ด้านหลัง ใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียมขึ้นรูปแผ่นเดียว เป็นที่อยู่ของกล้องถ่ายภาพหลัก (Main Camera) ที่ถูกอัปเกรดไปใช้สเปกเดียวกับ iPhone 7 ตั้งแต่ความละเอียดภาพ 12 ล้านพิกเซล มาพร้อมเลนส์กล้องรูรับแสง f1.8 มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว ไฟแฟลชแบบ LED TrueTone 4 ดวงและออโต้โฟกัสแบบ Focus Pixels รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 30 เฟรมต่อวินาทีและวิดีโอสโลโมชั่น 720p 240 เฟรมต่อวินาที

มาถึงพอร์ตเชื่อมต่อและปุ่มกดรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านขวาจะเป็นที่อยู่ของปุ่มเพิ่มลดเสียง (สังเกตกล้องหลักจะยื่นออกมาจากตัวเครื่องด้านหลังค่อนข้างมาก เวลาวางบนโต๊ะต้องใช้ความระมัดระวัง)

ซ้าย ตรงกลางเป็นพอร์ต Smart Connector สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมจากแอปเปิล เช่น คีย์บอร์ด

บน ซ้ายสุดจะเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง/หน้าจอ > ลำโพงตัวที่ 1 > ไมโครโฟน > ลำโพงตัวที่ 2 > ช่องเชื่อมต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

ล่าง ลำโพงตัวที่ 3 > พอร์ต Lightning > ลำโพงตัวที่ 4

*ลำโพงใน iPad Pro 10.5 นิ้วจะเป็นสเตอริโอ 4 ตัว แบ่งการทำงานเป็นคู่ โดยคู่แรกจะให้เสียงแหลมแยกลำโพงซ้ายขวา คู่ที่สองเป็นเสียงกลางและเบสแยกลำโพงซ้ายขวา อีกทั้งเมื่อผู้ใช้ตะแคงเครื่องจากแนวตั้งมาแนวนอนหรือกลับเครื่องจากบนลงล่าง ล่างขึ้นบน ไม่ว่าหมุนเครื่องไปมุมไหนก็ตาม ระบบภายในจะบาลานซ์ปรับเสียงแหลม กลาง เบส แยกลำโพงซ้ายขวาให้อย่างถูกต้องทุกองศาการรับฟัง เพราะภายในมีเซ็นเซอร์ตรวจจับอยู่

ในส่วนการรองรับ Apple Pencil สำหรับ iPad Pro 10.5 นิ้ว (รวมถึงรุ่น 12.9 นิ้วใหม่) ยังคงรองรับ Apple Pencil เช่นเดิม แต่ประสิทธิภาพจะดีขึ้น

สเปกและฟีเจอร์เด่น

iPad Pro 10.5 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว (2017) ขับเคลื่อนด้วยซีพียู Apple A10X Fusion 64-bit แบบ 6-core CPU 12-core GPU ทำงานร่วมกับชิป M10 พร้อมแรม 4GB รอมมีให้เลือก 64/256/512GB โดยรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบเป็นความจุ 512GB WiFi

ด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 a/b/g/n/ac (2.4GHz และ 5GHz) พร้อม MIMO นอกจากนั้นยังรองรับเทคโนโลยีเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 4.2 พร้อมเข็มทิศดิจิตอลในตัวและรองรับเทคโนโลยีเฉพาะ iBeacon หรือเทคโนโลยีระบุตำแหน่งในอาคาร

ส่วนรุ่น WiFi+Cellular จะเพิ่มเติมความสามารถในการรองรับเครือข่ายโทรศัพท์ผ่าน Nano Sim รองรับการเชื่อมต่อ 3G/4G LTE ทุกเครือข่ายในประเทศไทย นอกจากนั้นยังรองรับ GPS/GLONASS เพื่อใช้งานแผนที่นำทางได้ด้วย

ด้านแบตเตอรี ในรุ่นหน้าจอ 10.5 นิ้วที่ทีมงานนำมาทดสอบจะถูกขยายความจุเป็น 30.4 Wh จากเดิมในรุ่น 9.7 นิ้วอยู่ที่ 27.9 Wh สามารถใช้งานต่อเนื่องยาวนาน 10 ชั่วโมง และ iPad Pro 2017 ยังรองรับการชาร์จไฟแบบเร็วผ่านอะแดปเตอร์ USB-C ของแอปเปิลอีกด้วย

ด้านระบบปฏิบัติการปัจุบัน iPad Pro ขับเคลื่อนด้วย iOS 10 แต่ในอนาคต iOS 11 จะเป็นระบบปฏิบัติการที่เหมาะสมกับ iPad Pro (2017) มากที่สุด

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

3DMark (iPad Pro 9.7″ – 2016 Model)

3DMark (iPad Pro 10.5″ – 2017 Model)

AnTuTu Benchmark (iPad Pro 9.7″ – 2016 Model)

AnTuTu Benchmark (iPad Pro 10.5″ – 2017 Model)

เป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วว่า iPad Pro 10.5 นิ้วเมื่อเทียบกับ iPad Pro 9.7 นิ้วรุ่นปีที่แล้วต้องดีกว่า รวมถึงการใช้งาน ความลื่นไหล โดยเฉพาะการเปิดใช้ฟีเจอร์ Multitasking 2 จอเพื่อทำงาน iPad Pro 10.5 จะให้ประสิทธิภาพด้านการประมวลผลที่ดีอย่างเห็นได้ชัด แอปฯต่างๆสามารถโหลดข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น

ส่วนคนที่ชอบใช้ iPad Pro สร้างผลงานเพลงทั้งจากแอปฯเฉพาะทาง เช่น NanoStudio, GarageBand ไปถึงการวาดภาพ สร้างภาพ ตัดต่อภาพผ่าน Adobe Photoshop หรือตัดต่อวิดีโอ 4K รวมถึงช่างภาพที่ต้องจัดการรูปภาพความละเอียดสูง iPad Pro รุ่นใหม่นี้สามารถตอบสนองการทำงานเหล่านั้นได้ไม่ต่างจากแล็ปท็อป PC หรือเรียกได้ว่าสเปกเครื่องเหลือๆให้ใช้งานได้ตั้งแต่รับชมภาพยนตร์ ทำงาน เล่นเกม ทุกอย่างสามารถจัดการได้บน iPad Pro ทั้งหมด

ในส่วนจุดเด่นอย่างจอภาพใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยี “ProMotion” พร้อมอัตราการดึงข้อมูลส่วนจอภาพสูงถึง 120Hz ครั้งแรกในกลุ่มแท็บเล็ตระดับยูสเซอร์ ที่นอกจากความลื่นไหล ตอบสนองต่อการกดสั่งงานได้รวดเร็วกว่าเดิมแล้ว เมื่อลองใช้ Apple Pencil เทียบกับ iPad Pro รุ่นก่อนหน้า (หน้าจอ 60Hz) Apple Pencil บน iPad Pro 2017 สามารถลากเส้นได้ต่อเนื่องและลื่นไหล เป็นธรรมชาติกว่าด้วย (พิสูจน์ด้วยตาคุณเองที่คลิปวิดีโอด้านบนสุดช่วงเวลา 1 นาที 29 วินาที)

สรุปภาพรวม iPad Pro 2017 ต้องเรียกได้ว่าเป็นแท็บเล็ตระดับบนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในตลาดในตอนนี้ทั้งเรื่องสเปกและประสิทธิภาพการประมวลผลของซีพียูที่ใกล้เคียงกับอัลตร้าบุ๊ก ไปถึงเรื่องลำโพง 4 ตัวที่ให้เสียงดีสุดในตลาดตอนนี้ คนที่กำลังมองหาแท็บเล็ตเน้นทำงานแบบหนักหน่วง หรือคนชอบเน้นเล่นเกม วาดภาพ ใช้ทำงานศิลปะหรือชอบดูหนัง ฟังเพลง iPad Pro ถือเป็นอีกหนึ่งแท็บเล็ตที่น่าสนใจเช่นกัน

ในส่วนราคาและรุ่นมีดังต่อไปนี้

iPad Pro 10.5 นิ้ว WiFi 64GB เริ่มต้นที่ 24,500 บาท ถึง 34,700 บาทในรุ่น WiFi 512GB
iPad Pro 12.9 นิ้ว WiFi 64GB เริ่มต้นที่ 30,900 บาท ถึง 41,100 บาทในรุ่น WiFi 512GB

iPad Pro 10.5 นิ้ว WiFi+Cellular 64GB เริ่มต้นที่ 29,500 บาท ถึง 39,700 บาทในรุ่น WiFi+Cellular 512GB
iPad Pro 12.9 นิ้ว WiFi+Cellular 64GB เริ่มต้นที่ 35,900 บาท ถึง 46,100 บาทในรุ่น WiFi+Cellular 512GB

มี 4 สีให้เลือก ได้แก่ สีเงิน, เทาสเปซเกรย์, ทองและโรสโกลด์ ส่วนอุปกรณ์เสริมอย่าง Apple Pencil (ซื้อแยก ไม่มีแถม) อยู่ที่ 3,900 บาท ส่วน Smart Keyboard อยู่ที่ 5,900 บาท

ข้อดี

– รุ่น 10.5 นิ้วออกแบบดี เป็นรุ่นเน้นการพกพามากที่สุด ขนาดและน้ำหนักไม่ต่างจาก 9.7 นิ้วเดิมมากนัก
– หน้าจอ 120Hz ลื่นไหลตั้งแต่เปิดเครื่อง สไลด์นิ้วปลดล็อกจอ
– สเปกเครื่องดีมาก ใช้งานได้หลากหลาย
– ลำโพง 4 ตัวให้เสียงดีสุดในตลาดแท็บเล็ตตอนนี้
– กล้องปรับปรุงใหม่สเปกเดียวกับ iPhone 7 (มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย)

ข้อสังเกต

– แอปฯบางตัว เช่น เกม ส่วนใหญ่ยังไม่รองรับจอ 120Hz
– ไม่แถมอะแดปเตอร์ชาร์จไฟแบบเร็วมาให้ ต้องซื้อเพิ่ม

Gallery

]]>
Review : Acer Aspire VX 15 โน้ตบุ๊กเกมมิ่งราคาประหยัด http://www.cyberbiz.in.th/review-acer-aspire-vx15/ Thu, 20 Jul 2017 03:40:29 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26669

นอกจากเอเซอร์จะมีกลุ่มโน้ตบุ๊กเกมมิ่งสายฮาร์ดคอร์ในชื่อ Predator (พรีเดเตอร์) ทำตลาดระดับไฮเอนด์ (ราคาเกิน 5 หมื่นบาทขึ้นไป) อยู่แล้ว วันนี้เอเซอร์ก็พร้อมขยายฐานโน้ตบุ๊กเกมมิ่งลงมายังกลุ่มโน้ตบุ๊กยอดนิยมอย่าง Aspire กับซีรีย์ใหม่ Aspire VX จับตลาดเกมเมอร์เน้นความคุ้มค่าและราคาประหยัดไม่เกิน 4 หมื่นบาท โดย Aspire VX รุ่นทำตลาดในประเทศไทยจะยืนพื้นด้วยกราฟิกการ์ด NVIDIA GeForce 1050/1050Ti พร้อมซีพียู Intel Core i7 รุ่นที่ 7 “Kaby Lake”

การออกแบบ

สำหรับดีไซน์ Acer Aspire VX 15 ทุกรุ่นย่อย จะมาพร้อมหน้าจอ Full HD 1,920×1,080 พิกเซล ขนาด 15.6 นิ้ว พร้อมกล้องเว็บแคมความละเอียด HD 720p โดยในส่วนขนาดตัวเครื่องจะมีความหนา 28.90 มิลลิเมตรและน้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อเทียบกับกลุ่มโน้ตบุ๊ก Predator รุ่นล่างสุดที่มีน้ำหนักระดับ 3-4 กิโลกรัมแล้ว Aspire VX 15 จะเคลื่อนย้ายหรือพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกสบายกว่า

ด้านคีย์บอร์ด จะมาพร้อมแป้นตัวเลขและปุ่มฟังก์ชันครบครัน อีกทั้งยังมาพร้อมไฟส่องด้านหลังสีแดงและคีย์ WASD ยังถูกไฮไลท์ด้วยตัวอักษรขอบสีแดง มองเห็นได้ชัดเจน

ส่วน TrackPad มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ล้อมกรอบด้วยเส้นสายสีแดง ด้านคุณภาพจัดอยู่ในระดับกลางๆแบบเดียวกับโน้ตบุ๊ก Aspire ทั่วไป

ด้านล่างตัวเครื่อง จะเป็นช่องระบายความร้อนทั้งหมด (ไม่มีช่องให้อัปเกรมแรมหรือเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ด้วยตัวเองได้) โดยเอเซอร์ได้ติดตั้งพัดลมระบายความร้อน 2 ตัวครอบทับส่วนซีพียูและกราฟิกการ์ด สำหรับวิธีระบายความร้อนจะใช้การดึงลมจากด้านล่างตัวเครื่องออกไปยังด้านหลัง (ตามภาพ : ช่องให้ลมร้อนออกคือบริเวณกรอบสีแดง)

ส่วนแบตเตอรีบรรจุอยู่ภายในตัวเครื่อง (ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง) มีความจุ 4,605mAh (3 เซลล์) เป็นแบตเตอรีลิเธียมไอออน

มาดูเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านขวาจะเป็นช่อง USB-C (Version 3.1 Gen 1) พอร์ต USB 3.0 2 พอร์ต HDMI 1 พอร์ต และพอร์ตแลน RJ-45 อีก 1 พอร์ต

ซ้าย เริ่มจากช่องใส่สายล็อกกันขโมย, ช่องเสียบอะแดปเตอร์ชาร์จไฟบ้าน, พอร์ต USB 2.0 1 พอร์ต ช่องอ่านการ์ดความจำ SD และช่องเสียบ Headset/Headphone 3.5 มิลลิเมตร

ส่วนด้านหน้า จะเป็นที่อยู่ของลำโพงสเตอริโอ ซ้าย-ขวา บนเทคโนโลยีเสียง Acer TrueHarmony และ Dolby Audio Premium

สุดท้ายด้านอะแดปเตอร์จ่ายไฟและชาร์จไฟ สามารถจ่ายไฟ 135W ขนาด-รูปร่างอะแดปเตอร์ประมาณ iPhone 7 Plus มีน้ำหนักค่อนข้างมาก

สเปก

Acer Aspire VX 15 รุ่นที่ทีมงานได้รับมารีวิวเป็นโมเดล VX5-591G-71W6 ขับเคลื่อนด้วยซีพียู Intel Core i7 7700HQ 4-Cores 8-Threads ความเร็ว 2.80GHz มาพร้อมแรม DDR4 (Single Channel) จำนวน 8GB ส่วนหน่วยเก็บข้อมูลจะแบ่งเป็น SSD ความจุ 128GB และฮาร์ดดิสก์จานหมุน 1TB อีกหนึ่งลูก

ในส่วนกราฟิกการ์ด ออนบอร์ดจะเป็น Intel HD Graphics 630 ส่วนกราฟิกแยกสำหรับบ้านเราจะเป็น NVIDIA GeForce GTX 1050 พร้อมแรม GDDR5 4GB (ไม่รองรับ VR) และตัวท็อปสุดจะเป็น NVIDIA GeForce GTX 1050Ti พร้อมแรม GDDR5 4GB โดยระบบจะเลือกใช้งานอัตโนมัติ (Auto Switch) เพื่อประหยัดพลังงานเวลาไม่ได้เล่นเกม

ด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย เอเซอร์ได้ติดตั้ง WiFi มาตรฐาน 802.11ac มาให้ ส่วนแลนรองรับ Gigabit LAN และมาพร้อม Bluetooth

ด้านระบบปฏิบัติการที่ติดตั้งมากับเครื่อง ตามสเปกชีทในเว็บเอเซอร์ประเทศไทยระบุไว้ว่าเป็น Linux แต่เครื่องที่ทีมงานได้รับมาทดสอบจะติดตั้ง Windows 10 Pro ลิขสิทธิ์พร้อมมีสติกเกอร์ติดอยู่ด้านใต้โน้ตบุ๊ก เพราะฉะนั้นคนที่กำลังสนใจก่อนเลือกซื้อเครื่องกรุณาสอบถามพนักขายให้ดีเสียก่อน

ทดสอบประสิทธิภาพ

PC Mark 10 = 3,331 คะแนน

3D Mark – Time Spy (DirectX 12) = 1,826 คะแนน

3D Mark Fire Strike = 5,434 คะแนน

3D Mark Sky Diver = 16,328 คะแนน

3D Mark Cloud Gate = 19,159 คะแนน

GeekBench Single Core = 3,767 คะแนน / Multi Core = 11,613 คะแนน

Cinebench R15 OpenGL = 77.23fps / CPU = 699cb

Catzilla = 10,792 คะแนน

ก่อนไปทดสอบเล่นเกมจริง มาเริ่มชุดทดสอบเฉพาะกันก่อน จะเห็นว่าข้อดีของ Aspire VX 15 นอกจากราคาประหยัดแล้ว เรื่องฮาร์ดแวร์ภายในยังถือสดใหม่ใช้ได้เลยทีเดียว ทำให้คะแนนทดสอบถือว่าทำได้ค่อนข้างดี คนที่ซื้อมาทำงานตัดต่อวิดีโอ 4K หรือใช้งานสร้างเอ็ฟเฟ็กต์ภาพด้วย Adobe After Effect ทีมงานมองว่า VX 15 ตอบโจทย์ได้ดีเช่นเดียวกับการเล่นเกมแน่นอน

มาถึงการทดสอบเล่นเกม เริ่มจากเกมปี 2015 กับ Mad Max (DirectX 11) โดยทีมงานตั้งค่ากราฟิก High ผสม Very High พร้อมเปิดลบรอยหยัก (AA) ที่ความละเอียด 1080p เฟรมเรทที่ได้เป็นดังต่อไปนี้

ถ้าตั้งค่ากราฟิกสูงสุด (MAX Settings) จะได้เฟรมเรทประมาณ 45-57 เฟรมต่อวินาที จะพบอาการหน่วงเล็กน้อยเวลาฉากระเบิดจำนวนมากหรือฉากเกิดพายุทะเลทราย ส่วนถ้าลดกราฟิกลงมาเป็น Very High เฟรมเรทจะนิ่งอยู่ที่ 60 เฟรมต่อวินาทีตลอด เกมแรกถือว่าสอบผ่านหายห่วง

เกมที่สอง Project Cars (DirectX11) เป็นเกมที่กินสเปกเครื่องพอสมควร แน่นอนว่า GeForce GTX 1050 4GB ไม่สามารถปรับค่ากราฟิกสูงสุดได้ (ที่ความละเอียด 1080p) เพราะเกมจะกระตุกมาก (เล่นไม่ได้) ต้องลดลงแค่ High และปิดลบรอยหยัก SMAA ออกไป ซึ่งเฟรมเรทที่ได้ ถ้าสนามแข่งมีแดดออก เฟรมเรทจะวิ่งที่ 50-67 เฟรมต่อวินาที แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่มีฝนตก เฟรมเรทจะตกลงเหลือ 25-45 เฟรมต่อวินาทีทันที ถ้าอยากให้เฟรมเรทนิ่งเล่นแล้วไม่สะดุด อาจต้องปรับค่ากราฟิกให้ต่ำกว่านี้

มาถึงเกมอภิมหาโหดแห่งการบริโภคสเปกคอมพิวเตอร์ Tom Clancy’s Ghost Recon Wildlands แน่นอนครับว่า Aspire VX 15 ที่มาพร้อม GTX 1050 สามารถเล่นได้ที่ค่ากราฟิก Low – Medium แต่อาจต้องทนกับอาการหน่วงของภาพเล็กน้อย เพราะเฟรมเรทจะวิ่งแกว่งไปมาที่ 20-38 เฟรมต่อวินาทีตลอดทั้งเกม ถ้าจะให้ลื่นจริงๆอาจต้องลดความละเอียดภาพลงมาเหลือ 720p ที่ค่ากราฟิก Low – Medium

ส่วนเกมสุดท้ายทดสอบเทคโนโลยีกราฟิกล่าสุด Async Compute ใน DirectX 12 บน Windows 10 กับเกม Sniper Elite 4 ถือว่า GTX 1050 สอบผ่านที่ค่ากราฟิก High เฟรมเรทที่ได้อยู่ระหว่าง 45-56 เฟรมต่อวินาที

มาถึงการทดสอบความร้อนของตัวเครื่อง ใช้งานปกติตัวเครื่องแทบไม่มีความร้อนแผ่ออกมาให้ผู้ใช้รู้สึก แม้จะตั้งบนตักก็ตาม โดยอุณหภูมิของซีพียูเมื่อใช้งานทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 45 องศาเซลเซียส อุณหภูมิกราฟิกการ์ดอยู่ที่ 41 องศาเซลเซียส

ส่วนเมื่อใช้งานเต็มประสิทธิภาพ ด้านความร้อนที่แผ่ออกมาจะอยู่บริเวณคีย์บอร์ด ส่วนด้านหลังเครื่องพัดลมทำงานค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ความร้อนระบายออกค่อนข้างเร็วด้วยพัดลม 2 ตัวรอบสูงแต่เสียงรบกวนไม่ดังมาก โดยส่วนอุณหภูมิของซีพียูจะอยู่ที่ประมาณ 77-88 องศาเซลเซียส อุณหภูมิกราฟิกการ์ดอยู่ที่ 69-70 องศาเซลเซียส

สุดท้ายด้านแบตเตอรีเป็นไปตามมาตรฐานโน้ตบุ๊กเกมมิ่งคือ ใช้งานทั่วไป ระบบจะสลับไปใช้การ์ดจอ Intel ทำให้ใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 4-5 ชั่วโมง ส่วนเมื่อเล่นเกม ถ้าไม่ต่ออะแดปเตอร์ไฟบ้านระบบจะสลับมาใช้ NVIDIA GeForce GTX 1050 ด้วยโปรไฟล์ประหยัดพลังงาน แบตเตอรีจะใช้ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าสั่งให้ระบบวิ่งเต็มประสิทธิภาพพร้อมพัดลมระบายความร้อนทำงาน 100% แบตเตอรีจะใช้ได้ประมาณ 45-50 นาที ไปจนถึง 1 ชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น (แล้วแต่เกมที่เล่นด้วย) แนะนำเล่นเกมให้เสียบอะแดปเตอร์ไฟบ้านไว้จะดีที่สุด

สรุป

Acer Aspire VX 15 ในประเทศไทยจะวางขายด้วยกัน 3 รุ่นย่อยได้แก่

VX5-591G-782Z มาพร้อมแรม 4GB ซีพียู i7-7700HQ กราฟิกการ์ด NVIDIA GeForce GTX 1050 ราคาอยู่ที่ 31,990 บาท
VX5-591G-71W6 มาพร้อมแรม 8GB ซีพียู i7-7700HQ กราฟิกการ์ด NVIDIA GeForce GTX 1050 ราคาอยู่ที่ 34,990 บาท
VX5-591G-766Z มาพร้อมแรม 8GB ซีพียู i7-7700HQ กราฟิกการ์ด NVIDIA GeForce GTX 1050Ti ราคาอยู่ที่ 37,990 บาท

โดยทั้ง 3 รุ่นจะมาพร้อมหน้าจอ 1080p 15.6 นิ้วและหน่วยเก็บข้อมูลเป็น SSD 128GB + HDD 1TB

โดยภาพรวมถือว่า Acer Aspire VX 15 เป็นโน้ตบุ๊กเกมมิ่งที่เอเซอร์เลือกสเปกภายในมาได้ลงตัวเหมาะสมกับราคา แม้กราฟิกการ์ดแยกจะมีประสิทธิภาพไม่สูงเหมือนตระกูล Predator แต่ภาพรวมการเล่นเกมก็ถือว่า GTX 1050 และ 1050Ti ก็สามารถเล่นเกมในปัจจุบันด้วยค่ากราฟิกระดับกลางๆค่อนต่ำได้เกือบทั้งหมด อีกทั้งด้วยดีไซน์ที่ดูผสมผสานระหว่างโน้ตบุ๊กเกมมิ่งกับโน้ตบุ๊กตระกูล Aspire ที่เน้นการใช้งานในชีวิตประจำวัน VX 15 สามารถพกพาไปนอกสถานที่ นั่งทำงานที่ร้านกาแฟ หรือพกพา VX 15 ไปพรีเซนต์งาน ก็สามารถทำได้สะดวกสบายกว่าโน้ตบุ๊กเกมมิ่งสายฮาร์ดคอร์ค่อนข้างมาก

ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับเกมเมอร์ที่มีงบประมาณจำกัดและไม่ได้คลั่งไคล้ชอบปรับค่ากราฟิกในเกมสูงๆเพื่อภาพที่สวยงาม

ข้อดี

– ราคาเทียบประสิทธิภาพถือว่าทำได้น่าพอใจ
– ระบบระบายความร้อนดี
– มีพอร์ต USB-C

ข้อสังเกต

– TrackPad ใช้งานไม่ค่อยลื่นไหล

Gallery

]]>
Review : Nikon D7500 จงเรียกเขาว่า D500 รุ่นเล็ก http://www.cyberbiz.in.th/review-nikon-d7500/ Tue, 18 Jul 2017 04:18:22 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26632

หลังจากนิคอนเปิดตัว DSLR ตัวคูณ (DX Format) ระดับไฮเอนด์อย่าง D500 ไปพร้อมกับน้องคนเล็กอย่าง D3400 และ D5600 ที่เปิดตัวตามมาติดๆจนถึงปีนี้ วันนี้ก็ถึงคิวของพี่รอง (Semi-Pro) อย่าง D7xxx ที่ในคราวนี้นิคอนขอข้ามรุ่นจาก D7200 กระโดดมา D7500 พร้อมการปรับเปลี่ยนตั้งแต่เรื่องการออกแบบไปจนถึงฮาร์ดแวร์ภายในที่นิคอนไม่ได้เลือกพัฒนาสเปกต่อจาก D7200 แต่ตั้งใจพัฒนาจากดีเอ็นเอของพี่ใหญ่ D500 พร้อมตั้งให้ D7500 ให้เป็นกล้องสำหรับมือสมัครเล่นไปถึงกึ่งมืออาชีพ โดยเน้นความอเนกประสงค์ น้ำหนักเบา สามารถใช้งานได้ตั้งแต่ถ่ายภาพทั่วไป ถ่ายภาพเน้นความเร็วไปถึงงานวิดีโอระดับ 4K

การออกแบบ

ครั้งแรกที่ได้สัมผัส Nikon D7500 เฉพาะบอดี้อย่างเดียว ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือ “เบามาก” และงานประกอบจะดูพลาสติกกว่า D7200 ซึ่งเมื่อทีมงานลองได้ไปกางสเปกชีทจากเว็บไซต์นิคอนก็พบว่า D7500 จะมีการปรับเปลี่ยนวัสดุโครงสร้างจาก “แมกนีเซียมอัลลอย” ไปใช้เป็น “คาร์บอนไฟเบอร์” ขึ้นรูปแบบไร้รอยต่อ ทำให้น้ำหนัก D7500 จะอยู่ที่ 600-700 กรัม ในขณะที่ D7200 อยู่ที่ 765 กรัม

แต่สำหรับผู้อ่านที่กำลังกังวลเรื่องความแข็งแรงและความทนทาน ทางนิคอนได้ระบุว่า ถึงแม้ตัวกล้อง D7500 จะผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์แต่ก็ยังคงคุณสมบัติป้องกันหยดน้ำ ฝุ่นและกันกระแทกได้เล็กน้อย สามารถลุยได้ทุกสภาพแวดล้อมเช่นเดิม

สำหรับการรองรับเลนส์ยังคงเป็น “Nikon F-mount” และมาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวภายใน 3 แกนพร้อม e-VR (Electronic Vibration Reduction) เมื่อถ่ายวิดีโอ (สามารถใช้ร่วมกับเลนส์ที่มี VR จะได้ประสิทธิภาพระบบป้องกันภาพสั่นไหวเพิ่มขึ้น)

ด้านหลัง จะมาพร้อมจอ LCD ระบบสัมผัสขนาด 3.2 นิ้ว ความละเอียด 922,000 จุด (VGA) ครอบคลุมการมองเห็นภาพเต็ม 100% อีกทั้งจอ LCD ยังสามารถปรับก้มเงย (Tilting monitor) ได้ด้วย

ส่วนช่องมองภาพ (Optical Viewfinder) ครอบคลุมการมองเห็นภาพ 100% เช่นเดียวกัน มาพร้อมตัวปรับแก้สายตา 2 ถึง +1 ม.

มาดูปุ่มคำสั่ง ด้านหลังยังคงจัดวางตามรูปแบบของนิคอน โดยปุ่มเปิดจอ Live View (Lv) จะอยู่ข้างจอด้านล่างพร้อมสวิตซ์สลับระหว่างโหมดวิดีโอและภาพนิ่ง ส่วนด้านบนสุด AE-L/AF-L จะเป็นปุ่มล็อคค่าแสง/ล็อคโฟกัส ด้านปุ่มสั่งงานปรับตั้งค่ากล้อง ด้วยความที่หน้าจอเป็นแบบสัมผัส ผู้ใช้สามารถกดปุ่ม i แล้วใช้นิ้วจิ้มปรับค่ากล้องที่หน้าจอได้เช่นกัน

ด้านบน จากซ้ายจะเป็นวงล้อปรับโหมดถ่ายภาพ (M/A/S/P, Auto, SCENE, User 1, User 2 เป็นต้น) ซ้อนทับกับวงล้อปรับระบบถ่ายภาพ (ถ่ายภาพเดียว ถ่ายต่อเนื่อง โหมดชัตเตอร์เงียบ เป็นต้น)

ถัดมาเป็นส่วนกะโหลกกล้อง โดย D7500 จะมาพร้อมไฟแฟลชเหมือน D5600 ส่วนบนกะโหลกจะเป็นที่อยู่ของ Hot Shoe ใส่แฟลชแยกและอุปกรณ์เสริม ด้านขวา จะเป็นที่อยู่ของจอแสดงค่ากล้อง ด้านบนเป็นปุ่มปรับ ISO ปุ่มบันทึกวิดีโอ ชดเชยแสงและชัตเตอร์ทับด้วยสวิตซ์ปิด-เปิดกล้อง

ด้านหน้า สังเกตที่กริปจับถือจะได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความลึก จับกระชับมือมากขึ้น ตรงกลางด้านบนจะเป็นไฟช่วยโฟกัสในที่แสงน้อยแบบ LED ถัดลงมาจะเป็นปุ่มฟังก์ชัน 1 และ 2 (สามารถตั้งค่าใช้งานได้เองที่เมนูกล้อง)

ด้านซ้าย เริ่มจากปุ่มเปิดไฟแฟลชและชดเชยแสงแฟลช ถัดลงมาเป็นปุ่ม BKT (ถ่ายคร่อมแสง) และปุ่มปรับระบบออโต้โฟกัส (Manual/AF-S/AF-F)

ด้านสันกล้องจะเป็นที่อยู่ของพอร์ตเชื่อมต่อ (มีฝายางปิดไว้เพื่อกันน้ำและฝุ่น) ตั้งแต่ ไมโครโฟนแบบ 3.5 มิลลิเมตร USB, HDMI, หูฟังเพื่อมอนิเตอร์เสียงเวลาบันทึกวิดีโอและสุดท้ายช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริม เช่น รีโมทชัตเตอร์ เป็นต้น

มาดูด้านขวา จะเป็นที่อยู่ของช่องใส่การ์ดความจำ (SD Card) รองรับแค่ SD, SDHC (UHS-I), SDXC (UHS-I) ไม่รองรับ XQD เหมือน D500 โดย D7500 จะลดช่องใส่การ์ดมาเหลือ 1 ช่องเท่านั้น

สุดท้ายสำหรับแบตเตอรี จะใช้รหัส EN-EL15a (ใช้ร่วมกับ D500) ความจุ 1,500mAh (ถ่ายภาพนิ่งได้ประมาณ 900-950 ภาพ) พร้อมแท่นชาร์จไฟแบบแยก

สเปกและฟีเจอร์เด่น


Nikon D7500 จะใช้เช็นเซอร์รับภาพ CMOS APS-C (นิคอนเรียกว่า DX Format) แบบปราศจาก low-pass filter ความละเอียดภาพสูงสุด 20.9 ล้านพิกเซล ประกบหน่วยประมวลผล EXPEED 5 ที่มีความโดดเด่นในเรื่องการจัดการนอยซ์ที่ดีมาก ทำให้ D7500 จะมาพร้อมค่าความไวแสง ISO มาตรฐานที่ 100-51,200 และขยายได้สูงสุดถึง Hi5 หรือเทียบเท่า ISO 1,640,000 ต่ำสุด Lo1 หรือเทียบเท่า ISO 50

นอกจากนั้นนิคอนยังได้ปรับส่วนเซ็นเซอร์วัดแสงไปใช้แบบเดียวกับ D500 คือ “เซ็นเซอร์วัดแสง RGB ขนาด 180K” แต่เสียดายในส่วนระบบตรวจจับโฟกัสอัตโนมัติยังใช้เป็น Nikon Advanced Multi-CAM 3500 II จำนวน 51 จุด (แบบเดียวกับที่อยู่ใน D7200 และ D750) สามารถจับโฟกัสในสภาพแสง -3EV

ถ่ายช่วงเย็น ISO ประมาณ 3,200 ตั้งออโต้โฟกัสแบบ AF-F

นอกจากนั้นเพื่อให้กล้อง D7500 สามารถใช้งานได้อเนกประสงค์มากยิ่งขึ้น ทางนิคอนยังได้ยกฟังก์ชันถ่ายภาพต่อเนื่องจาก D500 มาลดสเปกจากเดิมที่สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูง 10 เฟรมต่อวินาที บัฟเฟอร์สูงสุด 200 ภาพ (JPEG) ลดเหลือ 8 เฟรมต่อวินาที บัฟเฟอร์ 100 ภาพ (JPEG) และ 50 ภาพ (RAW)

ส่วนไฟล์ภาพ RAW รองรับ 14 บิต (มาพร้อมซอฟต์แวร์จัดการ ตกแต่งและแปลงไฟล์ RAW เป็น JPEG ในตัวกล้อง) สามารถตั้งไซต์ภาพได้ 3 ขนาด ได้แก่ L20MP 5,568×3,712 พิกเซล M11.6MP 4,176×2,784 พิกเซล S5.2MP 2,784×1,56 พิกเซล อีกทั้งยังสามารถเลือกให้กล้องครอปเซ็นเซอร์ได้ 2 รูปแบบคือ เต็มเซ็นเซอร์ DX กับครอปลงมา 1.3 เท่าซึ่งจะช่วยในเรื่องระยะซูมเลนส์จะทำได้เพิ่มขึ้น เหมาะแก่การใช้งานฟังก์ชันวิดีโอ

ด้านวิดีโอรองรับความละเอียดสูงสุด 4K 30 เฟรมต่อวินาที สามารถถ่ายวิดีโอต่อเนื่องได้ยาวนาน 29 นาที และที่สำคัญโหมดวิดีโอจะรองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวในตัวกล้องแบบ 3 แกนและ Electronic Vibration Reduction (e-VR) ช่วยให้การถือกล้องถ่ายวิดีโอทำได้นิ่งมากขึ้น

ส่วนความละเอียดอื่นๆ D7500 สามารถถ่ายวิดีโอ 1080p ที่ความเร็วเฟรมสูงสุด 60 เฟรมต่อวินาทีหรือ 30 เฟรมต่อวินาทีได้ โดยในส่วนรูปแบบไฟล์สามารถเลือกได้ทั้ง MOV หรือ MP4 (เข้ารหัส H.264/MPEG4)

นอกจากนั้น Nikon D7500 จะรองรับ “ไฟแฟลชไร้สาย (Wireless Flash)” ผ่าน Nikon Creative Lighting System (CLS) โดยสามารถสั่งให้ไฟแฟลชหัวกล้องเป็นตัวสั่งงานให้แฟลชภายนอกทำงานได้ผ่านระบบ Optical รวมถึงรองรับระบบแฟลชแบบ High-Speed Sync ด้วย

สุดท้าย D7500 ยังรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth และ WiFi เพื่อใช้งาน Nikon SnapBridge ได้

รายละเอียดด้านสเปกเพิ่มเติม >คลิกที่นี่<

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

เริ่มจากการทดสอบนอยซ์ที่ค่า ISO ช่วงต่างๆ (JPEG ไฟล์ดิบจากกล้อง ไม่ผ่านการตกแต่งใดๆ) จะเห็นว่า D7500 ให้ประสิทธิภาพเดียวกับ D500 สมกับเป็นหนึ่งในกลุ่มพี่ใหญ่ของตระกูล DX Format เลยเพราะรุ่นน้องอย่าง D5600 หรือ D3400 ซึ่งใช้ EXPEED 4 จะให้ประสิทธิภาพด้านนอยซ์ดีสุดที่ค่า ISO ช่วงประมาณ 3,200 เท่านั้น แต่กับ D7500 ซึ่งใช้ EXPEED 5 จากภาพด้านบนจะเห็นว่าช่วงค่า ISO ที่ให้นอยซ์ดีสุดสามารถแตะระดับหมื่นสบายๆ ส่วนถ้าจำเป็นต้องถ่ายในที่แสงน้อยมากก็สามารถดันได้ถึงระดับหมื่นปลายๆถึงหนึ่งแสนก็ยังให้คุณภาพพอใช้งานได้อยู่ เรียกได้ว่าใกล้เคียงกล้องระดับไฮเอนด์อย่าง D500 หรือ D5 ได้เลย

Nikon D7500 with 18-140mm Kit Lens – 1/125s – f7.1 – ISO 4,500

Nikon D7500 with 18-140mm Kit Lens – 1/100s – f7.1 – ISO 6,400

Nikon D7500 with 18-140mm Kit Lens – 1/250s – f5.6 – ISO 6,400 >ภาพต้นฉบับ<

Nikon D7500 with 18-140mm Kit Lens – 1/30s – f8 – ISO 640

Nikon D7500 with 18-140mm Kit Lens – 1/200s – f11 – ISO 100 >ภาพต้นฉบับ<

Nikon D7500 with 18-140mm Kit Lens – 1/160s – f8 – ISO 100

Nikon D7500 with 18-140mm Kit Lens – 1/400s – f11 – ISO 100

มาถึงช่วงลงสนามทดสอบใช้งานจริง ทีมงานเลือกเน้นไปที่การถ่ายในที่แสงน้อยมาก โดยรูปส่วนใหญ่จะตั้ง ISO ระดับ 4,000 ขึ้นไปและเป็นไฟล์ JPEG ดิบจากกล้อง ไม่ผ่านการตกแต่งเพิ่มเติม แต่เสียดายทีมงานไม่มีโอกาสได้ใช้ ISO ถึงระดับหมื่นเลย เพราะสถานที่ที่ไปส่วนใหญ่ ISO ระดับ 6,400 ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แน่นอนว่าภาพที่ได้ค่อนข้างใสและเคลียร์

ถือว่า D7500 เป็นกล้องที่ให้คุณภาพไฟล์สูงมาก จนทีมงานขอยกให้เป็น D500 ไซต์มินิที่ออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ (เมนู ฟังก์ชันกล้องเฟรนลี่กับคนทุกระดับ) โดยเฉพาะภาพนิ่ง เรียกได้ว่าเหมือนโคลนนิ่ง D500 กันมาเลย แต่เรื่องน้ำหนักเมื่อนำบอดี้มารวมเลนส์แล้วอย่างไร D7500 ก็เบาและคล่องตัวกว่า D500 มาก

ส่วนคำถามยอดฮิตสำหรับคนสนใจกล้องนิคอนก็คือ เรื่องโหมดวิดีโอถามว่า D7500 ปรับปรุงไปมากไหม? คำตอบก็คือปรับปรุงไปพอสมควร ทั้งเรื่องระบบออโต้โฟกัสและระบบป้องกันภาพสั่นไหว จุดเด่นในโหมดวิดีโอของกล้องรุ่นนี้คือให้ภาพที่ใสและเคลียร์มากแม้จะถ่ายวิดีโอในที่แสงน้อยรวมถึงมีตัวช่วยสำหรับมืออาชีพ แต่ความแม่นยำในเรื่องออโต้โฟกัสผ่านไลฟ์วิวยังถือเป็นสิ่งที่นิคอนต้องแก้ไขต่อไป โดยเฉพาะการโฟกัสตามวัตถุที่เคลื่อนไหวไปมายังทำงานได้ไม่แม่นยำ ยกเว้นคุณจะเป็นคนถ่ายวิดีโอและหมุนโฟกัสด้วยมือเก่ง แต่เรื่องภาพนิ่ง D7500 ทำได้น่าประทับใจมาก

สำหรับราคาขาย Nikon D7500 พร้อมคิทเลนส์ 18-140 VR F3.5-5.6 อยู่ที่ 59,900 บาท ส่วนราคาบอดี้อย่างเดียวอยู่ที่ 49,900 บาท

ข้อดี

– กล้องระดับกึ่งมืออาชีพที่มีน้ำหนักเบา ออกแบบดี
– ภาพนิ่งคุณภาพดีมากระดับเดียวกับ D500
– ตัวกล้องป้องกันละอองน้ำและฝุ่นระดับหนึ่ง
– ฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รองรับผู้ใช้ทุกระดับ
– หน้าจอปรับก้มเงยพร้อมทัชสกรีน

ข้อสังเกต

– วิดีโอให้คุณภาพดีมากแต่เรื่องออโต้โฟกัสยังต้องปรับปรุง

Gallery

]]>
Review : ASUS ZenBook 3 Deluxe แมคบุ๊กสายวินโดวส์ http://www.cyberbiz.in.th/review-asus-zenbook3-deluxe/ Thu, 13 Jul 2017 04:09:02 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26594

ASUS (เอซุส) ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ออกแบบโน้ตบุ๊กได้ลงตัวและสวยงาม โดยเฉพาะกลุ่ม ZenBook ที่เน้นเรื่องความบางเบาและหรูหราเป็นพิเศษ โดยในวันนี้ ZenBook เดินทางมาถึงรุ่นที่ 3 กับการปรับเปลี่ยนดีไซน์และสเปกภายในให้ลงตัวมากกว่าเดิม โดยรุ่นที่ทีมงานไซเบอร์บิซได้รับมารีวิวในวันนี้จะเป็นตัวท็อปสุดในกลุ่มกับ “ASUS ZenBook 3 Deluxe”

การออกแบบ

ทั้ง ASUS ZenBook 3 และรุ่น Deluxe จะถูกออกแบบใหม่โดยเน้นเส้นสายสีทองและตัวเครื่องลูมิเนียมแบบ Unibody คือผลิตจากโลหะขึ้นรูปชิ้นเดียว พร้อมความบางเพียง 12.9 นิ้ว น้ำหนัก 1.1 กิโลกรัมเท่านั้น 

ด้านจอภาพสำหรับรุ่น Deluxe ที่ทีมงานนำมารีวิวจะเป็นจอ LED ขนาด 14 นิ้ว (1080p) ที่มีความพิเศษคือเป็นจอที่มาพร้อมเทคโนโลยี ASUS Eye Care ตัดแสงสีฟ้า 30% และมี Contrast Ratio (ค่าสีดำที่ดำสนิทที่สุดและสีขาวที่ขาวสุด ค่ายิ่งมากภาพจะมีมิติขึ้น) สูงถึง 1,000:1

ประกบทับด้วยกระจกจอ Corning Gorilla Glass 5 ความหนา 0.55 มิลลิเมตรเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของหน้าจอ

อีกทั้งหน้าจอขนาด 14 นิ้วยังถูกออกแบบให้ใช้งานเต็มพื้นที่ตัวเครื่อง เพราะเอซุสต้องการคงขนาดโน้ตบุ๊ก 13 นิ้วไว้ ซึ่งถือเป็น Compact Design เหมาะสมสำหรับการพกพามากที่สุดในตอนนี้

ขยับลงมาดูส่วนคีย์บอร์ดและทัชแพด เริ่มจากคีย์บอร์ดเป็นขนาด Full-size ระยะกด 1.2 มิลลิเมตร เหนือแป้นคีย์บอร์ดเป็นที่อยู่ของลำโพงสเตอริโอ 2 ตัว จากทั้งหมด 4 ตัว ออกแบบโดย Harman Kardon ด้วยเทคโนโลยีเสียง ASUS SonicMaster Premium

ถัดลงมาในส่วนทัชแพดด้านล่าง ถูกครอบทับด้วยกระจก ส่วนสเปกเป็นมัลติทัช รองรับ Smart gestures ได้สูงสุด 4 นิ้วมือ รองรับการขีดเขียนตัวอักษร (Handwriting) และที่สำคัญมาพร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเพื่อใช้งานร่วมกับ Windows Hello ใน Windows 10

ด้านใต้เครื่องจะเป็นที่อยู่ของลำโพงอีก 2 ตัว ส่วนภายในตัวเครื่องจะเห็นว่า ZenBook 3 มีพัดลมระบายความร้อนเพียงตัวเดียว รวมถึงเมนบอร์ดก็ถูกลดขนาดลง ซึ่งเป็นผลมาจากหน่วยประมวลผลตระกูล Kaby Lake 14 นาโนเมตร

มาถึงช่องเชื่อมต่อรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านขวาตัวเครื่องจะเป็นที่อยู่ของไฟสถานะการทำงานและชาร์จไฟ ถัดมาเป็นพอร์ต USB-C (รองรับ Thunderbolt 3 – 40Gbps/USB 3.1 Gen 2) แบบเดียวกับพอร์ตเชื่อมต่อบน MacBook Pro ใหม่

ด้านซ้าย เป็นช่องเชื่อมต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร และ USB-C (Version 3.1 Gen 1)

ส่วนการชาร์จไฟจะทำผ่านอะแดปเตอร์ USB-C (Output: 19V DC, A, 65W) โดยผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับพอร์ต USB-C พอร์ตใดก็ได้ รอบตัวเครื่อง

และสำหรับคนที่กำลังกังวลว่าจะสามารถเชื่อมต่อแฟลชไดร์ฟหรืออุปกรณ์เสริมที่เป็นพอร์ต USB-A ในปัจจุบันได้หรือไม่ ในแพกเกจจะมีการแถมอะแดปเตอร์ USB-A to USB-C มาให้จำนวน 1 ตัว และอะแดปเตอร์ HDMI to USB-C อีก 1 ตัว อีกทั้งทางเอซุสยังได้แถมกระเป๋า ซองผ้าและผ้าเช็ดโน้ตบุ๊กมาในแพกเกจสมราคาครึ่งแสนเลยทีเดียว

สเปก

ในส่วนสเปกเครื่อง ASUS ZenBook 3 Deluxe รุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบเป็นโมเดล UX490UA มาพร้อมซีพียู Intel Core i7-7500U Dual-Core ความเร็ว 2.7GHz รองรับ Turbo Boost ได้สูงสุด 3.5GHz พร้อมกราฟิกออนชิป Intel HD Graphics 620 (รองรับการแสดงผล 4K)

ด้านกล้อง Web cam ความละเอียดระดับ VGA 640×480 พิกเซล

ในส่วนแรมเป็น LPDDR3 2,133MHz แบบติดกับเมนบอร์ด (อัปเกรดไม่ได้) จำนวน 16GB หน่วยเก็บข้อมูลในรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบจะเป็นแบบ PCIe 3.0 ความจุ 512GB (เร็วกว่า SSD 3 เท่า)

สุดท้ายสำหรับสเปกการเชื่อมต่อเครือข่าย WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11ac Dual-band มีบลูทูธ 4.1 และมาพร้อมวินโดวส์ 10 Pro

ฟีเจอร์เด่น

Fast Charging ความจริงแล้วอะแดปเตอร์ชาร์จไฟที่ให้มากับ ZennBook 3 Deluxe จะรองรับการจ่ายไฟได้ถึง 4 รูปแบบได้แก่ 5V – 3A / 9V – 3A / 15V – 3A และ 20V – 3.25A ทำให้อะแดปเตอร์ตัวนี้สามารถชาร์จไฟได้ตั้งแต่สมาร์ทโฟน (ทีมงานทดสอบแล้วสามารถชาร์จแบบ Quick Charge ได้ด้วย – แต่เอซุสได้แนะนำเพราะอาจเกิดความเสียหายได้ภายหลัง) ไปถึงโน้ตบุ๊ก

โดยการชาร์จไฟด้วยอะแดปเตอร์รุ่นนี้ใน ZenBook 3 จะรองรับระบบ Fast Charging สามารถชาร์จไฟ 60% ได้ด้วยเวลาเพียง 50 นาที อีกทั้งผู้ใช้ยังสามารถตั้งค่าการชาร์จไฟได้ด้วยตัวเองผ่านซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งมากับตัวเครื่องด้วย

มาดูเรื่องดีลพิเศษสำหรับผู้เป็นลูกค้า ZenBook 3 ได้แก่ 1.Adobe Acrobat Pro DC สำหรับงานเอกสาร PDF จะได้ส่วนลดเมื่อเลือกซื้อซอฟต์แวร์ 13% 2.Adobe Premiere Pro CC รุ่นล่าสุด ได้ส่วนลด 20% และสุดท้ายดีล Dropbox ฟรีสำหรับทุกคน เพียงใช้งาน Dropbox บน ZenBook 3 จะได้พื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มอีก 25GB ฟรีเป็นเวลา 1 ปี

ทดสอบประสิทธิภาพ

ทีมงานเลือกใช้ซอฟต์แวร์ทดสอบ 3 ตัวด้วยกันได้แก่ PCMark 10, Cinebench R15 และ Geekbench 4 ซึ่งผลคะแนนก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีโดยเฉพาะในส่วนการประมวลผล ตัวเครื่องให้สเปกมาค่อนข้างไฮเอนด์ แม้ซีพียูจะอยู่ในระดับเน้นประหยัดพลังงาน แต่การใช้งานตัดต่อวิดีโอ 4K ตกแต่งภาพและอื่นๆสามารถทำงานได้ไหลลื่น ส่วนหนึ่งมาจากแรมที่ให้มามากถึง 16GB และหน่วยเก็บข้อมูลที่ทำงานได้รวดเร็วมาก ถือเป็นโน้ตบุ๊กในรูปแบบอัลตร้าบุ๊กที่รองรับงานระดับบนได้อย่างดี

อีกส่วนที่ ZenBook 3 Deluxe ทำได้ดีไม่แพ้ส่วนอื่นก็คือเรื่องแบตเตอรีและระบบจัดการพลังงานภายในที่ทำได้ใกล้เคียง MacBook ของแอปเปิลอย่างมาก ตัวเครื่องสามารถใช้งานทั่วไปได้ 6-8 ชั่วโมง (พิมพ์งาน เชื่อมต่อ WiFi และมีตกแต่งภาพสลับบ้างตลอดระยะทดสอบ)

ส่วนในเรื่องความร้อน การใช้งานปกติไม่พบอาการเครื่องร้อนแต่อย่างใด แต่เมื่อเครื่องทำงานเต็มประสิทธิภาพ 100% ความร้อนถือว่าค่อนข้างสูง โดยเฉพาะใต้เครื่องถ้าใช้งานแบบโหลด 100% ตลอดทั้งวัน ผู้ใช้จะไม่สามารถวางบนตักได้เลยเพราะร้อนมาก แต่ก็ต้องยอมรับเวลาคายความร้อน ด้วยการที่ตัวเครื่องใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมทั้งหมด ความร้อนจะคายผ่านฝาอลูมิเนียมอย่างรวดเร็วเช่นกัน

สรุป

สำหรับราคาขาย ASUS ZenBook 3 Deluxe (UX490UA) จะอยู่ที่ 69,990 บาท ส่วน ZenBook 3 (UX390UA) ราคาอยู่ที่ 54,990 บาท ก็เป็นไปตามที่ทีมงานจั่วหัวไว้ “แมคบุ๊กสายวินโดวส์” เรียกได้ว่าตั้งราคาและประสิทธิภาพมาชนกับ MacBook/MacBook Pro ของแอปเปิลเลย (แต่ ZenBook 3 Deluxe จะมีสเปกค่อนข้างสูงกว่า ในรุ่นราคาระดับเดียวกัน)

โดยในส่วนประสิทธิภาพ ภาพรวมทั้งหมดเท่าที่ทีมงานทดสอบมา 2 อาทิตย์ถือว่า ZenBook 3 Deluxe ทำได้ดี ใช้ไปสักพักจะรู้สึกว่าได้อารมณ์ของ MacBook ผสม MacBook Pro ในคราบ Microsoft Windows มาก ไม่ว่าจะพิมพ์งาน ติดตัวไปประชุม พรีเซนต์งานไปถึงใช้งานตัดต่อวิดีโอแบบหนักหน่วงทุกอย่างสามารถทำได้ใน ZenBook 3 Deluxe (ยกเว้นเล่นเกม สามารถทำได้แต่ไม่แนะนำ) โดยเฉพาะน้ำหนักและขนาดที่ออกแบบมาได้ดี ไม่เป็นปัญหาในการพกพา เดินทางตลอดทั้งวันแน่นอน

ข้อดี

– การออกแบบยอดเยี่ยม หน้าจอสีสวย
– สเปกดี ใช้งานได้ตั้งแต่พิมพ์งาน พรีเซนต์งานไปถึงตัดต่อวิดีโอ
– แบตเตอรีและการจัดการพลังงานภายในทำได้ค่อนข้างดี
– ลำโพงเสียงดี
– มีระบบชาร์จไฟเร็ว

ข้อสังเกต

– ทำงานเต็ม 100% ตัวเครื่องค่อนข้างร้อนมาก
– กล้อง Web Cam ความละเอียดแค่ VGA
– พอร์ตเชื่อมต่อเป็น USB-C ทั้งหมด

Gallery

]]>
Review : Samsung Galaxy Tab S3 พรีเมียมแท็บเล็ตพร้อมปากกา S Pen และลำโพง 4 ตัว http://www.cyberbiz.in.th/review-tabs3/ Wed, 12 Jul 2017 01:30:48 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=26545

Samsung Galaxy Tab S ถือเป็นกลุ่มแท็บเล็ตพรีเมียมจากซัมซุงที่ได้รับความนิยมสูงมาตั้งแต่รุ่นแรกที่ออกวางจำหน่ายเมื่อปี 2014 จนปัจจุบัน Tab S เดินทางมาถึงรุ่นที่ 3 (Tab S3) กับจุดขายใหม่ “พรีเมียมแท็บเล็ตที่สามารถขีดเขียนได้ด้วยปากกา S Pen” ครั้งแรกของตระกูลพรีเมียม Tab S ที่ในครั้งนี้ ซัมซุงตั้งใจปรับปรุงปากกามาให้โดดเด่นเป็นพิเศษอีกด้วย

การออกแบบ

สำหรับ Samsung Galaxy Tab S3 จะมาพร้อมหน้าจอ Super AMOLED ขนาด 9.7 นิ้ว อัตราส่วนหน้าจอเป็น 4:3 แบบเดียวกับ Tab S2 มาพร้อมความละเอียหน้าจอ 2,048×1,536 พิกเซล รองรับการเล่นวิดีโอ HDR และรองรับปากกา S Pen

ในส่วนขนาดตัวเครื่องจะมีความหนาอยู่ที่ 6 มิลลิเมตร หนัก 434 กรัม

ด้านหน้า เหนือหน้าจอขึ้นำไป ข้างโลโก้ Samsung จะเป็นที่อยู่ของกล้องหน้า ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f2.2

ใต้จอภาพ ตรงกลางจะเป็นปุ่มโฮมพร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint) แบบดั้งเดิมของซัมซุง ด้านซ้ายเป็นปุ่มสัมผัสเรียก Recent Apps ขวา ปุ่มย้อนกลับ

ด้านหลังตัวเครื่อง วัสดุจะเป็นกระจก โดยด้านบนจะเป็นที่อยู่ของกล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f1.9 พร้อมไฟแฟลชแบบ LED

มาดูด้านข้างเครื่องกันบ้าง เริ่มจากด้านบนจะเป็นที่อยู่ของลำโพงสเตอริโอ 2 ตัวพร้อมเสารับสัญญาณโทรศัพท์

ด้านล่าง ซ้าย-ขวาจะเป็นที่อยู่ของลำโพงอีก 2 ตัว พร้อมเสารับสัญญาณโทรศัพท์เช่นเดียวกับด้านบน ส่วนตรงกลางจะเป็นที่อยู่ของช่อง USB-C รองรับมาตรฐานเชื่อมต่อสูงสุด USB 3.1 พร้อมช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

ด้านขวา จะเป็นปุ่มเพิ่มลดระดับเสียง โดยตรงกลางจะเป็นช่องใส่ถาดใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์แบบ Nano Sim (รองรับ ซิมเดียว) และช่องใส่ MicroSD Card รองรับความจุสูงสุด 256GB

ด้านซ้าย จะเป็นส่วนเชื่อมต่อ POGO กับอุปกรณ์เสริม เช่น คีย์บอร์ด

มาถึงส่วนของปากกา S Pen ที่ในครั้งนี้ซัมซุงปรับปรุงใหม่ให้เหมาะกับ Tab S3 มากยิ่งขึ้น (ใช้สเปกเดียวกับ S Pen ใน Galaxy Note 7) ตั้งแต่ขนาดตัวปากกาที่ออกแบบให้เหมือนของจริง จับถนัดมือกว่า Galaxy Note พร้อมหัวปากกาแบบ 0.7 มิลลิเมตร รองรับทั้งเขียนหนังสือและวาดรูป ไปถึงสเปกที่ในครั้งนี้ซัมซุงเพิ่มการรองรับแรงกดมากถึง 4,096 ระดับ มากกว่า Galaxy Tab A และ Note 5 เป็นเท่าตัว

และที่สำคัญปากกาไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี ไม่ต้องใส่ถ่าน

สุดท้าย Galaxy Tab S3 จะรองรับระบบชาร์จไฟแบบเร็ว เช่นเดียวกับ Galaxy S8 และในแพกเกจจะมาพร้อมอะแดปเตอร์ Adaptive Fast Charging ด้วย

สเปก

หน่วยประมวลผลขับเคลื่อน Galaxy Tab S3 ซัมซุงเลือกใช้ซีพียู Qualcomm Snapdragon 820 Quad-core ความเร็ว 2.15GHz แรม 4GB (ประสิทธิภาพแรงกว่ารุ่นก่อนหน้า 18% กราฟิกแรงกว่า 3 เท่า) มาพร้อมรอม 32GB เหลือพื้นที่ให้ใช้งานจริงประมาณ 23.1GB

ในส่วนการรองรับเครือข่ายโทรศัพท์ จะรองรับ 3G/4G LTE ทุกเครือข่ายในบ้านเรา สามารถโทรศัพท์ได้แต่อาจต้องทำผ่านบลูทูธ ส่วน WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 a/b/g/n/ac มี GPS/Glonass/Beidou/Galileo ในตัว บลูทูธรองรับรุ่นใหม่ 4.2 มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 7.0 ส่วนแบตเตอรีให้ความจุมา 6,000 mAh

ยูสเซอร์อินเตอร์เฟสและฟีเจอร์เด่น

เริ่มจากยูสเซอร์อินเตอร์เฟส (UI) จะเป็นซัมซุงยุคใหม่คือไม่ยัดเยียดแอปฯมาให้เกินความจำเป็น ทำให้ UI ค่อนข้างเบาและรูปแบบการใช้งานจะเหมือนกับ UI ใน Galaxy S8 ผสม Galaxy A7 2017 รวมถึงรอบรับ Multitasking เปิดใช้งาน 2 แอปฯในหนึ่งหน้าจอได้

ในส่วนหน้าจออัตราส่วน 4:3 แม้มองเผินๆจะดูไม่คุ้นตานัก แต่เรื่องของพื้นที่แสดงผล สำหรับการใช้งานเอกสาร เล่นเว็บไซต์ถือว่าให้พื้นที่กว้างขวาง ไม่อึดอัด โดยเฉพาะการเปิด 2 แอปฯในหนึ่งหน้าจอ จะมีพื้นที่ใช้งานค่อนข้างมาก แต่ถ้านำไปเล่นวิดีโออัตราส่วน 16:9 หรือ 21:9 จะเกิดขอบดำบนล่างค่อนข้างมาก มองแล้วไม่เต็มตา

มาถึงฟีเจอร์ S Pen นอกจากตัวปากกามีข้อดีในเรื่องไม่ต้องใช้ถ่านแล้ว ระบบการทำงานยังถือว่าครั้งนี้ซัมซุงได้พอร์ตฟังก์ชันจาก Galaxy Note 7 มาให้ใช้บน Tab S3 แทบทุกฟังก์ชัน เริ่มตั้งแต่ Smart Select ไปถึงสามารถสร้าง GIF Animation จากคลิปวิดีโอได้หรือจะเลือกครอปภาพด้วยปากกา เขียน Screenshot หรือฟังก์ชันเด่นอย่าง ยกปากกาเหนือข้อความก็สามารถเลือกแปลภาษา (รองรับแปล อังกฤษ-ไทย) ได้ด้วย

ลำโพง 4 ตัว – ในครั้งนี้ซัมซุงจับมือพัฒนาลำโพง Tab S3 ร่วมกับ AKG/HARMAN โดยลำโพงทั้ง 4 ตัวจะทำงานสอดประสานกันในรูปแบบสเตอริโอ แยกเสียงเบสและโทนแหลมออกจากกัน ทำให้เสียงมีความคมชัดและความดังที่เพิ่มขึ้น

ในส่วนกล้องถ่ายภาพ รองรับความละเอียด 13 ล้านพิกเซล วิดีโอรองรับความละเอียดสูงสุด 4K โดยในส่วนคุณภาพภาพนิ่งจะอยู่กลางๆประมาณ Galaxy A-Series ส่วนวิดีโอถือว่าพอใช้ ระบบกันภาพสั่นไหวสามารถเปิดให้ซอฟต์แวร์ช่วยเหลือได้

ทดสอบประสิทธิภาพ

3D Mark
Sling Shot Extreme = 2,478 คะแนน
Sling Shot = 2,913 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 24,302 คะแนน
Ice Storm Extreme = 13,995 คะแนน

PC Mark
Work 2.0 = 4,549 คะแนน

AnTuTu Benchamrk = 100,960 คะแนน

Geekbench 4
Single-Core = 1,368 คะแนน
Multi-Core = 3,930 คะแนน

PassMark PerformanceTest
System = 9,689 คะแนน
CPU Tests = 150,911 คะแนน
Memory Tests = 9,465 คะแนน
Disk Tests = 40,764 คะแนน

AndroBench (ทดสอบการอ่านเขียนของรอม)
Seq. Read = 289.65 MB/s
Seq. Write 89.48 MB/s

มาดูเรื่องการทดสอบประสิทธิภาพ ด้านผลคะแนนถือว่ากลางๆ พอใช้ แอบเสียดายที่ซัมซุงเลือกใช้สเปกฮาร์ดแวร์จากตัวท็อปของปีที่แล้ว โดยเฉพาะส่วนของซีพียู Snapdragon 820 ซึ่งการใช้งานจริงถือว่าไม่มีปัญหา สามารถใช้งานได้ปกติ

แต่สำหรับเครื่องเดโมที่ทีมงานได้รับมาทดสอบจะพบอาการเครื่องช้าบ้าง โดยเฉพาะเมื่อเปิดใช้งาน Multitasking หรือเปิดใช้งานแอปฯจำนวนมากสลับไปมา

ส่วนการใช้งาน S Pen วาดภาพและเขียนหนังสือ เรียกได้ว่าถอดแบบ Galaxy Note 7 มาเลย ประสิทธิภาพปากกาเหมือนกัน โดย S Pen ใน Tab S3 จะจับถนัดกว่า ส่วนความลื่นไหลก็อยู่ในเกณฑ์ดี ผิดจากประสิทธิภาพของตัวเครื่องโดยรวมที่อยากให้ซัมซุงนำสเปกของ Galaxy S8 มาใส่ไว้ใน Tab S3 เสียจริงๆ หรืออย่างน้อยก็พัฒนาซีพียูของพรีเมียมแท็บเล็ตขึ้นมาเฉพาะเลยจะดีกว่า

ส่วนการเล่นเกม อย่างเกม Modern Combat 5 ไม่ทราบเป็นที่ตัวเกมไม่ได้ปรับประสิทธิภาพมาให้เข้ากับ Tab S3 หรืออย่างไร เพราะเกมค่อนข้างหน่วง เล่นแล้วไม่ลื่นไหล ต้องปรับค่ากราฟิกลงมากลางๆ

มาถึงการทดสอบสุดท้าย “แบตเตอรี” สามารถทำเวลาใช้งานแบบต่อเนื่องจากชุดทดสอบ PC Mark (เปิดจอทิ้งไว้และประมวลผลตลอดการทดสอบ) อยู่ที่ 8 ชั่วโมง 6 นาที แบตเตอรีเหลือ 20% สามารถใช้งานต่อเนื่องได้อีกประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แบตเตอรีจึงใกล้หมด

ส่วนใช้งานจริงถ้าเป็นการใช้งานปกติ เน้นงานเอกสาร ท่องเว็บไซต์ผ่าน WiFi/4G จะอยู่ที่ประมาณ 10-12 ชั่วโมง สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวัน ส่วนถ้านำมาเล่นเกมหรือใช้งานตกแต่งภาพที่ต้องใช้ซีพียูหนักหน่วง แบตเตอรีสามารถหมดได้เพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น

ภาพรวมถือว่า Samsung Galaxy Tab S3 ในส่วนประสิทธิภาพประมวลผลถือว่าอยู่ระดับกลางๆ ไม่โดดเด่นหวือหวาเหมือนแฟลกชิปอย่าง Galaxy S8

สรุป

สำหรับราคาขาย Galaxy Tab S3 (32GB WiFi/รองรับ 3G/4G LTE) พร้อม S Pen จะอยู่ที่ 24,500 บาท

เรียกได้ว่าเป็นราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับสเปกเครื่องที่ไม่สดใหม่นัก แต่ Tab S3 มีดีที่ปากกา S Pen ที่ถูกปรับปรุงใหม่ใช้งานได้ดี โดยเฉพาะคนชอบจดโน้ต S Pen รุ่นนี้ทำงานได้ค่อนข้างแม่นยำ ฟีเจอร์ปากกาดี คนที่สนใจหาซื้อมาทำงานเอกสาร พิมพ์งานน่าจะถูกใจ แต่สำหรับคนที่ต้องการซื้อมาเพื่อเล่นเกม เน้นเอนเตอร์เทนเมนต์เป็นหลัก อยากให้ลองไปทดสอบที่ Samsung Shop ก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะในส่วนที่ปรับปรุงใหม่อย่างลำโพง 4 ตัวไปถึงหน้าจอและสเปกเครื่องก็ถือว่ายังมีประสิทธิภาพแค่ระดับกลางๆ จะเป็นพรีเมียมก็ไม่สมบูรณ์ 100% ดูครึ่งๆกลางๆไม่สุดสักทาง แถมราคาก็ยังไปชนกับ iPad Pro 10.5 นิ้ว (64GB WiFi) รุ่นล่างสุดอีก

ใครกำลังมองหาแท็บเล็ตพรีเมียมราคาระดับ 2 หมื่นบาทคงต้องตัดสินใจกันให้ดีๆ (Tab S3 ซื้อแล้วจบเลย อุปกรณ์ S Pen ได้ครบ ส่วน iPad Pro คงต้องกำเงินถึง 3 หมื่นกว่าบาทถึงจะได้ฟังก์ชันแบบ Tab S3 แต่ iPad Pro ก็ได้ในเรื่องสเปกสุดแรง สดใหม่สุดในตลาดตอนนี้)

ข้อดี

– หน้าจอ Super AMOLED ตัวใหม่ให้สีสดใส รองรับ HDR
– S Pen ทำงานได้ดี ยอดเยี่ยมเหมือนตอนทดสอบกับ Galaxy Note 7
– ลำโพง 4 ตัวให้เสียงที่ดีมากขึ้นเมื่อเทียบกับ Tab S ทุกรุ่นที่ผ่านมา

ข้อสังเกต

– สเปกส่วนประมวลผลไม่สดใหม่สมเป็นพรีเมียมแท็บเล็ต
– ราคาสูง
– แบตเตอรี ใช้งานต่อเนื่องยังไม่น่าประทับใจ
– ปัจจุบันความจุมีให้เลือกเพียง 32GB (ไม่แน่ใจจะมีรุ่น 64GB ออกมาภายหลังหรือไม่)

Gallery

]]>