CBIZ Reviews - Manager Online http://www.cyberbiz.in.th เว็บไซต์รีวิวอุปกรณ์ ไอที ไฮเทค เป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดการออนไลน์ Sat, 18 Feb 2017 07:51:38 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.3.1 Review : Jabra Elite Sport หูฟังไร้สายเพื่อคนรักสุขภาพ วัดหัวใจได้ http://www.cyberbiz.in.th/review-jabra-elite-sport/ http://www.cyberbiz.in.th/review-jabra-elite-sport/#comments Sat, 18 Feb 2017 07:25:09 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25336

IMG_0975

Jabra (จาบร้า) ถือเป็นแบรนด์ผู้ผลิตหูฟังไร้สายจากเดนมาร์ก ซึ่งได้รับความนิยมตั้งแต่สมัยยังเป็นหูฟังบลูทูธสำหรับใช้สนทนาโทรศัพท์ จนปัจจุบัน Jabra แตกไลน์ผลิตภัณฑ์ออกมาจับกลุ่มที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพที่กำลังอยู่ในกระแสตอนนี้

โดย “Jabra Elite Sport” เป็นหูฟังไร้สายในกลุ่ม Wireless sport headphones ตัวใหม่ล่าสุดที่นอกจากขนาดที่เล็กกว่าหูฟังไร้สายทุกรุ่นในกลุ่มแล้ว เรื่องของเสียงและฟีเจอร์เพื่อคนรักสุขภาพก็จัดอยู่ในระดับไฮเอนด์เลยทีเดียว

การออกแบบและสเปก

IMG_0979

IMG_0982

Jabra Elite Sport เป็นหูฟังไร้สายแบบ in-ear ใช้การเชื่อมต่อผ่านสัญญาณบลูทูธ 4.1 รองรับทั้ง iOS และ Android

โดยตัวหูฟังจะถูกเก็บอยู่ในกล่องที่เป็นทั้งกล่องใส่และที่ชาร์จแบตเตอรี หูฟังสามารถใช้งานต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง เมื่อไฟหมดสามารถนำมาใส่กล่องเพื่อชาร์จไฟได้มากสุด 2 ครั้ง หรือคิดเป็นเวลาใช้งานทั้งหมดประมาณ 6 ชั่วโมง หลังจากนั้นต้องนำกล่องไปเชื่อมต่อกับสาย MicroUSB เพื่อชาร์จไฟจากภายนอก (ไม่มีอแดปเตอร์ชาร์จไฟมาให้ แต่สามารถใช้ร่วมกับอแดปเตอร์สมาร์ทโฟน, Power Bank, หรือเชื่อมต่อโดยตรงกับคอมพิวเตอร์ก็ได้)

IMG_0983

IMG_0989

มาดูตัวหูฟัง มองภาพรวมจะเหมือนกับ Apple AirPods ทั้งรูปแบบการใช้งานและแนวคิดการออกแบบ เพียงแต่ Jabra Elite Sport จะเน้นจับกลุ่มคนออกกำลังกายเป็นหลัก ทำให้วัสดุครอบตัวหูฟังทั้งหมดจะผลิตจากยาง ป้องกันน้ำตามมาตรฐาน IP67 สามารถลงน้ำลึก 1 เมตรได้

IMG_0992

นอกจากนั้นตัวหูฟังยังมาพร้อมเซ็นเซอร์ภายในมากมาย เริ่มตั้งแต่ Tri-axis accelerometer รองรับการตรวจจับการเคลื่อนไหว (TrackFit Motion) สำหรับการวิ่งหรือเดินออกกำลังกาย

in-ear heart rate monitor หรือเซ็นเซอร์ตรวจวัดหัวใจ ก็ได้ถูกติดตั้งมากับตัวหูฟังเพื่อใช้ตรวจวัดชีพจรระหว่างออกกำลังกายด้วยเช่นกัน

IMG_0978

มาถึงส่วนหูฟัง Earbuds (EarGels) และ EarWings สามารถเปลี่ยนได้ 3 ขนาด S/M/L มีให้เลือกทั้งเป็นซิลิโคนและโฟม ส่วนสเปกด้านเสียงจะมาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน Passive noise cancelation ด้วย

hearthrough

ส่วนไมโครโฟนรับเสียงสำหรับสนทนาโทรศัพท์ นอกจากมาพร้อมเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน (Advanced noise cancellation technology) จาบร้ายังได้ใส่ฟังก์ชันพิเศษ “HearThrough” มาให้ด้วย

HearThrough จะเป็นการแก้ปัญหาหูฟัง in-ear ที่เมื่อใส่ฟังเพลงวิ่งบนถนน ผู้ใช้มักไม่ได้ยินเสียงรถที่วิ่งอยู่ข้างหลังหรือสัญญาณเตือนต่างๆ แต่เมื่อเราเปิดใช้โหมดนี้ ไมโครโฟนจะรับเสียงรอบตัวเข้ามาที่หูฟัง ทำให้เราได้ยินเสียงสภาพแวดล้อมขณะสวมใส่หูฟังได้

การเชื่อมต่อและใช้งาน

jelitesp-app-1

jelitesp-app-2

การเชื่อมต่อ Jabra Elite Sport สามารถทำผ่านบลูทูธได้ตามปกติ โดยเมื่อเชื่อมต่อเสร็จสิ้นแล้ว สำหรับ iOS จะแสดงสถานะแบตเตอรีทั้งบนแถบสถานะด้านบนและในส่วน Battery บน Notifications แบบเดียวกับ Apple AirPods

ส่วนการใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน “Jabra Sport Life” (มีให้ดาวน์โหลดบน iOS และ Android) เพิ่มเติม

jelitesp-app-3

โดยภายในแอปฯ Jabra Sport Life จะเน้นเรื่องการใช้เซ็นเซอร์จากหูฟังตรวจจับการออกกำลังกาย ตั้งแต่วัดอัตราการเต้นของหัวใจพร้อมบอกโซน VO2 Max สามารถตั้งโปรแกรมออกกำลังกาย ตรวจจับการวิ่ง บอกระยะทางแคลอรี่ที่เผาผลาญไปได้

และที่สำคัญ Jabra Sport Life ยังมาพร้อม Real Time audio coaching โดยระบบจะพูดบอกระยะทาง อัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้เราไม่ต้องคอยดูหน้าจอโทรศัพท์ขณะออกกำลังกาย

jelitesp-button

ส่วนปุ่มคำสั่งที่ตัวหูฟัง (ใช้การกดลงไป) เริ่มจากหูซ้ายจะเป็นปุ่ม +/- เพิ่มลดระดับเสียง หูขวา ปุ่มบนเป็น Sport Button

โดยกด 1 ครั้งจะเรียกแอปฯ Jabra Sport Life
กดค้างไว้ จะเป็นการเริ่มออกกำลังกาย (Workout) และระหว่างโหมด Workout ทำงานกดค้างไว้ 1 วินาทีจะเป็นการหยุดชั่วคราวและกดค้างไว้อีก 1 วินาทีจะเป็นการเริ่ม Workout ต่อ

ส่วนการควบคุมการเล่นเพลง รับและวางสายโทรศัพท์สามารถกดปุ่มคำสั่งด้านล่าง (วงกลม) ส่วนการเล่นเพลงถัดไปหรือก่อนหน้า ต้องกดปุ่มเพิ่มลดระดับเสียงค้างไว้ 1 วินาที และสุดท้ายการเปิดปิดโหมด Hearthrough ให้กดปุ่มวงกลม (หูขวา) 2 ครั้งติดกัน

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

IMG_0995

การทดสอบประสิทธิภาพเรื่องเสียง ถ้าเทียบกับ Apple AirPods ที่มีราคาใกล้ๆกันและรูปแบบใช้งานไม่ต่างกัน (Jabra Elite Sport ราคา 9,700 บาท AirPods ราคา 6,900 บาท) ต้องกล่าวว่าคุณภาพเสียงที่ได้ใกล้เคียงกันมาก (คุณภาพเสียงกลางๆไม่ได้เด่นไปทางใดทางหนึ่ง) แต่ AirPods จะให้เวทีเสียงที่กว้างกว่า Jabra Elite Sport นอกนั้นแทบไม่แตกต่างกันแต่อย่างใด

ด้านการสวมใส่ทำได้กระชับดี แต่เรื่องน้ำหนักและความสบายเมื่อสวมใส่เป็นเวลานาน ถือว่าทำได้กลางๆเท่านั้น ยิ่งเมื่อเทียบกับ AirPods ที่ขึ้นชื่อเรื่อเบามากแล้ว Elite Sport จะใส่แล้วอึดอัดกว่า อีกทั้งแบตเตอรีของตัวหูฟังสำหรับใช้งานต่อเนื่องทำได้เพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น

ในส่วนฟังก์ชัน HearThrough ถือว่าทำได้ดี คุณสามารถฟังเสียงสภาพแวดล้อมพร้อมกับฟังเพลงได้ และถือเป็นฟังก์ชันเด่นที่ควรเปิดใช้เมื่อคุณอยากวิ่งออกกำลังกายบนท้องถนน เพราะระบบนี้ช่วยให้คุณได้ยินเสียงรอบตัวทั้งหมด

สุดท้ายเรื่องการใช้งาน สำหรับ Jabra Elite Sport เกิดมาเพื่อเป็นหูฟังไร้สายสำหรับคนชอบออกกำลังกายอย่างมาก เพราะนอกจากไม่มีสายไฟให้เกะกะคอและมาพร้อมเซ็นเซอร์ต่างๆมากมายแล้ว เรื่องการใช้งานแบบลุยน้ำ ลุยฝนรวมทั้งเหงื่อก็ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยม พร้อมประกัน 3 ปีด้วย

ข้อดี

– กันน้ำ (Waterproof) ตามมาตรฐาน IP67
– ฟังก์ชันตอบสนองคนชอบออกกำลังกายอย่างดี โดยเฉพาะเซ็นเซอร์วัดหัวใจทำงานได้แม่นยำและอ่านค่ารวดเร็ว
– หูฟังใส่แล้วกระชับ ไม่หลุดร่วงง่ายเพราะมี EarWings ช่วย
– เคสเป็นทั้งที่เก็บหูฟังและชาร์จไฟ

ข้อสังเกต

– ปุ่มคำสั่งที่หูฟังต้องใช้แรงกดค่อนข้างมากและการกดเพื่อสั่งงานค่อนข้างซับซ้อนต้องอาศัยการเรียนรู้และจดจำก่อนใช้งานพอสมควร
– คุณภาพเสียงกลางๆ

Gallery

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-jabra-elite-sport/feed/ 0
Review : Blackphone 2 มือถือเน้นปลอดภัย http://www.cyberbiz.in.th/review-blackphone2/ http://www.cyberbiz.in.th/review-blackphone2/#comments Sat, 11 Feb 2017 16:23:19 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25280

IMG_6823

การออกมาจับกลุ่มลูกค้าเฉพาะทางถือเป็นทิศทางใหม่ของกลุ่มสามารถ โดยเฉพาะในแบรนด์อย่างสามารถ ไอโมบาย ที่จากเดิมสร้างยอดขายถล่มทลายจากการเป็นเฮาส์แบรนด์ไทย แต่ปัจจุบันตลาดดังกล่าวโดนการแข่งขันที่รุนแรงจากโอเปอเรเตอร์ จึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอดในตลาด

Blackphone 2 จึงกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่กลุ่มสามารถ นำมาใช้ในการเจาะตลาดซิเคียวริตี้โดยเฉพาะ เน้นไปที่ความปลอดภัยของข้อมูลที่อยู่ภายในเครื่องเป็นหลัก แถมด้วยการโทรศัพท์แบบเข้ารหัสผ่านระบบของไซเลนเซอร์เคิล ที่จะเหมาะกับกลุ่มนักธุรกิจ หรือกลุ่มที่ต้องการใช้งานสมาร์ทโฟนแบบปลอดภัย

ในแง่ของสเปก Blackphone 2 ถืงจะไม่ได้อยู่ในระดับไฮเอนด์ แต่ก็ถือว่าเพียงพอกับการใช้งาน เพราะหลักๆแล้วจะเน้นไปที่การเข้ารหัสข้อมูลมากกว่า ไม่ได้เน้นในแง่ของการประมวลผลที่แรงๆ เพื่อการเล่นเกม หรือใช้สำหรับความบันเทิง

การออกแบบ

รูปทรงของ Blackphone 2 จะเน้นไปที่ความเรียบง่าย ตัวเครื่องมีเฉพาะสีดำ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความลึกลับ ตรงกับชื่อรุ่นว่าเป็น Blackphone โดยจะมีกระจกครอบทั้งหน้าและหลังเพิ่มความหรูหรา ทำให้ตัวเครื่องติดรอยนิ้วมือได้ค่อนข้างง่าย ขนาดตัวเครื่องจะอยู่ที่ 76.4 x 152.4 x 7.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 165 กรัม

IMG_6806ด้านหน้าอย่างที่บอกไปว่า Blackphone 2 จะครอบด้วยกระจกหน้า ซึ่งใช้กระจก Gorilla Glass เพื่อเพิ่มความแข็งแรง โดยมีขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) ส่วนบนหน้าจอมีช่องลำโพงสนทนา และกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล

IMG_6824

ถัดลงมาล่างหน้าจอเป็นปุ่มควบคุมไม่ว่าจะเป็นปุ่มโฮม ปุ่มย้อนกลับ และ Recent Apps ที่สามารถใช้สลับแอปพลิเคชันที่ใช้งาน รวมถึงปิดแอปที่ใช้งานทั้งหมดได้ด้วย ในจุดนี้ผู้ใช้สามารถตั้งเพิ่มเติมได้ว่า จะให้เครื่องดับหน้าจอเมื่อมีการสัมผัสปุ่มโฮม 2 ครั้ง ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน

IMG_6810

ด้านหลังก็จะเป็นกระจกเช่นเดียวกัน โดยจะมีสัญลักษณ์ของ Silent CIrcle อยู่ตรงกึ่งกลาง ส่วนมุมบนจะมีกล้องความละเอียด 13 ล้านพิกเซลที่ใช้เซ็นเซอร์แบบ BSI พร้อมไฟแฟลขแบบ Dual LED ส่วนล่างบริเวณลำโพงมีสกรีนชื่อรุ่น Blackphone และสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานต่างๆ ตัวเครื่องไม่สามารถถอดฝาหลังได้ ภายในจะมีแบตเตอรี Li-Polymer ขนาด 3,060 mAh รองรับระบบ Quick Charge 2.0

IMG_6831IMG_6832IMG_6830IMG_6833

ขอบเครื่องจะใช้สีดำด้านเพื่อให้เครื่องดูสวยงามมากขึ้น พร้อมกับความโค้งมนเล็กน้อย โดยทางด้านซ้ายจะถูกปล่อยว่างไว้ ด้านขวาจะมีปุ่มเปิดปิดเครื่อง และปุ่มปรับระดับเสียง ด้านบนเป็นช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. และไมโครโฟนตัวที่ 2 ด้านล่างมีพอร์ตไมโครยูเอสบี และไมค์หลัก

IMG_6817

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องจะมีด้วยกัน 2 กล่อง คือกล่องของตัว Blackphone 2 ที่จะถูกออกแบบมาให้ดูว่าปลอดภัย ด้วยการออกแบบให้ต้องฉีกกล่องเพื่อแกะออกมาใช้งาน รวมถึงแนะนำให้ผู้ใช้งานเช็กให้มั่นใจว่ากล่องไม่ได้ถูกแกะมาก่อน เมื่อถอดกล่องออกมาก็จะพบกับกล่องเล็กๆที่แยกหูฟัง สาย อะเดปเตอร์ (หัวกลม) ตัวเครื่อง และคู่มือออกจากกัน

IMG_6819

อีกกล่องคือที่ทาง ซิเคียวเอเชีย (บริษัทลูกของสามารถไอโมบาย ที่นำ Blackphone2 เข้ามาทำตลาด) แถมมาให้ จะประกอบไปด้วยเคสใส ฟิล์มกระจก ใบรับประกัน คู่มือการใช้งาน และอะเดปเตอร์แบบสองขาที่ใช้ได้ง่ายในประเทศไทย

สเปก

s13

Blackphone 2 จะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 615 ที่เป็น Octa-Core  1.6 GHz RAM 3 GB พื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเครื่อง 32 GB รองรับไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติมสูงสุด 128 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 6.0.1 ที่ครอบด้วย Silent OS อีกทีหนึ่ง ด้านการเชื่อมต่อรองรับทั้ง 3G และ 4G ที่ให้บริการในประเทศไทย พร้อมกับ Wifi มาตรฐาน 802.11 b/g/n/ac บลูทูธ 4.0 GPS

ฟีเจอร์เด่น

s01

s04

เนื่องจาก Blackphone 2 จะเน้นไปที่ความปลอดภัยของข้อมูลในการใช้งานเป็นหลัก ดังนั้นจึงได้มีการออกแบบระบบปฏิบัติการ Silent OS ขึ้นมาครอบแอนดรอยด์ เพื่อให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่แน่นอนว่าพื้นฐานของเครื่องก็ยังเป็นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์อยู่ ดังนั้นการใช้งานจึงไม่ต่างไปมาก

s08

สิ่งแรกที่ควรทำหลังจากเริ่มใช้งานเลยคือการสร้างโปรไฟล์ในการใช้งาน ที่สามารถแยกกันได้ 4 รูปแบบ (Spaces Management) เมื่อมีการแยกโปรไฟล์การใช้งานออกจากกันได้ถึง 4 รูปแบบ ทำให้ผู้ใช้ สามารถล็อกอินใช้ LINE หรือ Facebook ส่วนตัว ได้มากกว่า 1 แอคเคาท์ถือเป็นจุดที่น่าสนใจ

เพราะด้วยสมาร์ทโฟนปกติ ถ้าต้องการใช้งาน LINE หลายแอคเคาท์เป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก รวมถึง Facebook ที่ถ้าต้องการล็อกอินหลายๆแอคเคาท์ในเครื่องเดียวกัน จำเป็นต้องใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ หรือแอปพลิเคชันอื่นควบคู่กันไป

s03

ทั้งนี้ ในการแยกพื้นที่ใช้งานออกจากกัน ส่งผลให้ผู้ใช้จำเป็นต้องมีการตั้งรหัส เพื่อรักษาความปลอดภัย ที่แยกกันในแต่ละ Space เพื่อทำการล็อกอินเข้าไปในแต่ละพื้นที่ ถือเป็นการสร้างความปลอดภัยในรูปแบบหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ยังเลือกลึกลงไปได้อีกว่าในแต่ละพื้นที่จะตั้งค่าการใช้งานไว้ในรูปแบบใด

s07

โดยจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบความปลอดภัยคือ Personal Space คือแบ่งพื้นที่การใช้งานส่วนตัวออกมา แบบปกติ จะได้รับการรักษาความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับปกติทั่วไป จากการเข้ารหัสล็อกตัวเครื่อง และการสั่งล้างเครื่องระยะไกลตามปกติ โดยผู้ใช้สามารถสร้าง Personal Space ได้หลายพื้นที่แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 4 รูปแบบ

ถัดมาคือ Silent Space ที่จะสามารถสร้างได้ 1 พื้นที่ต่อ 1 เครื่อง โดยภายใน Silent Space จะกำหนดได้ว่า จะให้รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายที่เชื่อถือได้เท่านั้น หรือจะเลือกเฉพาะโมบายอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่คาดไม่ถึง

s05

นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งได้อีกว่า จะเปิดโหมดการโทรออก รับส่งข้อความ แชร์พิกัด การบันทึกหน้าจอ การใช้งานไมโครโฟน บลูทูธ การติดตั้งแอปพลิเคชัน การแชร์ข้อมูลระหว่างพื้นที่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าต้องการรักษาความลับของข้อมูลขนาดไหน ถ้าใช้งานในพื้นที่นี้ ซึ่งถือเป็นระดับการรักษาความปลอดภัยที่สูงที่สุด

สุดท้ายคือ Managed Space ที่เป็นพื้นที่สำหรับการใช้งานกับภาคองค์กรธุรกิจ ที่สามารถสร้างพื้นที่ขึ้นมาให้พนักงานได้เข้ามาล็อกอินใช้งาน ซึ่งจุดเด่นก็คือส่วนกลางสามารถควบคุมการเข้าถึงข้อมูล และจัดการพื้นที่ใช้งานได้ผ่านอินเทอร์เน็ต

s02

แน่นอนว่า สิ่งสำคัญที่สุดของข้อมูลในสมาร์ทโฟนจะถูกขโมยคือตัวเครื่องหาย หรือถูกขโมย เพื่อให้ระบบของ Silent Circle ปกป้องข้อมูลอย่างสมบูรณ์ ผู้ใช้จำเป็นต้องมีการสมัครบัญชีผู้ใช้กับทาง Silent Circle เพื่อให้สามารถเข้าไปบริหารจัดการเครื่องผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ โดยจะใช้อีเมล และรหัสผ่าน รวมถึงการใช้รหัสยืนยัน (Two-Factor Authentication) เพิ่มอีกครึ่งเพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น

IMG_6838

ขณะเดียวกันก็มีการเพิ่มความปลอดภัยในส่วนของการส่งข้อความ ด้วยการใช้งานระบบ Burn Chat ที่ผู้ใช้สามารถสั่งลบข้อความกรณีที่ส่งผิดพลาด หรือตั้งเวลาลบข้อความอัตโนมัติได้สูงสุด 90 วัน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้มีข้อความหลุดเกิดขึ้นจากการใช้งาน

IMG_6835IMG_6836s09ส่วนความสามารถของ Silent Phone หรือระบบความปลอดภัยในการโทรระหว่างประเทศ เป็นบริการเสริมที่ช่วยให้ผู้ใช้งาน Blackphone 2 สามารถติดต่อโทรศัพท์แบบเข้ารหัสผ่านการโทรจากอินเทอร์เน็ต โดยให้สิทธิพิเศษลูกค้าใช้งานได้ 100 นาทีต่อเดือน นาน 12 เดือนมาด้วย

ทดสอบประสิทธิภาพ

ในส่วนของการทดสอบประสิทธิภาพนั้น โดยภาพรวมเครื่อง Blackphone 2 ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง คะแนนต่างๆที่ทดสอบออกมาไม่ได้สูงมากนัก อยู่ในระดับเดียวกับสมาร์ทโฟนช่วงมิดเอนด์ ดังนั้นอย่างที่บอกไปว่าเครื่องจะเน้นไปในแง่ของความปลอดภัยมากกว่า
s10s11

สำหรับระยะเวลาการใช้งานบนแบตเตอรี ทดสอบจาก PC Mark ด้วยการเปิดเครื่องให้ทำงานต่อเนื่องเมื่อแบตลดลงมาเหลือที่ 20% จะใช้ได้ราว 8.13 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าใช้งานจนแบตหมดก็อาจจะอยู่ใกล้ๆ 9 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าทำได้ค่อนข้างดี

s12

สรุป

Blackphone 2 ถือเป็นสมาร์ทโฟนสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่เน้นในแง่ของความปลอดภัยของข้อมูลภายในเครื่องเป็นหลัก จากตัวเครื่องที่มีการแยกใช้งานชัดเจนระหว่างการใช้งานทั่วไปกับการใช้เพื่อทำงานโดยเฉพาะ บวกกับการที่มี Silent Phone มาให้ใช้งานช่วยให้สามารถพูดคุยธุระในแบบส่วนตัวได้สะดวกขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในแง่ของสเปกการใช้งาน Blackphone 2 ไมไ่ด้เป็นเครื่องในระดับไฮเอนด์มากนัก แต่ก็ถือว่าเพียงพอกับการใช้งานทั่วๆไป ส่วนในแง่ของความสามารถด้านมัลติมีเดียถือว่าไม่ค่อยสมราคาเท่าไหร่ จากคุณภาพของกล้องที่อยู่ในระดับพอใช้

ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดในแง่ของการที่ต้องสั่งล้างข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ถ้าตัวเครื่องถูกถอดซิมการ์ด ทำให้เครื่องไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ผู้ที่ขโมยเครื่องไปแม้ว่าจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ แต่ก็สามารถหาวิธีล้างเครื่องเพื่อนำไปใช้ได้อยู่ดี และที่สำคัญคือห้ามลืมพาสเวิร์ดในการใช้งานเด็ดขาด สำหรับผู้ที่แยกใช้งานหลายบัญชี

ข้อดี

สมาร์ทโฟนที่เน้นในแง่ของความปลอดภัยเป็นหลัก

– Silent Phone โทรฟรีทั่วโลก 100 นาทีต่อเดือน

ระบบสั่งล้างข้อมูลระยะไกล

ข้อสังเกต

ราคาค่อนข้างสูง

ยังไม่มีการนำระบบรักษาความปลอดภัยยุคใหม่อย่างสแกนลายนิ้วมือ / ม่านตามาใช้ มีแต่การป้อนรหัสเพียงอย่างเดียว

เหมาะกับผู้ใช้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น เพราะถ้าเป็นคอนซูเมอร์ทั่วไป ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้

Gallery

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-blackphone2/feed/ 0
Review : HUAWEI Mate 9 Pro รุ่นท็อป จอชัด พร้อมแรม 6GB http://www.cyberbiz.in.th/review-huawei-mate9-pro/ http://www.cyberbiz.in.th/review-huawei-mate9-pro/#comments Sat, 11 Feb 2017 05:34:05 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25245

headmarte9pro

ถือเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงกระแสดีต้อนรับปี 2017 จากหัวเว่ย โดยรุ่นแรกเริ่มทำตลาดไปตั้งแต่มกราคมคือ Mate 9 หน้าจอ Full HD 5.9 นิ้ว (ความจุ 64GB) ส่วนรุ่นที่สองกับพี่ใหญ่ตัวท็อปที่เรานำมารีวิว (เริ่มทำตลาดวันนี้) ก็คือ Mate 9 Pro ความจุ 128GB (ขายพร้อมกับรุ่นพิเศษ Mate 9 Porsche Design ความจุ 256GB) พร้อมการปรับเปลี่ยนหน้าจอและสเปกบางส่วน แต่จะเป็นส่วนใดติดตามต่อได้จากบทความรีวิวนี้

การออกแบบ

IMG_0878

IMG_0864

เริ่มจากการออกแบบ ถูกดีไซน์ให้แตกต่างจาก Mate 9 รุ่นเริ่มต้นแทบทุกส่วนตั้งแต่หน้าจอปรับเปลี่ยนไปใช้ Curved (ขอบจอโค้งทั้งสองด้าน) AMOLED Display ขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมความละเอียดหน้าจอที่ 2,560×1,440 พิกเซล (ความหนาแน่นพิกเซล 534 พิกเซลต่อตารางนิ้ว) รวมถึงขนาดรูปทรงตัวเครื่องถูกออกแบบให้มีความโค้งมน เบาและบางกว่า Mate 9 รุ่นหน้าจอ 1080p ด้วยความบาง 7.5 มิลลิเมตร น้ำหนัก 169 กรัม และทั้งด้านหน้าและหลังจะครอบทับด้วยกระจกดูหรูหรากว่า

IMG_0875

ในส่วนปุ่มโฮมพร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ Mate 9 Pro จะย้ายตำแหน่งมาติดตั้งใต้จอภาพพร้อมปุ่มฟังก์ชัน Back และ Recent Apps ขนาบอยู่ทั้งสองข้าง (ในภาพจะเห็นเป็นจุดสีขาว) แตกต่างจาก Mate 9 หน้าจอ 1080p ที่จะนำปุ่มโฮมและเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ด้านหลังตัวเครื่อง ส่วนปุ่มฟังก์ชันจะใช้เป็นปุ่มเสมือนจากตัวระบบปฏิบัติการแทน

IMG_0866

IMG_0870

ด้านหลัง ถูกออกแบบมาให้ขอบเครื่องโค้งมนรับกับหน้าจอด้านหน้า ส่วนกล้องถ่ายภาพหลัก LEICA (ไลก้า) ถูกติดตั้งในตำแหน่งเดิม พร้อมไฟแฟลช LED แบบทูโทนและระบบออโต้โฟกัส Phase/Contrast Detection + Laser Auto Focus และ Depth Auto Focus รวมถึงมีระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS โดยสเปกทั้งหมดเหมือนกับ Mate 9 ทุกรุ่น

IMG_0879

ขวา เป็นปุ่มเพิ่มลดเสียงและปุ่มเปิดปิดเครื่อง

IMG_0881

ซ้าย เป็นช่องใส่ซิมการ์ดแบบ 2 ช่อง รองรับ Dual Sim แต่ Mate 9 Pro จะไม่รองรับการใส่การ์ด MicroSD เพิ่มความจุเครื่อง

IMG_0880

บน เป็นที่อยู่ของ “อินฟาเรด (IR)” สำหรับนำ Mate 9 มาใช้แทนรีโมทควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้

IMG_0882

ล่าง เริ่มจากซ้ายมือสุดเป็นช่องรับเสียงไมโครโฟน ช่องเชื่อมต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร พอร์ต USB-C และลำโพง (เป็นสเตอริโอทำงานร่วมกับช่องลำโพงฟังเสียงสนทนา – ต้องใช้งานในแนวนอน)

สเปกและซอฟต์แวร์

spec-mate9p

ในส่วนสเปกจะเหมือนกับ Mate 9 ทุกรุ่นคือใช้หน่วยประมวลผล HUAWEI Kirin 960 Octa-core แบ่งความเร็วเป็น 4 แกนแรก 2.4GHz และ 4 แกนชุดหลัง 1.8GHz พร้อม i6 co-processor และกราฟิก Mali-G71 MP8

แรม เพิ่มเป็น 6GB เพื่อให้เพียงพอต่อหน้าจอความละเอียด 2K โดยเมื่อเริ่มระบบพร้อมใช้งานจะเหลือแรมให้ใช้ประมาณ 3.6-4GB ส่วนรอมมีความจุเดียวคือ 128GB เหลือใช้งานจริงประมาณ 108GB (เฟริมแวร์ใช้ไป 15.75GB)

ด้านสเปกฮาร์ดแวร์อื่นๆจะเหมือนกับ Mate 9 ทุกรุ่น ตั้งแต่ความละเอียดกล้อง 20+12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f1.19 กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f1.9 รองรับ 3G/4G ทุกคลื่นความถี่ในบ้าน รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อ NFC พร้อมแบตเตอรี 4,000mAh

home-mate9p

ในส่วนซอฟต์แวร์ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Android 7.0 และ EMUI 5.0 แบบเดียวกับ Mate 9 ทุกรุ่น เพราะฉะนั้นทีมงานจะไม่ขอเจาะลึกรายละเอียดในส่วนนี้ เนื่องจากได้เขียนไปทั้งหมดแล้วจากรีวิว Huawei Mate 9 >คลิกอ่านที่นี่< 

ทดสอบประสิทธิภาพ

bench1-mate9p

bench2-mate9p

มาถึงการทดสอบประสิทธิภาพ ยอมรับว่าในครั้งแรกที่ได้สัมผัส Mate 9 Pro ในใจแอบคิดว่า แรม 6GB อาจทำให้เครื่องแรงและลื่นไหลกว่า Mate 9 รุ่นหน้าจอ 1080p แต่เมื่อทดลองใช้งานรวมถึงทดสอบด้วยชุดซอฟต์แวร์ต่างๆแล้วพบว่า ประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันจนกลายเป็นข้อสังเกตสำคัญได้ แรม 6GB ถูกใช้ไปกับหน้าจอที่มีความละเอียดเพิ่มขึ้น ทำให้จำนวนแรมที่เหลือไม่แตกต่างจาก Mate 9 ทุกรุ่น รวมถึงประสิทธิภาพที่ไม่ทิ้งห่างกันมากนัก

จุดที่แตกต่างจริงๆนอกจากความจุเริ่มต้น 128GB แล้ว น่าจะอยู่ที่จอภาพ 2K AMOLED ใน Mate 9 Pro ที่ให้สีสันและความสว่างเหนือกว่า Mate 9 หน้าจอ 1080p ค่อนข้างมาก รวมไปถึงการออกแบบและกระจกจอภาพใน Mate 9 Pro จะดูหรูหรากว่า Mate 9 มากมายเช่นกัน

batt-mate9p

ส่วนแบตเตอรี ทดสอบโดย PC Mark (เปิดหน้าจอและซีพียูประมวลผลตลอด) พบว่าอยู่ที่ 8 ชั่วโมง 3 นาที (แบตเตอรีเหลือประมาณ 13%) ถ้าใช้ต่อเนื่องไปอีกจนแบตเตอรีหมดจะอยู่ประมาณ 12 ชั่วโมง ส่วนถ้าใช้งานปกติทั่วไปแบตเตอรีน่าจะใช้ได้ต่อเนื่องไปถึง 20 กว่าชั่วโมงสบายๆ เรียกได้ว่าอึดแบบเดียวกับ Mate 9 ทุกรุ่นเลย

IMG_20170208_152320

IMG_20170208_162813IMG_20170209_064731_1

สุดท้ายกับการทดสอบกล้องถ่ายภาพ LEICA เหมือนกับ Mate 9 ทุกอย่าง โดยผู้อ่านสามารถเข้าไปรับชมภาพเพิ่มเติมได้จากรีวิว “11 ภาพเค้นประสิทธิภาพกล้อง LEICA บน HUAWEI Mate 9” >คลิกอ่านที่นี่< 

สรุป

IMG_0893

HUAWEI Mate 9 Pro (แรม 6GB/รอม 128GB) ราคาอยู่ที่ 27,900 บาท มีให้เลือก 2 สี Titanium Grey และ Haze Gold ส่วนรุ่นพิเศษ Mate 9 Porsche Design (แรม 6GB/รอม 256GB – ขายจำนวนจำกัดแค่ 800 เครื่อง) ราคาอยู่ที่ 49,900 บาท

เรียกได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปที่หัวเว่ยเน้นขายความหรูหราและสเปกหน้าจอที่ดีกว่า Mate 9 รุ่นเริ่มต้นหน้าจอ 1080p (23,900 บาท) เป็นหลัก เพราะในส่วนประสิทธิภาพถือว่าไม่แตกต่างกันจนเป็นประเด็นในต้องกล่าวถึง ใครมีงบประมาณจำกัด การเลือกซื้อ Mate 9 รุ่นหน้าจอ 1080p ไม่ได้หมายความว่าจะได้เครื่องที่แรงน้อยกว่า Mate 9 Pro แต่อย่างใด เพราะสเปกหักลบจริงๆแล้วก็ถือว่าเท่ากันหมด ยกเว้นคนที่ชอบสีสันของหน้าจอ AMOLED อาจต้องขยับไป Mate 9 Pro เท่านั้น เนื่องจาก Mate 9 รุ่นจอ 1080p IPS LCD สีสันและความสว่างถือว่าเป็นรอง Mate 9 Pro ค่อนข้างมากเลยทีเดียว

ข้อดี

– หน้าจอสว่าง สดใส สีสดกว่า Mate 9 รุ่นจอ 1080p
– ตัวเครื่องจับกระชับมือดี

*นอกนั้นข้อดีเหมือนกับรีวิว Mate 9 รุ่นหน้าจอ 1080p ทั้งหมด

– Machine Learning, EMUI 5.0, Android 7.0 และซีพียูตัวใหม่ทำงานสอดประสานระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้ดีมาก
– ระบบอ่านเขียนข้อมูลมาตรฐานใหม่ UFS 2.1 ทำงานได้รวดเร็ว
– กล้องไลก้ารุ่นที่ 2 ให้คุณภาพไฟล์ที่ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะระบบไฮบริดซูม 2 เท่า
– โหมดกล้องใช้งานง่ายและทรงประสิทธิภาพไม่ต่างจากกล้องโปร
– ไมโครโฟน 4 ตัวรับเสียงได้คมชัดดี
– งานออกแบบดูพรีเมียมมากขึ้น ปัญหาจับตัวเครื่องใช้งานไม่ถนัดที่เกิดขึ้นใน Mate 8 ถูกแก้ไขแล้ว
– Huawei Diamond Service บริการหลังการขายของหัวเว่ยน่าสนใจมาก (ใครเคยใช้บริการรบกวนเขียนความเห็นลงช่องคอมเมนต์ให้ด้วย)

ข้อสังเกต

*เหมือนกับรีวิว Mate 9 รุ่นหน้าจอ 1080p ทั้งหมด

– ระบบออโต้โฟกัสและอาการชัตเตอร์แลคยังมีให้พบเห็นบ้าง
– คุณภาพการถ่ายวิดีโออยู่ในระดับพอใช้ ระบบป้องกันภาพสั่นไหวยังทำได้ไม่ดีนัก
– ระบบแจ้งเตือนที่ไอคอนแอปฯ (ตัวเลขบอกข้อความเข้ามา) บางครั้งไม่แสดงผล

Gallery

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-huawei-mate9-pro/feed/ 0
Review : Google Chromecast x AIS Play เชื่อมสมาร์ทโฟนสู่จอทีวี http://www.cyberbiz.in.th/review-google-chromecast2/ http://www.cyberbiz.in.th/review-google-chromecast2/#comments Fri, 10 Feb 2017 07:31:45 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25221

IMG_7061

แม้ว่า Google Chromecast จะทำตลาดในต่างประเทศมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว จนทำให้ผู้ที่ชื่นชอบ Gadget บางส่วนในไทย ที่ไม่สามารถหาซื้อได้อย่างเป็นทางการ มีครอบครองจากของหิ้วที่ไม่ว่าจะฝากคนรู้จักซื้อ หรือผ่านช่องทางอื่นๆ แต่ในเมือ AIS จับมือกับ Google นำเข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ก็ช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงของวิเศษชิ้นนี้ได้

Google Chromecast ถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเปลี่ยนทีวี ที่รองรับการเชื่อมต่อ HDMI ให้กลายเป็นกึ่งๆสมาร์ททีวี โดยมีความสามารถหลักคือการแคส (Cast) หรือการส่งต่อหน้าจอบนสมาร์ทโฟนไม่ว่าจะเป็น แอนดรอยด์ หรือ iOS รวมถึงการส่งต่อจอภาพจากคอมพิวเตอร์ทั้งพีซี และแมค ก็ได้เช่นเดียวกัน

การออกแบบ

IMG_7058

รูปแบบของ Chromecast รุ่นที่ AIS นำเข้ามาจำหน่ายถือเป็นรุ่นที่ 2 มีการปรับเปลี่ยนรูปร่างให้ดูทันสมัยขึ้น จากเดิมที่มีลักษณะเหมือนแฮนดี้ไดรฟ์ กลายมาเป็นตุ่มๆ ที่มีตัวเครื่องเป็นลักษณะวงกลม ตามสัญลักษณ์ของ Chrome ที่มีสายสำหรับเชื่อมต่อ HDMI เพื่อนำไปเชื่อมต่อกับจอทีวีได้ทันที โดยมีขนาดอยู่ที่ 51.9 x 51.9 x 13.49 มิลลิเมตร น้ำหนัก 39.1 กรัม

IMG_7056ที่ตัว Chromecast จะมีพอร์ตอยู่ด้วยกัน 2 ส่วนหลักๆคือ พอร์ต HDMI ที่ไว้เชื่อมต่อกับหลังทีวี และอีกพอร์ตคือไมโครยูเอสบี ที่จะเป็นพอร์ตสำหรับส่งไฟไปเลี้ยงตัว Chromecast เพียงเท่านั้น

IMG_7053

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง ก็จะมีแค่ตัว Chromecast สายไมโครยูเอสบี และอะเดปเตอร์เท่านั้น

สเปก

IMG_7064

ภายในจะใช้หน่วยประมวลผล Marvell Armada 1500 Mini Plus 88DE3006, Dual-core, ARM Cortex-A7 รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11ac (2.4GHz/5Ghz) ส่วนสัญญาณภาพที่ฉายออกทีวีได้จะถูกสุดที่ Full HD 1080p

ทดสอบประสิทธิภาพ

IMG_7067

เมื่อเปิดกล่องขึ้นมาจะพบคำแนะนำในการเชื่อมต่อ 3 ขั้นตอนคือ 1.เชื่อมต่อ Chromecast เข้ากับหลังทีวี ต่อปลั้กไฟ 2.เปิดโทรทัศน์ และ 3.เข้าเว็บไซต์ chromecast.com/setup จากอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อ ไม่ว่าจะเป็นแอนดรอยด์โฟน หรือ ไอโฟน ไอแพด ตัวเว็บไซต์จะให้เข้าไปดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Google Home มาติดตั้ง

setup1

หรือกรณีถ้าต้องการเชื่อมต่อผ่านพีซี หรือ แมค ก็ต้องมีการติดตั้ง Chrome Browser ไว้ในเครื่องและเข้าเว็บไซต์เดียวกัน หลังจากนั้นก็ทำตามขั้นตอนคือ เลือกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ โดยจะมีชื่อเฉพาะให้คือ Chromecastxxx เมื่อทำการเชื่อมต่อแล้ว ก็จะให้ตั้งค่าการเชื่อมต่อไวไฟใส่หรัสเข้าไป หลังจากนั้นรออัปเดตก็จะพร้อมใช้งานทันที

IMG_7040

หลังจากทำการเชื่อมต่อเสร็จเรียบร้อย ผู้ใช้สามารถเปิดใช้งาน Guest Mode เพื่อให้อุปกรณ์อื่นๆ ที่อยู่ในเครือข่ายไวไฟเดียวกัน สามารถเชื่อมต่อมายัง Chromecast ได้ เพื่อให้สะดวกในกรณีที่มีอุปกรณ์ใช้งานหลายชิ้น โดยจะสามารถ แคส ได้ทั้งหน้าจอสมาร์ทโฟน ยูทูป หรือพวกแอปวิดีโอสตริมมิ่งทั้งหลายขึ้นจอทีวีได้ทันที

IMG_7043

สำหรับลูกค้า AIS ที่ใช้งาน AIS Play จะสามารถเปิดแอปพลิเคชัน AIS Play ขึ้นมา เลือกช่องทีวี ซีรีส์ หรือ ภาพยนตร์ที่ต้องการรับชม แล้วกดปุ่มแคส ให้วิดีโอขึ้นไปปรากฏบนจอโทรทัศน์ได้ทันที และเมื่อแคสแล้ว ผู้ใช้ก็สามารถใช้โทรศัพท์ทำอย่างอื่น หรือวางทิ้งไว้ก็ได้เช่นเดียวกัน


castchromeนอกจากนี้ กรณีที่ต้องการใช้งานร่วมกับพีซี ผู้ใช้เพียงทำการเปิด Chorme ที่เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายเดียกวันขึ้นมา หลังจากนั้นเข้าไปที่แถบเมนู เลือกคำสั่ง แคส (Cast) ก็จะมีขึ้นมาให้เลือกว่าจะทำการแคสสกรีนไปยังอุปกรณ์ตัวไหน เมื่อเลือกเสร็จแล้วตัว Chrome จะแคสขึ้นไปเฉพาะ แท็ป (tab) ที่เลือกเท่านั้นดังนั้นจึงสามารถไปทำอย่างอื่นได้ต่อด้วย

สรุป

Chromecast x AIS Play ถือเป็นการจับคู่ระหว่างผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง จากโอเปอเรเตอร์รายใหญ่ ที่ต้องการหาช่องทางให้ผู้บริโภคได้รับชมคอนเทนต์ได้สะดวกขึ้น เพื่อเตรียมรับคอนเทนต์ที่หลากหลายในอนาคตรวมถึงช่องอย่าง HBO ที่คาดว่าจะเริ่มให้บริการในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์

สำหรับราคาจำหน่าย Chromecast ในประเทศไทย พร้อมรับประกัน 1 ปี จะอยู่ที่ 1,490 บาท เบื้องต้นสามารถหาซื้อได้ภายในงาน Thailand Mobile Expo 2017 จนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ก่อนกระจายไปตามศูนย์บริการ หรือจะเลือกสั่งจากช่องทางออนไลน์ store.ais.co.th ก็ได้เช่นเดียวกัน

ข้อดี

อุปกรณ์เสริมช่วยในการแสดงผลคอนเทนต์จากสมาร์ทโฟนไปยังจอทีวี

ใช้งานค่อนข้างง่าย สะดวก

รองรับการใช้งานร่วมกับ วิดีโอสตรีมมิ่งเจ้าดังๆ ไม่ว่าจะเป็น Netflix iFlix Hooq

ข้อสังเกต

ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีสมาร์ททีวีอยู่แล้ว เพราะเป็นฟังก์ชันที่คล้ายๆกัน

ต้องควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน หรือ พีซี เท่านั้น

Gallery

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-google-chromecast2/feed/ 0
Review : Alienware 15 เกมมิ่งโน้ตบุ๊กสายฮาร์ดคอร์ http://www.cyberbiz.in.th/review-alienware15/ http://www.cyberbiz.in.th/review-alienware15/#comments Tue, 24 Jan 2017 07:57:50 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25165

alienware15-head

Alienware (เอเลี่ยนแวร์) เป็นแบรนด์สายเกมมิ่งประสิทธิภาพสูงจากเดลล์ที่เคยเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง วันนี้ Alienware พร้อมกลับมาทำตลาดเกมมิ่งพร้อมกับการเปิดตัว Alienware Experience Store ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเพื่อตอบรับกับโลกเกมเมอร์ที่เติบโตสูงขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

โดยในส่วน Alienware ที่เดลล์นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในปีนี้จะมีทั้งเดสก์ท็อป Aurora และโน้ตบุ๊ก 2 รุ่นได้แก่ Alienware 17 และรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบกับ Alienware 15 ที่เดลล์เน้นสเปกกราฟิกการ์ดเป็นพิเศษ

การออกแบบ

IMG_0777

Alienware 15 รุ่นนี้เป็นรหัส R3 โดยการออกแบบเครื่องจะเน้นความเรียบง่าย มีเหลี่ยมมุมได้อารมณ์ยานอวกาศของเอเลี่ยนในภาพยนตร์ฮอลลีวูด ฝาปิดเครื่องผลิตจากอะลูมิเนียม มีโลโก้ Alienware พร้อมไฟส่องสว่างติดตั้งอยู่

IMG_0727

IMG_0729

หน้าจอ เป็นจอด้าน IPS ขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด 1,920×1,080 พิกเซล เหนือหน้าจอเป็นไมโครโฟน 2 ตัวพร้อมกล้องเว็บแคมความละเอียด HD และอินฟาเรดรองรับฟีเจอร์ Windows Hello ใน Windows 10

IMG_0811

ในส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ประมาณ 3.49 กิโลกรัม หนา 12 นิ้ว แบตเตอรี 8 เซลล์พร้อมอะแดปเตอร์ไฟบ้าน 240W ขนาดใหญ่

IMG_0765

คีย์บอร์ด ถูกเรียกในชื่อ Alienware TactX Keyboard มีปุ่มคำสั่ง 108 ปุ่ม สามารถปรับแต่งตามการใช้งานได้พร้อมไฟ RGB-LED ส่องใต้แป้นคีย์บอร์ด สามารถปรับแต่งสีได้อิสระ

IMG_0808

ส่วน Track Pad (แยกปุ่มคลิกซ้าย-ขวาออกมา) เป็นมัลติทัชได้รับการออกแบบพิเศษ โดยฝังไฟ Backlit ส่องสว่างด้านใต้แบบ RGB-LED สามารถปรับสีได้ 16.7 ล้านสีผ่านซอฟต์แวร์ภายในตัวเครื่อง

IMG_0782

ด้านพอร์ตเชื่อมต่อรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านหลัง ซ้ายมือเป็นพอร์ตแลน RJ-45, Mini-Display Port 1.2, HDMI 2.0, Thunderbolt 3, Alienware Graphics Amplifier (พอร์ตเชื่อมต่อกับ Docking เพื่ออัปเกรดไปใช้กราฟิกการ์ดของพีซีได้) และ DC-In

IMG_0783

ด้านซ้าย เริ่มจากพอร์ต USB-C, USB 3.0, ช่องเชื่อมต่อไมโครโฟน 3.5 มิลลิเมตรและช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

IMG_0787

ด้านขวา เป็นที่อยู่ของ USB 3.0 จำนวน 1 ช่อง

IMG_0785

ด้านหน้า เป็นลำโพงสเตอริโอ

IMG_0798

ด้านล่าง จะเป็นที่อยู่ของช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ ส่วนการอัปเกรดสเปกเครื่อง เช่น แรม คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเดลล์ไม่ได้ทำช่องอัปเกรดมาให้เหมือนหลายแบรนด์ การพยายามถอดฝาหลังด้วยตัวเองอาจทำให้ตัวเครื่องประกันขาดได้

IMG_0733

IMG_0799
สุดท้ายมาดูระบบระบายความร้อนซึ่งเป็นหัวใจหลักของเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก โดย Alienware 15 จะใช้ฮีทซิงค์ขนาดใหญ่แยกติดตั้งอยู่ซ้ายและขวาของตัวเครื่อง (ทำหน้าที่ดึงความร้อนจากซีพียูและกราฟิกชิป) พร้อมพัดลมระบายความร้อนรอบสูง โดยหลักการทำงานพัดลมจะดึงอากาศจากด้านข้างและด้านล่างเข้ามา จากนั้นลมจะเป่าไปที่ฮีทซิงค์และพุ่งออกด้านหลังเครื่อง โดยรอบความเร็วพัดลมจะทำงานแปรผันตามการใช้งานและความร้อนที่ระบบตรวจจับได้

เพราะฉะนั้นทีมงานขอแนะนำให้ตั้ง Alienware 15 บนโต๊ะพื้นเรียบและเว้นช่องว่างด้านหลังไว้สักเล็กน้อยเพื่อให้ระบบไหลเวียนอากาศทำงานได้อย่างถูกต้องครบกระบวนการ โดยเฉพาะช่วงเล่นเกมควรตรวจสอบช่องระบายความร้อนทั้ง 4 ด้านว่าไม่มีสิ่งใดไปปิดกั้นทิศทางลมเข้าและออกก่อนทุกครั้ง

สเปก

spec-cpu-aw15

Alienware 15 รหัส R3 รุ่นทำตลาดในบ้านเราจะคล้ายกับรุ่นทำตลาดมาเลเซีย ซีพียูขับเคลื่อนด้วย Intel Core i7 “6th Generation” 6700HQ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.60GHz พร้อม Turbo Boost สูงสุด 3.50GHz พร้อมแรม DDR4-2667 16GB ทำงานแบบ Dual Channel

gpu-spec-aw15

ในส่วนกราฟิกหลักขับเคลื่อนด้วย NVIDIA GeForce GTX 1070 พร้อมแรม 8GB (GDDR5) รองรับ DirectX 12 บน Windows 10 เต็มรูปแบบ

ด้านสเปกอื่นๆ Alienware จัดเต็มไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ WiFi ใช้ Killer 1535 802.11ac 2×2 บลูทูธ 4.1 ฮาร์ดดิสก์ 1TB 7200 รอบต่อนาทีพร้อม SSD ขนาด 256GB ส่วนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ติดตั้งมาให้กับเครื่อง และสุดท้ายประกัน Onsite Service จากเดลล์ 3 ปีเต็ม

ฟีเจอร์เด่น

alienfx1

AlienFX เป็นซอฟต์แวร์ไว้ปรับแต่งสีของไฟ RGB-LED ตั้งแต่ไฟ Backlit แป้นคีย์บอร์ดแบ่งเป็น 3 โซน ขอบเครื่อง Track Pad ไฟโลโก้ Alienware โดยผู้ใช้สามารถปรับผสมสีได้ตามต้องการ พร้อมบันทึกเป็นธีมส่วนตัวได้ด้วย

IMG_0769

IMG_0800

AlienFX สามารถปรับได้ตั้งแต่ไฟชื่อแบรนด์ ไฟส่องสว่างใต้แป้นคีย์บอร์ด

IMG_0773

ไฟโลโก้ Alienware ก็ปรับสีได้

IMG_0771

IMG_0772

ขอบด้านข้างเครื่องทั้งสองด้านก็ปรับสีได้แบบ RGB เช่นกัน

alienfx2

AlienFusion เป็นส่วนปรับการตั้งค่าออปชันเกี่ยวกับพลังงาน เช่น เมื่อเสียงอะแดปเตอร์ไฟบ้านจะเปิดใช้งานกราฟิก NVIDIA และเมื่อเปลี่ยนไปใช้ไฟจากแบตเตอรีให้เปลี่ยนเป็นกราฟิกจาก Intel HD เป็นต้น

alienfx3

AlienTactX เป็นส่วนปรับแต่งคีย์บอร์ด โดยผู้ใช้สามารถสร้างโปรไฟล์มาโครปุ่มกดพิเศษ 1-5 (สามารถสร้างโปรไฟล์ได้ 3 ชุด) ปรับได้ตามเกมที่เล่นเหมือนคีย์บอร์ดเกมมิ่ง

alienfx4

graphic-amp-dell

AlienAdrenaline เป็นส่วนควบคุมเมื่อผู้ใช้เชื่อมต่อ Graphics Amplifier ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมแยกขายที่ Alienware จะอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถอัปเกรดส่วนกราฟิกการ์ดไปใช้รุ่นใหญ่ของพีซี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมในอนาคตให้ถึงขีดสุดโดยไม่ต้องซื้อโน้ตบุ๊กใหม่ เพราะเดลล์เชื่อว่าปัญหาหลักๆของโน้ตบุ๊กเกมมิ่งที่ทำให้เล่นเกมในอนาคตได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ กว่า 70% อยู่ที่กราฟิกการ์ดตกรุ่น ไม่รองรับชุดคำสั่งกราฟิกตัวใหม่ ซึ่ง Graphics Amplifier จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้

alienfx5

และนอกจากนั้นในส่วน AlienAdrenaline ยังมาพร้อมระบบมอนิเตอร์การทำงานของซีพียู แรม WiFi และกราฟิกการ์ดได้ พร้อมความสามารถในการบันทึกกราฟการทำงานเก็บไว้ดูภายหลังได้ด้วย

aliensound-1

aliensound-2

Alienware Sound Center เป็นส่วนปรับแต่งเสียงลำโพงและไมโครโฟนซึ่งจะรองรับบรรดาเกมแคสเตอร์ในการจูนเสียงก่อนจะไลฟ์สด พร้อมระบบไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน

aliensound-4

ส่วนสาวก FPS อย่างเกม Overwatch, CS Go ทาง Alienware ยังให้ระบบ Audio Recon โดยเมื่อเปิดใช้ระบบดังกล่าว ระหว่างเล่นเกมคุณสามารถดูเรดาห์จับทิศทางเสียงศัตรูที่วิ่งเข้ามารอบทิศได้ เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ไม่มีหูฟัง 7.1CH ระบบนี้จะช่วยการระบุตำแหน่งของเสียงศัตรูที่เข้ามารอบทิศทางให้ (รองรับเป็นบางเกม เช่น Overwatch)

ทดสอบประสิทธิภาพ

3dmark-alienware15-2017

ถึงแม้ Alienware 15 รุ่นทำตลาดในบ้านเราจะขับเคลื่อนด้วยซีพียู Intel Core i7 Gen 6 เท่านั้น แต่เดลล์ได้ใส่กราฟิกการ์ดตัวใหม่ที่มีประสิทธิภาพเกือบบนสุดของตลาด ทำให้คะแนน 3DMark ทำได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะชุดทดสอบใหม่อย่าง Time Spy (DirectX 12) ที่ดึงประสิทธิภาพ GTX 1070 ได้เต็มที่และความลื่นไหลก็ถือว่าดีระดับ 20-30 เฟรมต่อวินาที

PCAL1PCAL2PCAL3PCAL4PCAL5

ส่วนการทดสอบ PC Mark จะเน้นจำลองการใช้ Alienware 15 ทำงานทั้งพิมพ์งาน กราฟิกและทำงานด้านวิดีโอ เพราะฉะนั้นจะเน้นการประมวลผลของซีพียูเป็นหลัก ก็ถือว่าใช้ได้เป็นไปตามมาตรฐานชิป Core i7 Gen 6 ไม่ต่างจากโน้ตบุ๊กเกมมิ่งแบรนด์อื่นที่ใช้สเปกซีพียูเท่ากัน

hddtest-aw15

โดยอาจมีจุดสังเกตเล็กน้อยในเรื่องแบนด์วิดท์ SSD จะเห็นว่าทำงานได้เร็ว แต่ถ้าเทียบกับหลายแบรนด์แล้ว คะแนนส่วนนี้ยังถือว่าธรรมดา ไม่หวือหวาเท่าที่ควร ส่วนฮาร์ดดิสก์ตัวจานหมุนความจุ 1TB 7200RPM ถือว่าทำได้ตามมาตรฐาน ไม่เร็วหวือหวาเช่นกัน

ส่วนเรื่องการรองรับ NVIDIA G-Sync เท่าที่ทีมงานพยายามค้นหาข้อมูล หลายแหล่งข่าวบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า จอภาพ Alienware 15 รองรับ NVIDIA G-Sync ด้วยแต่เท่าที่ทีมงานค้นหาออปชันกราฟิกแล้วก็ไม่พบกับเมนูดังกล่าว จะปรับได้สูงสุดก็เพียง V-Sync 60Hz ปกติเท่านั้น

gtav-aw15

มาถึงการทดสอบเล่นเกม เริ่มจากเกม GTA V (DirectX 11) ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊กไม่กี่รุ่นที่สามารถเปิดออปชันกราฟิกสูงสุดทั้งหมด รวมถึง Advanced Graphics สูงสุดได้ โดยเฟรมเรตถือว่าทำได้ดีระดับ 55-60 เฟรมต่อวินาที เล่นได้ลื่นไหลดีมาก อีกทั้งด้วยแรมกราฟิกการ์ดระดับ 8GB ผู้ใช้สามารถนำโน้ตบุ๊กไปเชื่อมต่อกับจอ 4K ภายนอกและใช้งานได้อย่างลื่นไหล (แต่อาจต้องลดออปชัน Advanced Graphics ลงเล็กน้อย)

Rise-of-the-Tomb-Raider-01.18.2017---12.46.03

Rise of The Tomb Raider (DirectX 12) ด้วยแรมกราฟิกการ์ด 8GB ออปชันกราฟิกทุกส่วนสามารถปรับสูงสุดได้ทั้งหมด ยกเว้นส่วนลบรอยหยักภาพที่ปรับได้แค่ SMAA 2x ถึงจะสามารถเล่นที่ความละเอียด 1080p 60 เฟรมต่อวินาทีได้ลื่นไหลตลอดทั้งเกม เพราะถ้าปรับเป็น 4x เฟรมเรตจะตกลงเหลือ 45 เฟรมต่อวินาที อาจรู้สึกหน่วงเล็กน้อย

Overwatch-01.18.2017---16.29.53

Overwatch มาถึงเกมดังแห่งยุคและเป็นเกมที่ถูกใช้ทดสอบประสิทธิภาพเครื่องมากที่สุด สำหรับ Alienware 15 รุ่นนี้สามารถเล่นเกมนี้ได้ลื่นไหลสบาย ปรับออปชันกราฟิกสูงสุดพร้อมเปิด Render Scale 150% ก็ยังลื่นไหล หรือจะไปเชื่อมต่อจอ 4K ภายนอกก็เล่นได้ลื่นไหลเช่นกัน

catzilla-aw15

คะแนนจากชุดทดสอบ Catzilla (DirectX 11)

ffxiv-aw15

คะแนนจากชุดทดสอบ Final Tantasy XIV Heavensward (DirectX 11)

สรุปภาพรวมด้านการทดสอบประสิทธิภาพ ทีมงานไซเบอร์บิซขอเน้นไปที่การเล่นเกมเป็นหลัก ด้วยกราฟิกการ์ดระดับ GTX 1070 พร้อมแรม 8GB เมื่อประกบบนสเปกเครื่องระดับบนของตลาดโน้ตบุ๊ก ถึงแม้สเปกหลายส่วนจะไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2017 แต่ก็ยังถือว่าตอบสนองการเล่นเกมทุกเกมในตลาดไปได้อีก 2-3 ปีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกราฟิกการ์ดตระกูล GTX 10 ให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับกราฟิกการ์ดของพีซีมากกว่าสมัยตระกูล 9xxM

แต่ถึงอย่างไร Alienware 15 ก็เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถอัปเกรดไปใช้กราฟิกการ์ดของพีซี ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่ากราฟิกการ์ดบนโน้ตบุ๊กผ่าน Graphics Amplifier ที่ต้องซื้อแยกภายหลังได้ ก็เท่ากับว่าการลงทุนซื้อ Alienware 15 + Graphics Amplifier จะทำให้โน้ตบุ๊กรุ่นนี้ตกรุ่นช้าลง เพราะอย่างที่หลายท่านทราบ ประเด็นใหญ่สุดของโน้ตบุ๊กเกมมิ่งราคาสูงก็คือซื้อมาใช้ได้ 2 ปี กราฟิกการ์ดตกรุ่น เล่นเกมใหม่ๆก็ไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าเดิม ส่วนซีพียูถึงแม้จะไม่สามารถอัปเกรดได้ แต่ส่วนใหญ่ก็รองรับเกมไปอย่างน้อย 4-5 ปีได้สบายๆ

มาถึงเรื่องการระบายความร้อนภายใน เท่าที่ทดสอบเล่นเกมตลอดทั้งวัน Alienware 15 จะมาพร้อมพัดลมระบายความร้อนรอบสูง 2 ตัว ซึ่งให้แรงลมที่ดีและเสียงดังมาก แต่ก็ให้ประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่ดีใช้ได้เลย อุณหภูมิกราฟิกการ์ดตลอดการทดสอบเล่นเกมทั้งวันอยู่ที่ประมาณ 60-70 องศาเซลเซียส สูงสุดไม่เกิน 80 องศาเซลเซียส และตลอดการทดสอบไม่พบอาการเฟรมเรตตกจากความร้อนสะสมที่มากเกินไป ซึ่งส่วนนี้น่าจะมาจากวัสดุตัวเครื่องที่ใช้อะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบหลักทำให้การคายความร้อนทำได้เร็วไปพร้อมๆกับพัดลมรอบสูง

battery1

ใช้โปรไฟล์พลังงาน High Performance พร้อมเปิด AlienFX

battery2

ใช้โปรไฟล์พลังงาน Balance

สุดท้ายเรื่องแบตเตอรี ถึงแม้ Alienware 15 จะมาพร้อมแบตเตอรี 8 เซลล์ก็ตาม แต่ด้วยระบบที่มาพร้อมทั้งไฟ RGB-LED รอบตัวไปถึงพัดลมระบายความร้อนรอบสูง ทำให้ตัวเครื่องบริโภคพลังงานค่อนข้างมาก ถ้าเปิดใช้ระบบทุกส่วนเต็มพิกัด แบตเตอรีจะอยู่ได้ประมาณ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนเมื่อปิดไฟ RGB-LED รอบตัวเครื่องพร้อมเปิดโปรไฟล์พลังงาน Balance แบตเตอรีจะอยู่ได้ประมาณ 2-4 ชั่วโมง และสามารถทำได้มากสุดเมื่อเปิด Power Save Mode จะอยู่ได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมง ถือว่าค่อนข้างบริโภคพลังงานมากกว่าโน้ตบุ๊กเกมมิ่งหลายแบรนด์

สรุป

สำหรับราคาเปิดตัว Alienware 15 อยู่ที่ 99,900 บาท โดยจุดเด่นจริงๆของ Alienware 15 ถ้าไม่นับเรื่องกราฟิกการ์ดระดับบน (ที่ปัจจุบันเริ่มมีหลายค่ายนำมาติดตั้งกับโน้ตบุ๊กเกมมิ่งของตนแล้ว) คงอยู่ที่เรื่อง Graphics Amplifier และดีไซน์เฉพาะแบบ Alienware รวมถึงวัสดุงานประกอบที่ทำได้แข็งแรงตามแบบฉบับเดลล์ ไปถึงประกัน onsite service 3 ปีเต็มที่ทำให้ Alienware มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่งอยู่บ้าง

แต่โดยภาพรวมสำหรับตลาดเกมมิ่งโน้ตบุ๊กระดับบน ก็ต้องยอมรับว่าครั้งนี้ Alienware ตั้งใจทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น เพราะนอกจากการเปิด Alienware Experience Store (ตั้งอยู่ที่ Siam Discovery ชั้น 2) แล้ว ในส่วนราคาก็ถือว่าสอดคล้องกับหลายแบรนด์ที่ให้สเปกใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจเลือกซื้อควรพิจารณาทดลองเล่นที่สโตร์ต่างๆให้ดีก่อน เพราะในราคาระดับนี้ หลายแบรนด์ก็มีรุ่นย่อยให้เลือกแยกย่อยลงไปอีก และสำคัญสุดสำหรับการเลือกซื้อโน้ตบุ๊กเกมมิ่งก็คือ ควรดูระบบระบายความร้อนเป็นอันดับแรก เพราะต้องไม่ลืมว่าการเล่นเกมบนโน้ตบุ๊กตลอดทั้งวันจะเท่ากับว่าตัวเครื่องต้องมีความร้อนสะสมภายในอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าระบบระบายความร้อนไม่ดี โน้ตบุ๊กจะลากลับบ้านเก่าได้ง่ายกว่ารุ่นที่ใส่ใจเรื่องระบบระบายความร้อนเป็นสำคัญ

ข้อดี

– งานประกอบแข็งแรงและมีเอกลักษณ์ความเป็น Alienware
– สเปกไฮเอนด์ รองรับเกมเกอร์สายฮาร์ดคอร์ได้ดี
– รองรับการอัปเกรดไปใช้กราฟิกการ์ดพีซีผ่าน Graphics Amplifier
– รองรับการเชื่อมต่อจอ 4K ภายนอก รวมถึงรองรับ VR
– หน้าจอให้สีสวย ภาพสดใส

ข้อสังเกต

– ไม่มีช่องอ่าน SD Card
– ลำโพงให้ประสิทธิภาพเสียงที่ธรรมดา
– พัดลมระบายความร้อนเสียงดังเมื่อทำงานเต็มประสิทธิภาพ

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-alienware15/feed/ 0
Review : Fitbit Flex 2 แทร็กเกอร์รุ่นเริ่มต้นสำหรับวัดเดิน-นอน http://www.cyberbiz.in.th/review-fitbit-flex-2/ http://www.cyberbiz.in.th/review-fitbit-flex-2/#comments Sun, 22 Jan 2017 08:16:27 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25036

IMG_6763

อุปกรณ์ช่วยวัดก้าวเดินและการนอน เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกับผู้บริโภคในยุคไอที ตามเทรนด์ของกลุ่มผู้ที่รักสุขภาพ ซึ่งภายในอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะมีฟีเจอร์แตกต่างกันไปตามระดับราคา โดย Fitbit Flex 2 จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่มเริ่มต้น เหมาะกับการใส่ใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันเป็นหลัก

จุดเด่นของ Flex 2 นอกเหนือไปจากความสามารถหลัก ในเรื่องของวัดก้าวเดิน และวัดระยะเวลาในการพักผ่อนแล้ว ก็จะเป็นความสามารถในการกันน้ำ ที่เพิ่มขึ้นมาจากรุ่นก่อนหน้า ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใส่ว่ายน้ำ หรืออาบน้ำได้โดยไม่ต้องกังวลกับอุปกรณ์ที่ใส่ไว้ในข้อมือ

นอกจากนี้ ด้วยการออกแบบตัวส่งสัญญาณที่มีขนาดเล็กลง ช่วยให้นอกจากใช้ใส่คู่กับสายรัดข้อมือแล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้ใส่กับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสายห้อยคอ คลิปหนีบ ช่วยให้ใช้งานได้หลากหลายขึ้น เหมือนเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งแทน

การออกแบบ

IMG_6767

ในแง่ของการออกแบบ Flex 2 จะออกแบบให้เป็นเหมือนเครื่องประดับชิ้นหนึ่งมากยิ่งขึ้น ด้วยการทำตัวเซ็นเซอร์ให้มีขนาดเล็กลง เหลือการแสดงผลเพียงไฟ 5 จุด เพื่อใช้บอกสถานะต่างๆของเครื่องแทน ทำให้ผู้ใช้นอกจากสามารถใช้ใส่กับสายรัดข้อมือเพื่อใช้งานตามปกติแล้ว ยังสามารถเปลี่ยนไปใส่กับสร้อยคอ หรือ คลิปหนีบที่เป็นอุปกร์เสริมเพิ่มได้อีกด้วย

ดังนั้นรูปแบบการใช้งานของ Flex 2 จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใส่ไว้ที่ข้อมือเพียงอย่างเดียว เพราะเจ้าตัวเซ็นเซอร์ที่มีลักษณะเป็นรูปทรงแท่ง ที่มีจุดไฟ LED จึงกลายเป็นเหมือนแกนหลักให้ผู้ใช้สามารถนำไปใส่กับอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อให้ใช้งานในลักษณะแฟชันมากยิ่งขึ้น เพราะเจ้าตัวแกนจะมีขนาดเพียง 31.7 x 8.9 x 6.8 มิลลิเมตร น้ำหนักราว 23.5 กรัม

IMG_6769

อย่างไรก็ตาม ในกล่องของ Flex 2 จะมีการแถมสายมาให้ 2 ขนาดคือ เล็ก และ ใหญ่ เพื่อให้สามารถเลือกใส่ใช้งานได้ทันที ซึ่งสำหรับคนที่รูปร่างอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ก็สามารถใช้สายไซส์ S ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าก็จะอยู่ในช่วงปลายๆของตัวเล็ก

IMG_6778IMG_6781สำหรับลักษณะของสายจะมีการออกแบบให้มีลวดลายเพิ่มมากขึ้น โดยตรงขั้วล็อกจะเป็นแบบ 2 ชั้น เพื่อป้องกันการหลุดหล่นหายขณะออกกำลังต่างๆ ซึ่งตัวเล็กถือว่ามีความแน่นหนาดีมาก นอกจากนี้ ก็จะมีการแสดงแบรนด์ ‘fitbit’ ไว้ภายนอกให้เห็นชัดเจนเช่นเดียวกัน

IMG_6774

นอกจากนี้ ภายในกล่องจะมีสายชาร์จมาให้ด้วย โดยจะใช้งานร่วมกับอะเดปเตอร์ยูเอสบีทั่วไป หรือจะใช้การเสียบไปจากคอมพิวเตอร์เพื่อชาร์จก็ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งตรงปลายจะเป็นพอร์ตยูเอสบี 2.0 ตามมาตรฐาน ส่วนบริเวณหัวชาร์จจะเป็นรูปแบบของตัวเล็กให้นำตัวแทร็กเกอร์ที่ถอดจากสายออกมาเสียบลงไปชาร์จ ขณะชาร์จก็จะมีไฟสถานะบอกอยู่

ทั้งนี้ การทำงานของ Flex 2 จะเน้นไปที่การตรงจับการเคลื่อนไหวผ่านเซ็นเซอร์ accelerometer แบบ 3 แกน ที่มาพร้อมกับมอเตอร์สั่นในการแจ้งเตือนข้อมูลต่างๆ ผู้ใช้สามารถสั่งงานแทร็กเกอร์ได้เพียงอย่างเดียวคือการแตะ 2 ครั้ง เพื่อแสดงข้อมูลจำนวนก้าวว่าใกล้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือยัง

ขณะที่ในแง่ของการใช้งาน แบตเตอรีของ Flex 2 จะอยู่ได้ราว 5 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งเมื่อทดลองใช้แล้วก็ไม่พบว่าจะหมดก่อน 5 วันเท่าไหร่ แบตเตอรีภายในเป็น li-Polymer ใช้ระยะเวลาในการชาร์จเกือบๆ 2 ชั่วโมงๆ ส่งสัญญาณเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth 4.0

Fitbit-Flex-2_Family-1

ส่วนจุดเด่นที่สำคัญที่สุดของ Flex 2 คือการกันน้ำ ซึ่งถือเป็นแทร็กเกอร์รุ่นแรกของ Fitbit เลยก็ว่าได้ ที่มาพร้อมการกันน้ำ ทำให้ผู้ใช้สามารถใส่เพื่อว่ายน้ำ หรือการกันน้ำ รวมถึงสบู่ ในเวลาที่อาบน้ำ ก็ไม่จำเป็นต้องถอดตัวแทร็กเกอร์ออกจากข้อมืออีกต่อไป

ฟีเจอร์เด่น

s01

เริ่มต้นการใช้งาน Flex 2 ผู้ใช้จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชัน Fitbit ก่อน โดยเมื่อทำการเชื่อมต่อแล้วในแอปก็จะมีการสอนข้อมูลเบื้องต้น อย่างการนำตัวแทร็กเกอร์ออกมาเปลี่ยนสีสายรัดข้อมือให้มีความหลากหลาย หรือจะนำไปใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริมอื่นอย่างจี้ห้อยคอ หรือกำไลข้อมือก็ได้

ถัดมาคือการแนะนำข้อมูลในแง่ของการทำความสะอาด สามารถใช้สบู่ทำความสะอาดสายได้โดยตรง ส่วนถ้ามีการนำไปใช้ในการว่ายน้ำ ก็ควรถอดออกมาวางไว้ หรือเช็ดให้แห้งก่อนใช้งานต่อไป และยังแนะนำให้มีการถอดออกจากข้อมือบ้างในบางครั้ง รวมถึงถ้าเกิดอาการแพ้ก็จะมีคำแนะนำต่างๆให้

s02s03

หลังจากนั้น ก็คือการแนะนำ แดชบอร์ด (พื้นที่แสดงผล) แบบใหม่ สำหรับผู้ใช้งาแอนดรอยด์ ที่มีการเปลี่ยนรูปแบบไป โดยจะมีการปรับอินเตอร์เฟสให้ดูสวยงามมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำให้ดูโล่งๆโปร่งๆ ด้วยการนำข้อมูลสำคัญที่สุดอย่างจำนวนก้าวขึ้นมาแสดงผลในส่วนบนสุด ถัดลงมาเป็นจำนวนชั้น ระยะทาง แคลอรี่ที่เผาผลานไป และเวลาที่มีการเคลื่อนไหว รวมถึงการจับการออกกำลัง และการนอน

จากนั้นก็จะเป็นการ์ดข้อมูลต่างๆที่ผู้ใช้สามารถเลือกสลับ นำมาแสดงผลได้ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเต้นของหัวใจ ระยะเวลาที่ออกกำลังกายในแต่ละสัปดาห์ (ในแอปแนะนำว่าควรมีกิจกรรมอย่างน้อย 5 ครั้งใน 1 สัปดาห์) ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะรวมถึงการเดินในระยะหนึ่ง

นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถเลือกใส่ข้อมูลจำนวนน้ำที่ดื่ม อาหารที่รับประทาน ใส่น้ำหนักเพื่อจัดโปรแกรมควบคุมหรือลดน้ำหนักได้ ยังไม่รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Fitstar Personal Trainer ที่จะมาช่วยให้ผู้ฝช้งานออกกำลังกายจากกิจกรรมแอโรบิก หรือเต้นตามท่าในวิดีโอที่แนะนำด้วย

s04

ทั้งนี้ ในการใช้งานครั้งแรกทาง Fitbit จะมีให้ผู้ใช้งานตั้งเป้าหมายที่จะมีให้เลือกทั้งลดน้ำหนัก เพิ่มปริมาณการออกกำลังกาย เพิ่มความฟิต เพิ่มน้ำหนัก เพิ่มระยะเวลาในการพักผ่อน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล หลังจากนั้นก็จะมีการแนะนำจำนวนก้าว เวลานอน ช่วงเวลาการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อให้ตั้งเป็นเป้าหมายไว้ด้วย

ส่วนอีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือเรื่องของการแจ้งเตือน โดยตัว Flex 2 สามารถใช้เพื่อแจ้งเตือนการมีสายเรียกเข้า ตั้งเวลาปลุก เตือนให้มีการขยับเคลื่อนไหว และเตือนว่ามีข้อความเข้าใจเครื่องได้ด้วย เมื่อมีการซิงค์ข้อมูลกับสมาร์ทโฟน ดังนั้นก็ช่วยให้ไม่พลาดการติดต่อสื่อสารสำคัญๆในกรณีที่วางโทรศัพท์ทิ้งไว้ด้วย

s05s06

ส่วนในแง่ของการแสดงผลข้อมูลการเดิน ระยะทางต่างๆก็จะแสดงผลเป็นกราฟให้สามารถดูย้อนหลังได้ การแสดงระยะเวลานอนก็จะบอกว่าในแต่ละคืนนอนไปกี่ชั่วโมง มีการขยับตัวมากน้อยแค่ไหน และในแง่ของการออกกำลังก็จะทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนในการบันทึกพิกัด GPS เพื่อคำนวนออกมาเป็นระยะที่ออกกำลังเป็นต้น

ทดสอบประสิทธิภาพ

IMG_6795

เมื่อลองใช้งานทั่วๆไปแล้ว Flex 2 จะเหมาะกับผู้ใช้งานทั่วๆไป ที่มีไลฟ์สไตลเป็นกลุ่มพนักงานออฟฟิศ หรือใช้ชีวิตทั่วๆไป ที่อยากมีสุขภาพดีขึ้น ด้วยการนำอุปกรณ์เหล่านี้มาช่วยกระตุ้นให้เกิดการออกกำลังกาย ถือเป็นแทร็กเกอร์สำหรับผู้เริ่มใช้งานมากกว่า

เพราะตัว Flex 2 จะโดดเด่นในแง่ของขนาดที่เล็ก เหมาะกับการใช้งานหลายรูปแบบ ทั้งยังใช้เป็นเครื่องประดับสำหรับผู้หญิงได้ด้วย แต่จะวัดได้เพียงข้อมูลเบื้องต้นอย่างนับก้าว วัดนอน และการแจ้งเตือนเท่านั้น ดังนั้นถ้าเป็นผู้ที่ออกกำลังเป็นประจำอาจจะมองว่าไม่เพียงพอ เพราะอาจจะต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติมอย่างวัดอัตราการเต้นของหัวใจ หรือการระบุพิกัด GPS มาใช้งานด้วย

สรุป

IMG_6765

Fitbit Flex 2 เหมาะเป็นอุปกรณ์สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจในเทคโนโลยีการวัดผลด้านสุขภาพ (แทร็กเกอร์) ที่ยังไม่เคยใช้งานมาก่อน เพื่อให้เรียนรู้และเข้าใจวิธีการทำงาน เพราะจะเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันเป็นหลัก ไม่ได้เหมาะกับการนำมาเป็นอุปกรณ์ในการวัดการออกกำลังกายแบบจริงจัง

ดังนั้น ด้วยการที่มีอุปกรณ์เสริมออกมาอย่างการที่มีสร้อยคอ หรือกำไลข้อมือ ให้ซื้อเพิ่มเพื่อนำมาใช้งาน ถือเป็นการเจาะเข้าไปในกลุ่มไลฟ์สไตลโดยเฉพาะผู้หญิงที่รักสุขภาพมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าในการใช้งานให้ดีควรซิงค์ข้อมูลกับสมาร์ทโฟนเพื่อเก็บบันทึกข้อมูลตลอดเวลา

สำหรับ Fitbit Flex 2 เริ่มวางจำหน่ายแล้วในช่องทางทั่วไป จากที่ก่อนหน้านี้จะมีการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยราคาตัวเครื่องจะอยู่ที่ 4,490 บาท มาพร้อมกับสายรัดข้อมือแบบคลาสสิก สีดำ สีลาเวนเดอร์  สีมาเจนต้า (ชมพูบานเย็น) หรือสีกรมท่า

Fitbit-Flex-2_Family

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องประดับสายรัดข้อมือฟิตเนสแบบคลาสสิกใน 3 แพก ประกอบไปด้วยโทนชมพู (สีชมพูบลัช สีลาเวนเดอร์ และสีมาเจนต้า) และสีโทนสปอร์ต (สีเทา สีกรม และสีเหลือง) ในราคา 1,290 บาท เครื่องประดับกำไลในทอง สีโรสโกลด์ ราคา 3,990 บาท และสีเงินสเตนเลสสตีล ราคา 3,590บาท และจี้เครื่องประดับสีทอง ราคา 3,990 บาท และสีเงินสเตนเลสสตีล ราคา 3,190 บาท

ข้อดี

– ฟิตเนสแทร็กเกอร์ ที่สามารถใส่ว่ายน้ำได้

– แบตเตอรีอยู่ได้ราว 5 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

– มีสายรัดสีอื่นๆ กำไล และจี้ห้อยคอให้เลือกเปลี่ยน (ซื้อเพิ่ม)

ข้อสังเกต

– ราคาค่อนข้างสูง เพราะมีระบบแอปที่บริหารจัดการได้ค่อนข้างดี

– ยังไม่สามารถวัด HR / GPS ในตัวได้

– ระบบการแจ้งเตือนยังค่อยข้างสับสน ต้องยกข้อมือขึ้นมาดู (น่าจะใช้รูปแบบการสั่นในการแยกการแจ้งเตือนได้)

Gallery

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-fitbit-flex-2/feed/ 0
Review : Sony RX100 V เด่นที่โฟกัสไว ถ่ายภาพเร็วที่สุดในโลก http://www.cyberbiz.in.th/review-sony-rx100v/ http://www.cyberbiz.in.th/review-sony-rx100v/#comments Tue, 17 Jan 2017 09:16:07 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25111

IMG_0673

ตระกูล RX100 จากโซนี่ถือเป็นการเปลี่ยนโลกกล้องพรีเมียมคอมแพกต์มาตั้งแต่รุ่นแรกจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน (Mark IV) โดยจุดเด่นของกล้องตระกูลนี้คือเป็นกล้องคอมแพกต์ขนาดเล็ก (Cyber-shot) แต่ทรงประสิทธิภาพทั้งเรื่องเซ็นเซอร์รับภาพขนาดใหญ่และฟังก์ชันใช้งานครบครันตั้งแต่งานภาพนิ่งไปถึงวิดีโอ 4K ด้วยไฟล์คุณภาพสูงไม่ต่างจากกล้องโปร

มาถึงวันนี้โซนี่ก็พร้อมจะเปิดตัว RX100 Mark V (5) ต่อเนื่องจากรุ่น Mark IV ด้วยการปรับปรุงระบบออโต้โฟกัสและกลไกภายในจนได้ชื่อว่าเป็นกล้องคอมแพกต์ที่ถ่ายภาพได้เร็วสุดในโลก เอาใจทั้งขาสแนปและผู้กำลังมองหากล้องเล็กเพื่อใช้งานระดับโปร

การออกแบบและสเปก

IMG_0644

IMG_0652

Sony RX100 V เป็นกล้องคอมแพกต์ขนาดจิ๋ว โดยตัวกล้องมีขนาดแค่ฝ่ามือ น้ำหนักประมาณ 299 กรัม (ขนาดอ้วนกว่า RX100 IV เล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถใส่กระเป๋ากางเกงได้เช่นเดิม) วัสดุภายนอกเป็นอะลูมิเนียมทั้งหมด แต่สเปกภายในเรียกได้ว่าจัดเต็มมากตั้งแต่เซ็นเซอร์รับภาพ Exmor RS CMOS ขนาด 1 นิ้ว หน่วยประมวลผลภาพ BIONZ X มี DRAM แปะด้านหลังเซ็นเซอร์เพื่อช่วยให้การส่งข้อมูลทำได้รวดเร็วขึ้น (โซนี่ขยาย DRAM ให้ใหญ่กว่า RX100 IV) ไปถึงความละเอียดภาพ 20.1 ล้านพิกเซล

ในส่วนความไวแสงรองรับ ISO 125-12,800 มี Multi-Frame NR ให้เลือกใช้ พร้อมระบบปรับ Dynamic Range อัตโนมัติ

IMG_0651

ด้านเลนส์ใช้ ZEISS Vario-Sonnar T* ชิ้นเลนส์ 10 ชิ้น เป็นซูมเลนส์ 2.9 เท่า ระยะเทียบกล้องฟูลเฟรมคือ 24-70 มิลลิเมตร พร้อมรูรับแสงกว้างสุด f1.8 ที่ระยะกว้างสุด ส่วนเมื่อซูมรูรับแสงกว้างสุดจะอยู่ที่ f2.8 (รูรับแสงแคบสุด f11) มาพร้อมฟิลเตอร์ลดแสง 3 สตอป และรองรับระบบ Clear Image Zoom 5.8 เท่า

IMG_0653

IMG_0659

IMG_0660

IMG_0662

ด้านหลังกล้องมาพร้อมหน้าจอไลฟ์วิวขนาด 3 นิ้วความละเอียด 1,228,800 จุด หน้าจอสามารถพับขึ้นได้ 180 องศา รองรับการเซลฟี ส่วนพับลงได้มากสุด 45 องศา

ด้านปุ่มคำสั่งต่างๆไม่แตกต่างจาก RX100 IV โดยบางปุ่มคำสั่งจะใช้สั่งงานได้สองคำสั่งพร้อมกัน ผู้ใช้งานครั้งแรกอาจเกิดความสับสนได้ต้องทำความเข้าใจก่อนใช้งาน

IMG_0674

นอกจากหน้าจอไลฟ์วิวแล้ว โซนี่ยังให้ช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์แบบ OLED มาด้วย (EVF) โดยช่องมองภาพมีความละเอียด 2,359,296 จุด มาพร้อมสวิตซ์ปรับไดออปเตอร์ตั้งแต่ -4.0 ถึง +3.0m-1

IMG_0657

ด้านบนกล้องเหมือน RX100 IV ทุกสัดส่วนตั้งแต่ตำแหน่งไฟแฟลช ไมโครโฟนรับเสียงสเตอริโอ ไม่มี Hot Shoe ไปถึงปุ่มเปิดปิดและโหมดถ่ายภาพที่ไม่ต่างจากรุ่นก่อนหน้า

สามารถติดตามอ่านรีวิว Sony RX100 IV ได้โดย >กดที่นี่<

IMG_0670

ในส่วนวงแหวนบริเวณเลนส์กล้องสามารถหมุนแทนคำสั่งปรับรูรับแสง ชัตเตอร์สปีดหรือใช้แทนสวิตซ์ซูมภาพได้เมื่ออยู่ในโหมดถ่ายภาพแต่ละแบบ

IMG_0671

IMG_0672

ด้านไฟแฟลชหัวกล้องยังคงเอกลักษณ์เดิมคือเป็นก้านยกขึ้น ทำให้สามารถยิงแฟลชแนวตรงหรือใช้นิ้วดันให้ยิงสะท้อนกับเพดานได้

IMG_0680

มาดูสันเครื่องเริ่มจากขวาจะเป็นช่อง Multi (MicroUSB) สำหรับเชื่อมต่อสาย USB ชาร์จไฟ (รองรับการชาร์จกับพอร์ต USB 5V เช่น Power Bank) และเชื่อมต่อข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ ถัดลงมาเป็น HDMI และสัญลักษณ์แสดงการรองรับ WiFi

IMG_0676

อีกด้านจะเป็นที่อยู่ของสวิตซ์เปิดช่องมองภาพ Finder ถัดลงมาเป็นช่องใส่สายคล้องข้อมือและสัญลักษณ์บอกตำแหน่งเซ็นเซอร์ NFC เพื่อใช้แตะเชื่อมต่อกับสมาร์ทดีไวซ์

IMG_0663

ด้านล่าง ตรงกลางเป็นช่องเชื่อมต่อกับขาตั้งกล้อง ซ้ายเป็นช่องใส่แบตเตอรี NP-BX1 และการ์ดความจำ ขวาสุดเป็นช่องลำโพง

ฟังก์ชันใช้งานและฟีเจอร์เด่น

afrx100v

ระบบออโต้โฟกัสปรับปรุงใหม่ครั้งแรกของกล้องคอมแพกต์ โดยในครั้งนี้โซนี่นำระบบออโต้โฟกัสจากมิร์เรอร์เลสมาใช้ในชื่อ “Fast Hybrid AF” 315 จุด ครอบคลุม 65% ของพื้นที่รับภาพบนเซ็นเซอร์ตัวใหม่ ทำให้ RX100 V สามารถจับโฟกัสได้เร็วสุด 0.05 วินาที รองรับ AF Lock on และ Eye AF สามารถโฟกัสติดตามวัตถุที่เคลื่อนไหวรวดเร็วไปถึงสามารถโฟกัสดวงตาและติดตามแบบต่อเนื่องได้เลย

24 fps Continuous Shooting เป็นจุดขายหลักของ RX100 V และเป็นครั้งแรกของโลกที่โซนี่ให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็วสุด (Hi) 24 เฟรมต่อวินาทีที่ความละเอียด 20.1 ล้านพิกเซล พร้อมบัฟเฟอร์ขนาดใหญ่จากการขยาย DRAM ทำให้การกดชัตเตอร์ค้างไว้หนึ่งครั้ง (เมื่ออยู่ในโหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง) สามารถถ่ายภาพได้มากถึง 150-160 ภาพ

hfr-rx100v-long

HFR

HFR (High Frame Rate) หรือโหมดวิดีโอสโลโมชัน ถูกปรับปรุงเรื่องระยะเวลาในการถ่ายเพิ่มอีก 2 เท่าจาก RX100 IV โดยโหมด HFR สามารถเลือกความเร็วถ่ายได้ตั้งแต่ 250fps 500fps และ 1,000fps (PAL)

video-rx100v

มาถึงฟังก์ชันใช้งานทั่วไป ซึ่งจะเหมือนกับ RX100 IV โดยด้านคุณภาพไฟล์จะมีให้เลือกทั้ง JPEG, JPEG+RAW และ RAW สามารถถ่าย Dual Rec หรือระหว่างถ่ายวิดีโอสามารถกดชัตเตอร์ถ่ายภาพนิ่งได้ที่ความละเอียดสูงสุด 17 ล้านพิกเซล

ส่วนวิดีโอใช้ฟอร์แมต XAVC S ความละเอียด 4K 30fps และ 1080p ความเร็วสูงสุด 60fps พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว Intelligent Active ให้ผลลัพท์ไม่ต่างจากกันสั่น 5 แกนในมิร์เรอร์เลสโซนี่แต่อย่างใด (ลองรับชมได้จากคลิปวิดีโอด้านบน)

smartphone-rx100v

apps-sonyrx100

WiFi/NFC/Application มีให้เลือกใช้เช่นเดียวกับ RX100 IV พร้อม Smart Remote หรือรีโมทชัตเตอร์บนสมาร์ทโฟน รวมถึงสามารถติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติมได้ด้วย

setup1-rx100v

setup2-rx100v

ส่วนผู้ใช้ที่ต้องการปรับแต่งปุ่มคำสั่งต่างๆด้วยตัวเอง RX100 V เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ตามความถนัดแทบจะทุกปุ่มคำสั่ง รวมถึงผู้ใช้งานวิดีโอ โซนี่ได้ใส่ Marker ไว้ให้ใช้งานด้วย เช่น ต้องการถ่ายวิดีโอที่อัตราส่วน 1.85:1 ก็สามารถเลือกใช้งานได้

mem-recall-rx100v

Memory recall (MR) ถือเป็นฟังก์ชันตอบสนองผู้ใช้มืออาชีพที่ชอบปรับค่ากล้องหลากหลายแนวและต้องการตั้งเป็นโปรไฟล์ไว้เพื่อความรวดเร็วในการเลือกใช้ โดย MR ใน RX100 V จะให้เราเลือกสร้างโปรไฟล์ได้มากสุด 3 โปรไฟล์

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

rx100v-isotest

เริ่มจากการทดสอบความไวแสง(ISO)ช่วงต่างๆ สำหรับ RX100 V ให้ผลลัพท์ไม่ต่างจาก RX100 IV ตัวก่อนแต่อย่างใด นอยซ์ที่ค่าความไวแสงตั้งแต่ ISO100-12,800 ทำได้ดีมากสำหรับ JPEG ซึ่งก็สอดคล้องกับจุดประสงค์หลักที่โซนี่ต้องการให้ RX100 เป็นกล้องคอมแพกต์ใช้งานง่าย ใครถ่ายก็ได้ภาพคุณภาพสูงทั้งหมด

ส่วนถ้ามืออาชีพขึ้นมาและใช้งาน RAW เป็นหลัก RX100 V จะให้คุณภาพไฟล์ที่ดีเมื่อถ่ายด้วย ISO ไม่เกิน 3,200 ไม่ต่างจาก RX100 IV เช่นกัน

hi-speed-shoot-rx100v

DSC01712

คราวนี้มาดูสิ่งที่แตกต่างจาก RX100 IV กันบ้างก็คือเรื่องระบบออโต้โฟกัสและความรวดเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง 24 เฟรมต่อวินาที ถามว่าจำเป็นไหม สำหรับคนชอบถ่ายสแนปหรือสตรีทโฟโต้ 24fps ถือเป็นส่วนช่วยให้เรามีโอกาสได้ภาพที่ไม่หยุดนิ่งสูงขึ้น ยกตัวอย่างภาพนี้ทีมงานเดินสวนกับเด็ก 2 คนที่กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งแบบรวดเร็วมาก ถ้าไม่มีระบบถ่ายภาพต่อเนื่อง 24fps อาจพลาดจังหวะที่ต้องการไป

DSC01605

1/400s : f4.5 : ISO125

หรือแม้แต่ภาพนี้ซับเจคที่เห็นทั้งหมดไม่หยุดนิ่ง แต่โหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง 24fps ใน RX100 V ก็สามารถสแนปไว้ได้และหลังจากนั้นทีมงานค่อยมาเลือกภาพที่ดีที่สุดภายหลัง

DSC01015

1/160s : f5.6 : ISO125

DSC01034

1/80s : f2.8 : ISO320

DSC01162

1/160s : f2.8 : ISO250

DSC01234

1/160s : f1.8 : ISO125

DSC01251

1/500s : f4 : ISO125

DSC01267

1/100s : f6.3 : ISO125

DSC01720

1/40s : f5 : ISO125

ในส่วนการถ่ายภาพทั่วไป คุณภาพไฟล์ภาพไม่ต่างจาก RX100 IV อย่างชัดเจนนัก รวมถึงฟังก์ชันใช้งานต่างๆก็ยังเหมือนเดิม เรียกได้ว่า RX100 V เน้นเรื่องความรวดเร็วของระบบออโต้โฟกัสและการถ่ายภาพต่อเนื่องเป็นหลัก รวมถึงงานวิดีโอที่ได้รับผลจากการเปลี่ยนไปใช้โฟกัสแบบ Fast Hybrid AF 315 จุด พร้อม Lockon AF เต็มๆเพราะทำให้ระบบออโต้โฟกัสวิดีโอทำได้แม่นยำขึ้นกว่ารุ่นก่อนมาก โดยเฉพาะการโฟกัสติดตามวัตถุทำได้แม่นยำดี

ส่วนการใช้งานอื่นๆก็เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้แทบทั้งหมด ฟังก์ชันใช้งานมีให้เลือกมากมายเช่น วิดีโอ 4K, โปรไฟล์สี Slog, ถ่ายสโลโมชัน HFR ได้สูงถึง 1,000 เฟรมต่อวินาทีไปถึงการถ่ายภาพคร่อมแสง คร่อม White Balance ทำภาพ HDR และอื่นๆอีกมากมาย แน่นอนว่าก่อนใช้งานต้องเรียนรู้สักเล็กน้อย เนื่องจากตัว RX100 V ถูกออกแบบเมนูมาค่อนข้างซับซ้อนไปเสียหน่อย รวมถึงแบตเตอรีที่ไม่ทนทานนัก ใช้งานในหนึ่งวันหนักๆอาจต้องพกถึง 3-4 ก้อนเลยทีเดียว (แบตเตอรี 1 ก้อนชาร์จไฟเต็มสามารถถ่ายภาพได้ประมาณ 200-220 ภาพ ภาพยนตร์ประมาณครึ่งชั่วโมง)

อีกทั้งในส่วนของราคาค่าตัว RX100 V เปิดตัวมาค่อนข้างสูง 38,990 บาท ส่วน RX100 IV ลดลงเหลือ 29,990 บาท ถ้าผู้สนใจไม่ได้ต้องการสเปกออโต้โฟกัสและการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็งสูง RX100 IV ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้ Mark V เพราะถ้ามองเรื่องคุณภาพไฟล์ภาพอย่างเดียวแล้วเรียกว่าแทบไม่แตกต่างกันชัดเจนนัก

ข้อดี

– กล้องเล็กพกพาไปได้ทุกที่ ทุกเวลา
– ระบบออโต้โฟกัสใหม่ทำงานรวดเร็ว
– ถ่ายภาพต่อเนื่องเร็วสูงสุด 24 เฟรมต่อวินาที
– ฟังก์ชันใช้งานครอบคลุมทุกการใช้งานตั้งแต่ภาพนิ่งถึงวิดีโอ 4K ระดับภาพยนตร์

ข้อสังเกต

– ไม่มี Hot Shoe ไม่รองรับการต่อแฟลชภายนอก
– แบตเตอรีหมดเร็วมาก
– การจับถือไม่ถนัด อาจต้องพึ่งพาอุปกรณ์กริปเสริมภายนอก
– ไม่มีช่องเชื่อมต่อไมโครโฟนภายนอกทั้งที่สเปกวิดีโอถือว่าไฮเอนด์มาก

Gallery

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-sony-rx100v/feed/ 0
Review : HUAWEI GR5 2017 กล้องหลังคู่ ราคาโดน http://www.cyberbiz.in.th/review-huawei-gr5-2017/ http://www.cyberbiz.in.th/review-huawei-gr5-2017/#comments Tue, 10 Jan 2017 10:32:53 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25065

gr52017

หลังจากหัวเว่ยส่ง Mate 9/ Mate 9 Pro เข้ายึดหัวหาดสมาร์ทโฟนเรือธงประจำปีนี้ไปแล้ว เปิดปีใหม่มา หัวเว่ยก็พร้อมส่งน้องสุดท้องอย่าง “HUAWEI GR5 2017” เข้ายึดตลาดสมาร์ทโฟนราคาไม่ถึงหมื่นบาทอีกครั้ง

โดย GR5 รุ่นก่อนหน้าหัวเว่ยเน้นความหรูหราและลูกเล่นกล้องถ่ายภาพให้เลือกใช้มากมายในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง มาในรุ่น 2017 หัวเว่ยนำเทคโนโลยีกล้องคู่จากพี่ใหญ่ P9 และ Mate 9 มาใช้ครั้งแรกของโลกสมาร์ทโฟนราคาไม่ถึงหมื่นบาท แต่ประสิทธิภาพจะเป็นอย่างไร ติดตามได้จากบทความรีวิวนี้

การออกแบบ

IMG_0567

IMG_0574

HUAWEI GR5 2017 ถูกปรับเปลี่ยนด้านการออกแบบ ให้ตัวเครื่องมีความโค้งมนรับกับการจับถือได้ถนัดยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลขนาดเท่าเดิมคือ 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1,920×1,080 พิกเซล พร้อมกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

ขนาดตัวเครื่อง เริ่มจากความกว้าง 76.2 มิลลิเมตร ยาว 150.9 มิลลิเมตร หนา 8.2 มิลลิเมตร น้ำหนัก 162 กรัม

IMG_0570

IMG_0573

ด้านหลังวัสดุเป็นอะลูมิเนียม พื้นผิวแบบ sandblast (นำทรายพ่นลงไปบนเนื้อเหล็ก) มาพร้อมกล้องถ่ายภาพแบบคู่ (Dual Camera) ติดตั้งอยู่ต่ำแหน่งเดียวกับ Mate 9 ความละเอียดภาพ 12 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ LED 1 ดวง

ถัดลงมาด้านล่าง เป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือรุ่น 3.0 ทำงานเร็วและปลอดภัยกว่าเดิม โดยหัวเว่ยเครมว่าสามารถปลดล็อคหน้าจอด้วยเวลาน้อยกว่า 1/3 วินาที

IMG_0577

มาดูปุ่มกดและช่องเชื่อมต่อรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านบนของเครื่องเป็นที่อยู่ของช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรและไมโครโฟน

IMG_0576

ด้านล่างเป็นส่วนของไมโครโฟนหลัก พอร์ต USB 2.0 และลำโพง

IMG_0578

ด้านขวา เป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงและปุ่มเปิดปิดเครื่อง

IMG_0579

IMG_0584

ด้านซ้าย เป็นช่องใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์ รองรับ 2 ซิม โดยช่องใส่ซิม 2 จะใช้ร่วมกับช่อง MicroSD Card

สเปก

spec-gr517

memgr517

เริ่มจากซีพียู ใช้ HUAWEI Kirin 655 Octa-core แบ่งความเร็วเป็น 4 แกนชุดแรกมีความเร็ว 1GHz และ 4 แกนชุดสองมีความเร็ว 1.7GHz มาพร้อมแรม 3GB รอม 32GB เหลือให้ใช้งานจริงประมาณ 24GB ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 6.0 และ EMUI 4.1

ด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย รองรับ 3G/4G ทุกเครื่อข่ายในประเทศไทย (แต่ไม่รองรับเทคโนโลยีรวมคลื่นความถี่) WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 b/g/n บลูทูธรองรับรุ่น 4.1 และแบตเตอรีภายในความจุ 3,340mAh

ซอฟต์แวร์และฟีเจอร์เด่น

home-gr517

apps-gr517

HUAWEI GR5 2017 ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 6.0 (Marshmallow) และครอบทับด้วย EMUI 4.1 (ไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด) โดยแอปฯที่ติดตั้งมาจากโรงงานส่วนใหญ่จะคล้ายกับทุกรุ่นของหัวเว่ยพร้อมแอปฯฟังวิทยุ เพราะ GR5 จะมีภาครับสัญญาณวิทยุติดตั้งมาให้ด้วย

beauty-gr517

มาถึงแอปฯเด่น “Beauty Plus” ก็มีติดตั้งมากับ GR5 2017 ด้วย โดยตัวแอปฯน่าจะเหมาะแก่ผู้ชอบเซลฟี เพราะสามารถตกแต่งหน้าของเราได้ทุกสัดส่วนตั้งแต่ ทำหน้าเนียน ลบสิว ปรับทรงหน้ารวมถึงมีฟิลเตอร์ให้เลือกใช้หลากหลาย

multtask-gr517

ส่วนคนที่ชอบเปิดพร้อมกันในหน้าเดียว GR5 2017 ก็มีโหมดเปิดใช้งานสองแอปฯพร้อมกันได้โดยใช้เทคนิคแบ่งครึ่งหน้าจอ ใครอยากชมวิดีโอจากยูทูปพร้อมแชทหรือเล่นเฟสบุ๊กไปด้วยก็สามารถทำได้ทันที

ซอฟต์แวร์กล้อง

camera-gr517

ด้านซอฟต์แวร์กล้อง การออกแบบยูสเซอร์อินเตอร์เฟสจะคล้ายกับ HUAWEI P9/P9 Plus โดยการเปลี่ยนโหมดภาพสามารถปัดหน้าจอไปทางขวาจะมีโหมดภาพให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ โหมดอัตโนมัติ โหมดโปรปรับตั้งค่ากล้องเอง HDR โหมดเซลฟี ถ่ายภาพกลางคืน (ความละเอียดภาพลดลงเหลือ 8 ล้านพิกเซล) พาโนรามา ถ่ายภาพอาหาร ภาพวาดด้วยแสง (ชัตเตอร์ช้า แนะนำใช้ร่วมกับขาตั้งกล้อง) เป็นต้น

widea-gr517

IMG_20170104_145738_1

ส่วนทีเด็ดสุดสำหรับโหมดถ่ายภาพก็คือ “Wide Aperture” ทำหน้าชัดหลังเบลอแบบเดียวกับ P9 และ Mate 9 ด้วยเทคนิคเดียวกันคือใช้เลนส์คู่ในการวัดระยะชัดของภาพ จากนั้นเมื่อถ่ายภาพเสร็จแล้ว เราสามารถกดเลือกโฟกัสพร้อมปรับรูรับแสง (จำลอง) ได้กว้างสุดถึง f0.95

ทดสอบประสิทธิภาพ

pcmark-gr517

PC Mark
Work 2.0 = 4,453 คะแนน
Computer Vision = 2,419 คะแนน
Storage = 5,379 คะแนน

bench-gr517

AnTuTu Benchmark = 56,422 คะแนน

3DMark
Sling Shot Extreme = 383 คะแนน
Sling Shot = 567 คะแนน
Ice Storm Extreme = 7,689 คะแนน
Ice Storm = 11,333 คะแนน

PassMark PerformanceTest Mobile
System = 5,461 คะแนน
CPU Tests = 144,551 คะแนน
Disk Tests = 48,198 คะแนน
Memory Tests = 5,923 คะแนน
2D Graphics Tests = 3,753 คะแนน
3D Graphics Tests = 1,340 คะแนน

Vellamo
Chrome Browser = 2,583 คะแนน
Metal = 1,497 คะแนน
Multicore = 2,003 คะแนน

Multitouch Test = 10 จุด

สรุปภาพรวมด้านการทดสอบประสิทธิภาพ HUAWEI GR5 2017 ถ้าเทียบคะแนนกับสมาร์ทโฟนเรือธงจะอยู่ประมาณ Nexus 5 หรือถ้าเทียบกับตลาดสมาร์ทโฟนปัจจุบันจะอยู่ในช่วงกลางๆค่อนไปทางกลุ่มราคาประหยัด ส่วนการใช้งานจริงก็ถือว่าหัวเว่ยปรับระบบมาพอใช้ได้ ความลื่นไหลสำหรับการใช้งานทั่วไปถือว่าดี แต่ถ้าผู้ใช้ชอบเล่นเกม 3 มิติ GR5 2017 อาจให้ผลลัพท์ที่ไม่ดีนัก ไม่แนะนำครับ

IMG_20170104_144010IMG_20170104_181536IMG_20170109_192337IMG_20170104_111056IMG_20170109_192246

ส่วนการถ่ายภาพด้วยกล้องหลังคู่เพื่อทำภาพหน้าชัดหลังเบลอ ส่วนนี้ถือว่าหัวเว่ยทำได้ดีไม่ต่างจากพี่ใหญ่เรือธง แต่เรื่องคุณภาพของไฟล์ภาพ สีสันและโทนจะแตกต่างกันพอสมควร โดยภาพที่ถ่ายได้จาก GR5 2017 จะดูทึมๆ สีสันไม่จัดจ้านนัก

batttest-gr517

สุดท้ายส่วนแบตเตอรี เป็นสิ่งที่น่าประทับใจมากที่สุด เพราะแบตเตอรี 3,340mAh บวกระบบจัดการพลังงานของหัวเว่ยทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่อง (เปิดหน้าจอตลอดการทดสอบ) ได้ถึง 10 ชั่วโมง 12 นาที ถ้าคิดเป็นเวลาใช้งานปกติของคนทั่วไปจะทำเวลาได้ประมาณ 16-18 ชั่วโมง เรียกได้ว่าใช้งานได้ทั้งวันสบายๆ

สรุป

IMG_0581IMG_0582

ราคาเปิดตัว HUAWEI GR5 2017 อยู่ที่ 8,900 บาท มีให้เลือก 3 สีได้แก่ สีทอง สีเทาและสีเงิน

เทียบกับประสิทธิภาพและฟังก์ชันใช้งานที่ได้แล้ว ก็ถือเป็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัดประสิทธิภาพกลางๆ ไม่โดดเด่นและไม่แย่เกินไป แน่นอนจุดเด่นหลักของรุ่นนี้ก็คือกล้องหลังคู่ สามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้ที่ชอบถ่ายภาพบุคคล มาโคร ภาพอาหาร โดยเฉพาะผู้หญิง GR5 2017 มีทั้งโหมดเซลฟี ซอฟต์แวร์ปรับแต่งภาพเซลฟีและกล้องหน้าที่ดีไว้ใจได้ แถมแบตเตอรีก็ถือเป็นจุดเด่นโดนใจขาแชทแน่นอน

ข้อดี

– เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแม่นยำและทำงานได้รวดเร็ว
– กล้องหลังคู่ ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอไม่ต่างจากรุ่นเรือธง
– การออกแบบดูหรูหรา เก็บงานดี งานประกอบแน่นหนา
– แบตเตอรีอึด

ข้อสังเกต

– ยังเป็นแอนดรอยด์ 6.0 และ EMUI 4.1 จากปีที่แล้ว
– ประสิทธิภาพกลางๆ ไม่โดดเด่นไปทางใดพิเศษ

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-huawei-gr5-2017/feed/ 0
ประจำปี 2017 http://www.cyberbiz.in.th/benchmarks-2017/ http://www.cyberbiz.in.th/benchmarks-2017/#comments Sun, 08 Jan 2017 08:08:25 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=25006

ตารางผลทดสอบสมาร์ทโฟนกลุ่มราคาต่ำกว่า 10,000 บาท
*โมเดลขายในประเทศไทย / ชุดทดสอบ : AnTuTu Benchmark
*ราคาเปิดตัวกับราคาขายจริงอาจแตกต่างกันตามช่วงเวลา

แบรนด์ คะแนน ราคาเปิดตัว
HUAWEI GR5 2017 56,422 8,900.-

ตารางผลทดสอบสมาร์ทโฟนกลุ่มราคา 15,001-20,000 บาท

แบรนด์ คะแนน ราคาเปิดตัว

ตารางผลทดสอบสมาร์ทโฟนกลุ่มราคา 10,001-15,000 บาท
*โมเดลขายในประเทศไทย / ชุดทดสอบ : AnTuTu Benchmark
*ราคาเปิดตัวกับราคาขายจริงอาจแตกต่างกันตามช่วงเวลา

แบรนด์ คะแนน ราคาเปิดตัว

ตารางรวมผลทดสอบสมาร์ทโฟนกลุ่มราคา 20,000 บาทขึ้นไป

แบรนด์ คะแนน ราคาเปิดตัว
HUAWEI Mate 9 125,052 23,900.-
HUAWEI Mate 9 Pro 124,675 27,900.-

ตารางผลทดสอบแบตเตอรีสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ประจำปี 2016
*โมเดลขายในประเทศไทย / ชุดทดสอบ : PC Mark / ทดสอบจากสถานะแบตเตอรี 100% ลดถึง 10%
*EXTREMELY TEST เป็นการสอบแบบหนักหน่วง (เปิดหน้าจอตลอดเวลา) ไม่ใช่การทดสอบใช้งานทั่วไป
*สำหรับใช้งานทั่วไปให้ +5-+6 ชั่วโมงโดยประมาณ จากช่องเวลาที่ทำได้

แบรนด์ แบตเตอรี สเปก CPU/DISPLAY/OS Ver. เวลาที่ทำได้
HUAWEI GR5 2017 3,340 mAh Kirin 655 Octa / 5.5″ 1080p / A6.0 10h12m
HUAWEI Mate 9 Pro 4,000 mAh Kirin 960 / 5.5″ 2K / A7.0 8h3m

ตารางทดสอบแบตเตอรีโน้ตบุ๊ก (Windows OS)
โปรแกรมทดสอบ : PC Mark 8

แบรนด์ ระยะเวลาที่ทำได้ ราคา
Alienware 15 2h25m 99,900.-

ตารางทดสอบประสิทธิภาพโน้ตบุ๊ก (Windows OS)
โปรแกรมทดสอบ : PC Mark 8
*ชุดทดสอบ Home : เน้นทดสอบการใช้งานทั่วไป รวมถึงเล่นเกม Casual
*ชุดทดสอบ Creative : เน้นทดสอบการใช้งานด้านกราฟิก ตัดต่อวิดีโอ

แบรนด์ คะแนนชุด Home คะแนนชุด Creative ราคา
Alienware 15 4,007 4,943 99,900.-
]]>
http://www.cyberbiz.in.th/benchmarks-2017/feed/ 0
Review : Nikon D5600 กล้อง DSLR ระดับกลาง ฟังก์ชันครบครัน http://www.cyberbiz.in.th/review-nikon-d5600/ http://www.cyberbiz.in.th/review-nikon-d5600/#comments Fri, 06 Jan 2017 06:23:33 +0000 http://www.cyberbiz.in.th/?p=24962

IMG_0517

D5000 Series ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม DSLR ราคาประหยัด (Entry Level) ระดับกลาง เน้นความคุ้มค่าคุ้มราคา ฟังก์ชันมีให้เลือกใช้หลากหลายจนเป็นกล้อง DSLR ที่ได้รับการตอบรับจากมือสมัครเล่นที่ดีอีกหนึ่งรุ่น จนปัจจุบันซีรีย์นี้เดินทางมาถึงรุ่น “D5600” กับความสามารถที่เพิ่มมากขึ้นตามแบบฉบับนิคอนยุคใหม่

การออกแบบและสเปก

IMG_0486

IMG_0504

เริ่มจากดีไซน์ ไม่แตกต่างอย่างชัดเจนกับ D5500 บอดี้เป็นพลาสติก (Monocoque Body) แป้นเมาท์เลนส์เป็นอลูมิเนียม Nikon F mount น้ำหนักถูกปรับขึ้นเป็น 465 กรัม จับถือมือเดียวได้สะดวกสบาย โดยเฉพาะส่วนกริปยางที่ออกแบบมาให้จับได้กระชับมือยิ่งขึ้น

ด้านเซ็นเซอร์รับภาพเป็น DX Format (CMOS sensor) ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล (6,000×4,000 พิกเซล) แบบไม่ติดตั้ง Low-pass Filter ประกบชิปประมวลผลภาพ EXPEED 4 และระบบออโต้โฟกัสตัวเดียวกับ D5500 คือ Nikon Multi-CAM 4800DX 39 จุดโฟกัส และ 9 จุดแบบ cross-type รองรับเลนส์ออโต้โฟกัส AF-S AF-P และ AF-I

ระบบออโต้โฟกัสรองรับ Single-servo AF, continuous-servo AF, AF-A พร้อมโฟกัสติดตามวัตถุและโฟกัสตรวจจับใบหน้า

ส่วนค่าความไวแสง ISO เริ่มต้น 100 สูงสุด 25,600 รองรับการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงสุด 5 เฟรมต่อวินาที ชัตเตอร์เร็วสูงสุด 1/4,000 วินาที ช้าสุด 30 วินาที มีชัตเตอร์ B และ T รวมถึงชัตเตอร์เงียบก็มีให้เลือกใช้

IMG_0487

IMG_0489

IMG_0492

มาดูด้านหลังตัวกล้อง เริ่มจากจอภาพไลฟ์วิวขนาด 3.2 นิ้ว ความละเอียด 720×480 พิกเซล ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของซีรีย์นี้ เนื่องจากตัวจอเป็น Vari-angle monitor สามารถพลิกเปลี่ยนมุมมองได้ 170 องศา ครอบคลุมเฟรมภาพ 100%

IMG_0535

นอกจากนั้นหน้าจอยังเป็นระบบสัมผัสที่ถูกปรับปรุงให้ตอบสนองดีขึ้นจากรุ่นที่แล้ว ทำให้การปรับแต่งค่ากล้อง ล็อคจุดโฟกัสผ่าน Live VIew ทำได้ง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะผู้ใช้งานวิดีโอน่าจะถูกใจหน้าจอสัมผัสรุ่นใหม่จากนิคอน

ส่วนปุ่มคำสั่งยังคงเหมือนกับ D5500 มีปุ่ม i และปุ่มล็อคค่าแสง/ล็อคโฟกัส ติดตั้งมาให้

IMG_0508

ช่องมองภาพแบบออปติคอล (Viewfinder) เป็นกระจกสะท้อนภาพปกติ ครอบคลุมเฟรมภาพ 95% ทั้งแนวตั้งและแนวนอน มาพร้อมปุ่มหมุนปรับระยะ Eyepoint

IMG_0497

ด้านบนตัวกล้อง จากซ้ายเป็นช่องลำโพง ตรงกลางเป็น Hot Shoe ใส่ไฟแฟลชแยก รองรับ Nikon Creative Lighting System หรืออุปกรณ์เสริมพร้อมไมโครโฟนรับเสียงสเตอริโอ ถัดไปขวามือ จะเป็นวงล้อปรับโหมดถ่ายภาพแบบเดียวกับรุ่นน้องสุดท้อง D3400 มีให้เลือกตั้งแต่โหมด Auto, P, S, A, M, ซีนโหมด 16 ซีนเพื่อปรับโทนภาพให้เข้ากับบรรยากาศของสถานที่จริง (ซีนแนะนำ blossom, autumn colors กับ Food น่าจะถูกใจวัยรุ่น) และโหมดเอ็ฟเฟ็กต์ 10 รูปแบบช่วยให้ถ่ายภาพทำได้สนุกสนานมากขึ้น

ถัดจากวงล้อปรับโหมดถ่ายภาพ ข้างๆจะเป็นก้านสวิตซ์ไว้เกี่ยวเพื่อเปิดปิด Live View ถัดลงมาเป็นวงล้อปรับค่ากล้อง (ค่ามาตรฐานเป็นคำสั่งปรับความเร็วชัตเตอร์) ถัดขึ้นไปด้านบนเป็นปุ่มชดเชยแสง ซึ่งเมื่อกดปุ่มนี้ค้างไว้แล้วเลื่อนวงล้อสีดำจะเป็นการเปลี่ยนขนาดรูรับแสง ถัดมาเป็นปุ่มบันทึกวิดีโอ ปุ่มชัตเตอร์และสวิตซ์เปิดปิดกล้อง

IMG_0501

ด้านหน้าจะเป็นที่อยู่ของไฟช่วยโฟกัส และถ้าสังเกตให้ดี กล้องรุ่นเล็กของนิคอนจะไม่มีปุ่มเช็คระยะชัดมาให้เหมือนรุ่นใหญ่

IMG_0499

ด้านข้าง เริ่มจากด้านซ้ายบริเวณบอดี้กล้องจะเป็นที่อยู่ของปุ่ม เปิดปิดไฟแฟลชหัวกล้องพร้อมปุ่มชดเชยแสงแฟลช ปุ่ม Fn (Function) ปรับตั้งค่าได้อิสระ ปุ่มปลดล็อกเลนส์และปุ่มตั้งเวลาถ่ายหรือปรับรูปแบบการถ่ายภาพ

ถัดมาที่สันด้านซ้ายของตัวกล้อง เริ่มจากด้านบนเป็นโลโก้ Bluetooth/WiFi เนื่องจาก D5600 รองรับ SnapBridge เต็มรูปแบบ ด้านล่างเป็นที่อยู่ของช่องเชื่อมต่อรีโมทชัตเตอร์ ช่องไมโครโฟน 3.5 มิลลิเมตร และ USB

IMG_0500

ด้านขวา เป็นช่องเชื่อมต่อ HDMI, เซ็นเซอร์ NFC และช่องใส่การ์ดความจำ SD Card รองรับมาตรฐาน UHS-I

IMG_0532

ด้านล่างเป็นส่วนของช่องเชื่อมต่อกับขาตั้งกล้องและช่องใส่แบตเตอรี EN-EL14a 1,230mAh (ถ่ายได้ประมาณ 400-600 รูป)

ฟีเจอร์เด่น

wifid5600

Nikon SnapBridge เป็นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ใน D5600 โดยการเชื่อมต่อจะทำได้เต็มฟังก์ชันกว่า D3400 เนื่องจากตัวกล้องมาพร้อม WiFi/Bluetooth ทำให้นอกจากผู้ใช้จะซิงค์รูประหว่างกล้องไปเก็บไว้ในสมาร์ทโฟนได้แล้ว ตัวกล้องยังรองรับรีโมทชัตเตอร์ผ่าน WiFi ได้ด้วย

nef-d5600

NEF 14-bit ในส่วนไฟล์ RAW ใน D5600 สามารถเลือกรูปแบบการบันทึกได้ทั้ง 12-bit และ 14-bit รวมถึง Retouch Menu ที่สามารถโปรเซสแก้ไข RAW ได้ทันทีพร้อมแปลงไฟล์ภาพเป็น JPEG จากหลังกล้องได้อย่างรวดเร็ว โดยเมื่อแก้ไขภาพเสร็จแล้วก็สามารถใช้ WiFi หรือ Bluetooth ส่งภาพผ่าน SnapBridge ไปยังสมาร์ทโฟนได้ทันที

movie-d5600

วิดีโอ Nikon D5600 รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุด 1,920×1,080 พิกเซล ที่ความเร็ว 60 เฟรมต่อวินาที รองรับ Manual Movie ปรับตั้งค่ากล้องได้เอง

timelapse-d5600

Timelapse เพิ่มฟังก์ชัน Exposure smoothing แบบเดียวกับกล้องรุ่นใหญ่ ทำให้การถ่ายภาพในช่วงเวลาแสงแตกต่างกันทำได้เนียนตาและเป็นมืออาชีพมากขึ้น

display-d5600

ในส่วนการแสดงผลค่ากล้องต่างๆจะทำผ่านหน้าจอ Live View เหมือน D3400 พร้อมระบบแนะนำการถ่ายภาพสำหรับมือใหม่ด้วย

ทดสอบประสิทธิภาพและสรุป

d5600-ISO

เริ่มจากการทดสอบความไวแสงช่วงต่างๆ เริ่มจากค่า ISO ที่ให้ไฟล์ภาพดีสุดจะอยู่ในช่วง 100-3,200 ไม่แตกต่างจาก D5500 หรือ D3400 ที่ทดสอบไปก่อนหน้า เนื่องจากใช้ชิปประมวลผลตัวเดียวกัน ส่วนช่วงความไวแสง ISO 6,400 จะเริ่มมีนอยซ์เพิ่มขึ้นบ้างแต่อยู่ในระดับยอมรับได้ จนถึง ISO 12,800-25,600 จะให้นอยซ์ค่อนข้างเยอะ

มาถึงการทดสอบถ่ายภาพนิ่ง ทีมงานเลือกใช้เลนส์ AF-S 20mm. f/1.8 G ED เมื่อคูณ 1.5 จะเท่ากับระยะประมาณ 30 มิลลิเมตร

PS0_0026

ชัตเตอร์สปีด 1/8 วินาที : รูรับแสง f16 : ISO400

PS0_0040

ชัตเตอร์สปีด 1/200 วินาที : รูรับแสง f11 : ISO500

PS0_0058

ชัตเตอร์สปีด 1/640 วินาที : รูรับแสง f14 : ISO560

PS0_0077

ชัตเตอร์สปีด 1/640 วินาที : รูรับแสง f13 : ISO320

PS0_0087

ชัตเตอร์สปีด 1/640 วินาที : รูรับแสง f13 : ISO800

PS0_0108

ชัตเตอร์สปีด 1/400 วินาที : รูรับแสง f11 : ISO2800

PS0_0126

ชัตเตอร์สปีด 1/800 วินาที : รูรับแสง f16 : ISO3600

จากภาพทดสอบทั้งหมด ลองสังเกตที่การตั้งค่ากล้อง ผมพยายามดัน ISO ให้สูงเพื่อทดสอบคุณภาพไฟล์และนอยซ์ที่เกิดขึ้น พบว่า ด้วยความเป็นกล้องนิคอนยุคใหม่ (ซีรีย์ที่มาพร้อม EXPEED 4) ผมถือว่าสอบผ่านเรื่องคุณภาพไฟล์อย่างมาก เนื้อไฟล์ดีมาก โดยเฉพาะ RAW 14-bit ที่เก็บรายละเอียดได้ดี อย่างบางภาพผมดึงแสงขึ้น 2-3 สตอปก็ยังให้รายละเอียดที่ครบถ้วนไม่ต่างจากพี่ใหญ่ D500 แต่อย่างใด ยกเว้นเรื่องนอยซ์จากไฟล์ RAW ที่อาจมากกว่ารุ่นใหญ่เล็กน้อย

ส่วน JPEG ก็ให้คุณภาพที่ดีเช่นกัน ไฟล์เนียนสวยแม้จะใช้ ISO สูงระดับ 6,400 ก็ตาม

สำหรับการจับถือ ด้วยน้ำหนักที่ไม่มาก ตัวกล้องขนาดเล็กและมีกริปยางที่จับกระชับมือมาก ทีมงานขอให้คะแนนส่วนการจับถือและพกพาติดตัวเต็ม 10 เลย เพราะลองใช้งานทั้งวันแล้ว ความรู้สึกไม่ต่างจากการพกพามิร์เรอร์เลส แถมการจับถือก็ถนัดมากกว่า ยิ่งจับคู่กับเลนส์ฟิกซ์น้ำหนักเบาคุณภาพสูงอย่าง 20mm f1.8G ED ดูแล้วเข้ากันอย่างมาก ยกเว้นราคาเลนส์ที่เหมือนจะแพงกว่าตัวกล้อง

ส่วนการควบคุม เริ่มจากการวางตำแหน่งปุ่มกดต่างๆทำได้ดีแล้ว แต่ด้วยเป็นกล้องรุ่นเล็กทำให้นิคอนออกแบบปุ่มคำสั่ง 1 ปุ่มให้ใช้งานได้หลายฟังก์ชัน จนบางครั้งกลายเป็นสร้างความสับสนให้ผู้ใช้งานได้ แต่ก็ยังดีที่รุ่นนี้เป็นหน้าจอสัมผัส บางคำสั่งสามารถกดปุ่ม i แล้วเลือกปรับเปลี่ยนโดยจิ้มจากหน้าจอโดยตรงได้

ด้านวิดีโอ คล้ายกับ D5500 ไฟล์คุณภาพดี โดยเฉพาะนอยซ์และความคมชัดถือว่าสอบผ่าน ยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับเลนส์ AF-P โฟกัสทำได้ลื่นไหลมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อสังเกตในเรื่องระบบออโต้โฟกัส เมื่อทำงานผ่าน Live View ระบบโฟกัสภาพจะทำงานช้าและไม่แม่นยำตามสไตล์นิคอนเนื่องจากใช้วิธีคิดแบบเก่า ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย ไม่เช่นนั้น D5600 จะเป็น DSLR ที่มีฟังก์ชันครบครันคุ้มค่าคุ้มราคามากกว่านี้

สุดท้ายกับราคาเปิดตัว 27,500 บาท (ชุดแถมคิทเลนส์ AF-P 18-55VR) ก็ถือเป็นช่วงราคาเดิมที่นิคอนตั้งไว้กับตระกูล D5000 แน่นอนว่ากล้องซีรีย์นี้น่าจะเหมาะแก่คนที่ใช้งานระดับเริ่มต้นที่กำลังมองหากล้อง DSLR ตัวเล็กเน้นฟังก์ชันใช้งานครบครันตั้งแต่ภาพนิ่ง วิดีโอ มีจอพลิกได้และเป็นจอสัมผัส โดย D5600 มีการเพิ่ม SnapBridge เข้ามาทำให้การถ่ายภาพแล้วแชร์ผ่านสมาร์ทโฟนทำได้รวดเร็วมากขึ้นรวมถึงหน้าจอสัมผัสที่ทำได้ลื่นไหลขึ้น ในขณะที่คุณภาพและการใช้งานโดยรวมไม่ต่างจาก D5500 อย่างชัดเจนนัก

ข้อดี

– ตัวเล็ก น้ำหนักเบา
– จอพลิกได้
– หน้าจอสัมผัสแม่นยำกว่า D5500
– มี RAW 14-bit คุณภาพไฟล์ดี
– ฟังก์ชันใช้งานครบครัน มีช่อง 3.5 มิลลิเมตรเชื่อมต่อไมโครโฟนภายนอกได้
– SnapBridge ผ่าน NFC / WiFi / Bluetooth ทำให้การแชร์รูปไปยังสมาร์ทโฟนทำได้ง่าย (ประมาณกดถ่ายภาพแล้วรูปไหลไปอยู่ในสมาร์ทโฟนทันทีโดยไม่ต้องมากดแชร์ภาพให้ยุ่งยาก)

ข้อสังเกต

– ระบบออโต้โฟกัสผ่าน Live View ทำงานช้าและไม่แม่นยำ
– แบตเตอรีชาร์จไฟเต็ม ถ่ายได้ประมาณ 480 ภาพ น้อยกว่า D5500

Gallery

]]>
http://www.cyberbiz.in.th/review-nikon-d5600/feed/ 0