head-i6s-i6splus

3 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการปรับเปลี่ยนไอโฟนจากยุคเก่าสู่ยุคใหม่ และเป็นช่วงที่แอปเปิลทุ่มเทพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างหนักมากกว่าส่วนฮาร์ดแวร์ ความคาดหวังของสาวกและผู้ใช้ที่ติดตามแอปเปิลมาตลอดเริ่มลดน้อยลงเนื่องจากฮาร์ดแวร์ไม่น่าสนใจเหมือนก่อน แถมในช่วงหลังไอโฟนแต่ละรุ่นที่ออกมาก็มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะระบบปฏิบัติการที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก

กว่าทุกอย่างจะลงตัวก็เข้าสู่ iOS รุ่นที่ 9 พร้อมการมาของ “iPhone 6s” และ “iPhone 6s Plus” ที่ในครั้งนี้ แอปเปิลตั้งใจปรับปรุงและอุดช่องโหว่ข้อผิดพลาดที่เกิดจากไอโฟนรุ่นก่อนหน้าทั้งหมด จนกลายเป็นไอโฟนตัวแรกในรอบ 3 ปีที่สมบูรณ์แบบที่สุด

รีวิวนี้ครอบคลุมถึง iPhone 6s Plus

การออกแบบ

IMG_2996

ตามธรรมเนียมของแอปเปิล รุ่นที่มี S ต่อท้ายจะไม่มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่เพราะถือเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ที่เน้นการปรับสเปกภายใน เพราะฉะนั้น iPhone 6s และ 6s Plus จะไม่มีการปรับเปลี่ยนด้านการออกแบบ ยกเว้นความหนา น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและสีใหม่ “โรสโกลด์” เข้ามาทำตลาดเพิ่มจากเดิม

โดยผู้อ่านสามารถรับชมรีวิวการออกแบบภายนอกทั้ง iPhone 6s (สีทอง) และ iPhone 6s Plus (สีโรสโกลด์) ได้จากลิงก์นี้

สำหรับบทความรีวิวนี้จะขอกล่าวเฉพาะเรื่องที่ทีมงานยังไม่ได้ทดสอบไปได้แก่ ส่วนของสเปก ฟีเจอร์เด่นและทดสอบประสิทธิภาพ

สเปก

IMG_3012

ใน iPhone 6s และ 6s Plus สเปกเป็นสิ่งที่ได้รับการปรับเปลี่ยนมากที่สุด เริ่มจาก

หน้าจอ – ใช้ขนาดเท่าเดิม คือ iPhone 6s ใช้หน้าจอ Retina HD 4.7 นิ้ว ความละเอียด 1,334×750 พิกเซล (326ppi) ส่วน iPhone 6s Plus ใช้หน้าจอ Retina HD 5.5 นิ้ว 1,920×1,080 พิกเซล (401ppi) พร้อมเพิ่มระบบ 3D Touch และ Taptic Engine (พัฒนาต่อยอดจากหน้าจอ Apple Watch) สามารถตรวจจับแรงกดของนิ้วได้หลายระดับ

IMG_3021

นอกจากนั้น TouchID ใต้ปุ่มโฮมยังได้รับการอัปเกรดเป็นรุ่นที่ 2 ซึ่งสามารถตรวจจับนิ้วมือได้เร็วและแม่นยำมากขึ้น

ความแข็งแรง – ใน iPhone 6s และ 6s Plus แอปเปิลปรับเปลี่ยนวัสดุฝาหลังเป็น อะลูมิเนียมซีรีย์ 7,000 หักงอยากขึ้นและกระจกหน้าจอที่ใช้กรรมวิธีพิเศษ dual ion‑exchange ที่ทำให้หน้าจอมีความแข็งแรง ทนทานต่อรอยขีดข่วนมากขึ้น

หน่วยประมวลผลและการเชื่อมต่อข้อมูล – อัปเกรดเป็น Apple A9 Dual Core 64 บิต ความเร็ว 1.84GHz ร่วมกับชิปประมวลผลการเคลื่อนไหว M9 แรมให้มา 2GB ชิป 4G รองรับ LTE Advanced 23 ย่านความถี่ที่ความเร็วสูงสุด 300Mbps, WiFi เพิ่มเทคโนโลยี MIMO (Multiple Input/Multiple Output) ช่วยให้การเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูล WiFi จำนวนมากทำได้เสถียรขึ้น บลูทูธรองรับรุ่น 4.2 และจีพีเอสรองรับการจับสัญญาณ GLONASS

set-vdo-photo-quality

กล้องถ่ายภาพ – กล้องหลัง iSight ถูกอัปเกรดความละเอียดจาก 8 ล้านพิกเซลเป็น 12 ล้านพิกเซล 4,032×3,024 พิกเซล (1.22 ไมครอน) ส่วนกล้องหน้า FaceTime HD ถูกอัปเกรดความละเอียดเป็น 5 ล้านพิกเซล

นอกจากนั้นระบบประมวลผลภาพยังได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ Local Tone Mapping, ระบบลดนอยซ์ใหม่ รวมถึง Focus Pixel ถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบแตะเพื่อโฟกัสด้วย

ในส่วนวิดีโอก็ได้รับการปรับปรุงเช่นกัน โดยเฉพาะระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นมากทั้งบน iPhone 6s และ 6s Plus ที่มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอล อีกทั้งแอปเปิลยังเพิ่มความละเอียดวิดีโอให้รองรับ 4K ที่ความเร็ว 30 เฟรมต่อวินาที รวมถึงโหมด Slo-Mo รองรับความละเอียด 1080p ที่ความเร็ว 120 เฟรมต่อวินาทีด้วย

ขนาดไฟล์วิดีโอความยาว 1 นาที

ที่ความละเอียด 720p 30 เฟรมต่อวินาที ใช้พื้นที่ 60MB
ที่ความละเอียด 1080p 30 เฟรมต่อวินาที ใช้พื้นที่ 130MB
ที่ความละเอียด 1080p 60 เฟรมต่อวินาที ใช้พื้นที่ 200MB
ที่ความละเอียด 4K 30 เฟรมต่อวินาที ใช้พื้นที่ 375MB

โหมด Slo-Mo ที่ความละเอียด 1080p 120 เฟรมต่อวินาที ใช้พื้นที่ 375MB
โหมด Slo-Mo ที่ความละเอียด 720p 240 เฟรมต่อวินาที ใช้พื้นที่ 300MB

สุดท้ายในส่วนสเปกแบตเตอรี iPhone 6s จะใช้แบตเตอรีความจุ 1,715mAh ส่วน 6s Plus จะใช้แบตเตอรีความจุ 2,750mAh ซึ่งถึงแม้แบตเตอรีจะมีความจุน้อยกว่าเดิม แต่แอปเปิลเครมว่าระยะเวลาใช้งานจะไม่ต่างจาก iPhone 6 รุ่นก่อนหน้าแต่อย่างใด

ฟีเจอร์เด่น

moveto-ios

Move from Android เป็นฟีเจอร์ใหม่บน iOS 9 ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ที่กำลังคิดย้ายค่ายจากแอนดรอยด์มาสู่ไอโอเอส สามารถจัดการย้ายข้อมูลจำพวก สมุดโทรศัพท์ อัลบั้มรูปภาพและข้อความต่างๆได้ง่ายขึ้น

live-photos

แนะนำให้รับชมคลิปวิดีโอนี้เพื่อความเข้าใจในหลักการทำงานมากขึ้น

สำหรับหลักการสร้างภาพ Live Photos ทำได้ง่ายผ่านแอปฯ “กล้อง” เพียงกดไอคอนวงกลมให้เป็นสีเหลืองเพื่อเปิดการทำงาน และหลังจากนั้น ระหว่างผู้ใช้กำลังกดชัตเตอร์ถ่ายภาพนิ่ง ระบบจะแอบบันทึกวิดีโอช่วงก่อนกดชัตเตอร์ 3 วินาทีไว้พร้อมกับบันทึกไฟล์ภาพนิ่ง JPG แยกออกเป็น 2 ไฟล์ (เท่ากับว่าในหนึ่งภาพนิ่งจะใช้พื้นที่มากถึง 8-10MB) และเมื่อเราต้องการชมภาพ Live Photos ระบบจะเรียกไฟล์ภาพเคลื่อนไหวที่ถูกเชื่อมต่อกับไฟล์ภาพนิ่งขึ้นมาอัตโนมัติ

retina-flash

Retina Flash ถือเป็น iPhone รุ่นแรกที่มาพร้อมไฟแฟลชด้านหน้า ซึ่งเป็นไฟแฟลชที่ไม่ได้มาจากหลอด LED เหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่ Retina Flash เป็นไฟแฟลชที่มาจากหน้าจอแสดงผล โดยใช้หลักการคือ เมื่อกดถ่ายภาพจากกล้องหน้า หน้าจอจะเปลี่ยนเป็นสีขาวพร้อมเพิ่มความสว่างอีก 3 เท่า

3dtouch-i6s

แนะนำให้รับชมคลิปวิดีโอนี้เพื่อความเข้าใจในหลักการทำงานมากขึ้น

3D Touch หน้าจอรับรู้แรงกดหลายระดับถูกพัฒนาต่อยอดมาจาก Force Touch บนนาฬิกา Apple Watch และแทร็คแพด MacBook โดยการใช้งานบน iPhone 6s และ 6s Plus หลักๆจะเป็นลูกเล่นเสริมช่วยเปิดเมนูลัดและเมนูพิเศษเสียมากกว่า

วิดีโอ 4K จาก iPhone 6s ตัดต่อและใส่ข้อความผ่านแอปฯ iMovie (กดรูปเฟืองเพื่อเลือกความละเอียดในการรับชมคุณภาพ 4K)

4k-imovie

4K ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะคู่แข่งทำมาได้หลายปีแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่แอปเปิลทำได้เหนือคู่แข่ง ก็คือความเป็น “มิตรกับผู้ใช้” เช่น ระบบการจัดการไฟล์ 4K ที่ทำได้ดีมาก ตั้งแต่การตัดต่อรวมไฟล์วิดีโอ 4K ที่สามารถจัดการได้ทันทีผ่านแอปฯ iMovie บน iPhone, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ทำงานบนความละเอียด 4K ได้ด้วย, Codec ที่ใช้บันทึกไฟล์วิดีโอซึ่งทำงานได้ลื่นไหลและขนาดไม่ใหญ่เวอร์เกินไป รวมถึงการแชร์ไฟล์ที่สามารถทำได้หลากหลายความละเอียด ไม่ต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์สเปกสูงในการตัดต่อใดๆ

Siri เรียกได้ตลอดเวลา ด้วยความสามารถของชิป A9+M9 สิริใน iPhone 6s และ 6s Plus สามารถจดจำเสียงของผู้ใช้และผู้ใช้สามารถเรียกสิริได้ตลอดเวลา แม้หน้าจอดับอยู่ก็ตาม

ไอโฟนรุ่นเก่าจะมีความสามารถแค่จดจำเสียงของผู้ใช้และเรียกสิริได้เฉพาะเวลาต่อสายชาร์จหรือกดปุ่มโฮมค้างไว้เท่านั้น

ทดสอบประสิทธิภาพ

iPhone 6s และ iPhone 6s Plus จะใช้ชิปที่ผลิตจาก 2 เจ้าใหญ่ได้แก่ รหัส N71AP และ N66AP ผลิตจาก Samsung และรหัส N71mAP และ N66mAP ผลิตจาก TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company Limited) ซึ่งทั้งสองผู้ผลิตจะให้คะแนนทดสอบที่แตกต่างกันโดยเฉพาะอายุแบตเตอรีที่ต่างกันถึง 2-3%

สำหรับ iPhone 6s และ 6s Plus ที่ทีมงานได้รับมาทดสอบเป็นรุ่นที่ใช้ชิปผลิตจาก Samsung ทั้งสองรุ่น

benchmark-compare

ตารางรวมผลทดสอบสมาร์ทโฟนกลุ่มราคา 20,000 บาทขึ้นไป ประจำปี 2015
*โมเดลขายในประเทศไทย / ชุดทดสอบ : AnTuTu Benchmark
*ราคาเปิดตัวกับราคาขายจริงอาจแตกต่างกันตามช่วงเวลา
แบรนด์ คะแนนทดสอบ ราคาเปิดตัว
Samsung Galaxy S6 edge (64 บิต) 68,296 27,900.-
Sony Xperia Z5 (64 บิต) 64,201 24,990.-
Apple iPhone 6s Plus  58,689 30,500.-
Apple iPhone 6s  58,615 26,500.-
Samsung Galaxy Note 5 61,835 25,900.-
HTC One M9+ 50,794 24,990.-
LG G4 (Korea Model) 50,610 21,990.-
Samsung Galaxy Note Edge 48,156 28,900.-
Sony Xperia Z3 45,039 23,990.-

จากคะแนนทดสอบ iPhone ทั้งสองรุ่นถึงแม้จะมีขนาดหน้าจอต่างกัน แต่คะแนนที่ได้รวมถึงการใช้งานจริงไม่แตกต่างกันแต่อย่างใด

“iPhone 6s และ 6s Plus แตกต่างกันแค่ขนาดหน้าจอ น้ำหนักและฟีเจอร์ป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอลที่มีเฉพาะ 6s Plus เท่านั้น”

มาถึงเรื่องการทดสอบแบตเตอรีที่ถูกลดความจุลง น่าเสียดายที่ทีมงานไม่สามารถหาเครื่องที่ใช้ชิป TSMC มาทดสอบเปรียบเทียบกันได้ แต่จากการทดลองใช้งานทั้ง iPhone 6s และ 6s Plus ที่ใช้ชิปจากซัมซุง ด้วยการเน้นถ่ายรูป ตัดต่อวิดีโอ 4K ฟัง Apple Music เล่นโซเชียล ตอบไลน์และปิดหน้าจอบ้างสลับกันตลอดทั้งวัน พบว่าเวลาใช้งานที่ทำได้ไม่แตกต่างจาก iPhone 6 เดิมเลย คืออยู่ประมาณ 13 ชั่วโมง และทำได้นานสุดถึง 15-17 ชั่วโมงไล่เลี่ยกันทั้ง iPhone 6s และ 6s Plus ซึ่งในความคิดเห็นของทีมงานถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว

ส่วนใครที่มองว่าปัญหานี้ว่าเป็นเรื่องความไม่ยุติธรรมต่อผู้บริโภค ก็คงต้องตรวจสอบและส่ง Feedback ไปคุยกับแอปเปิลด้วยตัวเอง

iphone-compare

เรื่องสุดท้ายกับการทดสอบประสิทธิภาพกล้อง เริ่มจาก iSight ตัวใหม่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลที่มาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพส่วนประมวลผลใหม่หมด ภาพนิ่งที่ได้จาก iPhone 6s จึงคมชัดและให้สีสันถูกต้องกว่า โดยเฉพาะ White Balance ที่แม่นยำขึ้นรวมถึงนอยซ์ที่น้อยลง

ในขณะที่การวัดแสง การจับโฟกัสอัตโนมัติ รวมถึงโทนภาพ ทีมงานมองว่ามีความแตกต่างจาก iPhone 6 เพียงเล็กน้อยตรงที่ iPhone 6s ใหม่นี้จะให้ภาพที่เป็นธรรมชาติ น้ำหนักแสงและความคมชัดที่ดีกว่า

“แต่จุดที่น่าสนใจจริงๆของ iPhone 6s และ 6s Plus อยู่ที่ Live Photos และวิดีโอ 4K ที่ทำได้น่าประทับใจ โดยเฉพาะ Live Photos ที่ถือเป็นฟีเจอร์เล็กๆน้อยๆแต่มีพลังสร้างสรรค์มหาศาลอย่างที่แอปเปิลควรจะเป็นมาตลอด 3 ปี”

ส่วนกล้องหน้า FaceTime HD ที่ปรับความละเอียดเพิ่มเป็น 5 ล้านพิกเซลด้วยแล้ว เอาเข้าจริงถึงแม้ความละเอียดจะมากขึ้น แต่โทนภาพและคุณภาพก็ไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก ดีที่ได้ Retina Flash เข้ามาช่วยเสริมลูกเล่นกล้องหน้าให้น่าสนใจขึ้น

ตัวอย่างภาพ : ถ่ายโดย iPhone 6s

สุดท้ายปิดอัลบั้มภาพด้วยพาโนรามาที่ถูกอัปเกรดเป็น 63 ล้านพิกเซล
(ชมแบบเต็มความละเอียด โปรดคลิกที่ภาพ)

สรุป

iPhone6s-Hand-SafariQuickAction-PR-PRINT

ภาพรวมของทั้ง iPhone 6s และ 6s Plus ถือเป็นการปรับเปลี่ยนที่น่าสนใจและดีที่สุดตลอด 3 ปี ความสดใหม่ในบางฟีเจอร์ที่ห่างหายไปนานของ iPhone 6s และ 6s Plus เช่น Live Photos หรือ 3D Touch คือสิ่งที่ทำให้ iPhone รุ่นนี้น่าสนใจและเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีตามแนวทางของแอปเปิลซึ่งซบเซามานานให้มีภาพที่ชัดเจนขึ้น แม้หลายฟีเจอร์อาจยังไม่สมบูรณ์ 100% ในตอนนี้ แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะลงตัวมากขึ้นในไอโฟนรุ่นต่อไป

ในส่วนฟีเจอร์เก่าอย่าง วิดีโอ 4K ที่มีมานานก็ถูกแอปเปิลนำมาปรับปรุงได้อย่างน่าสนใจและถือเป็นสมาร์ทโฟนตัวแรกที่ผู้ใช้สามารถถ่ายวิดีโอ 4K ได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องประสิทธิภาพและการนำไปใช้งาน

แต่ทั้งนี้ทั้งหมดที่กล่าวไปจะถูกอกถูกใจผู้อ่านและผู้ที่กำลังสนใจหรือไม่ ก็คงต้องลองไปทดสอบด้วยตัวเองจะดีที่สุด เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า iPhone ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่มีความเป็นตัวของตัวเองและความเป็นแฟชั่นสูง อีกทั้งราคาที่ปรับตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกปี คนกำลังสนใจแบรนด์นี้ต้องพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนเพราะในราคาระดับ 2-3 หมื่นบาท สมาร์ทโฟนคู่แข่งหลายรุ่นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

และสุดท้ายสำหรับคนที่กำลังสนใจและมองดูรุ่นความจุต่ำสุด 16GB อยู่ ทีมงานอยากฝากให้คิดอีกสักนิดก่อนเลือกซื้อ เพราะด้วยความละเอียดกล้อง แอปฯและวิดีโอที่ปรับเปลี่ยนไป ความจุ 16GB ไม่น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานตลอดทั้งปีแน่นอน ลองคิดดูรูปภาพ + Live Photos ในไอโฟนเฉลี่ยใช้พื้นที่มากถึง 10MB ต่อไฟล์หนึ่งชุด หรือแม้กระทั่งเกม แอปฯไปถึงตัว iOS ในอนาคตก็เริ่มใช้พื้นที่มากขึ้น ทีมงานมองว่าถ้าคิดจะซื้อไอโฟนใช้งานจริงๆควรเริ่มที่ความจุ 64GB จะดีที่สุด (ความจริงแอปเปิลควรเลิกขายความตุ 16GB แล้วเปลี่ยนไปเริ่มต้นที่ความจุ 32GB ได้แล้ว)

iPhone 6s 16GB (เหลือพื้นที่ให้ใช้จริงประมาณ 11GB) กับขนาดไฟล์ที่เปลี่ยนไป

ใช้เก็บภาพถ่าย + Live Photos ได้ประมาณ 1,100 ภาพ
ใช้เก็บไฟล์ Apple Music ได้ประมาณ 900-2,000 เพลง
ใช้เก็บไฟล์คลิปวิดีโอ 4K (1 นาที) ได้ประมาณ 29 คลิป
ใช้เก็บแอปฯขนาดใหญ่ ได้ประมาณ 14 แอปฯ

นอกจากข้างต้นที่กล่าวมา ผู้อ่านต้องไม่ลืมว่าแอปฯยอดนิยมอย่าง Facebook และ LINE เมื่อใช้งานไปได้สักครู่จะต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยแอปฯ Facebook ใช้พื้นที่ประมาณ 500MB ส่วน LINE 400-500MB รวมทั้งสองแอปฯใช้พื้นที่ iPhone ไปเกือบ 1GB เลยทีเดียว

ข้อดี

– ปรับวัสดุฝาหลังใหม่ แข็งแรงขึ้น
– Live Photos และ 3D Touch ทำได้ดีมากและจะน่าสนใจมากขึ้นในอนาคต
– การจัดการวิดีโอ 4K ใน iPhone ทำได้ยอดเยี่ยม โดยไม่ต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์สเปกสูง
– Retina Flash ใช้งานได้ทัดเทียมกับ LED Flash ของกล้องหน้าบนสมาร์ทโฟนทั่วไป
– สิริสามารถเรียกได้ตลอดเวลา แม้หน้าจอดับอยู่ ถือว่ามีประโยชน์มาก โดยเฉพาะเวลาต้องการให้สิริฟังเพลงและบอกว่าเพลงที่ได้ยินคือเพลงอะไร ช่วยให้การบันทึกเพลงลง Apple Music ทำได้ง่ายขึ้นมาก ไปถึงการตั้งนาฬิกาปลุกและอื่นๆ

ข้อสังเกต

– ปัญหา Chipgate ซัมซุง ซึ่งผู้ใช้บางรายค่อนข้างซีเรียสกับปัญหาแบตเตอรีหมดเร็วกว่าเวลาที่ควรจะเป็น (ข้อนี้แล้วแต่คนมอง แต่สำหรับทีมงานมองว่าไม่ใช่ปัญหาใดๆเลย พอใจกับระยะเวลาใช้งานที่ได้แล้ว)
– กล้องหน้าและหลังใหม่ ถึงแม้จะมีการปรับเรื่องโทนภาพให้สวยงามเป็นธรรมชาติรวมถึงความละเอียดมากขึ้น แต่ภาพรวมกลับไม่ต่างจาก iPhone 6 เดิมเลย
– ภาพ Live Photos บนหน้า Lock Screen มีอาการค้างให้พบเห็นบ้าง (น่าจะเกิดจาก iOS)
– TouchID รุ่นใหม่ทำงานเร็วเกินไปจนไม่สามารถดูแจ้งเตือนบนหน้า Lock Screen ได้เลย (แก้ด้วยวิธีกดปุ่ม Power แทน)

Gallery

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

REVIEW OVERVIEW
การออกแบบ
9
สเปก/ฟีเจอร์เด่น
9.5
ความสามารถโดยรวม
9
ความคุ้มค่า
8.5
SHARE