IMG_6252

หลังจากประสบความสำเร็จกับสมาร์ทโฟนคุ้มค่าคุ้มราคาในตระกูล Zenfone ไปแล้วเมื่อปีก่อน ปีนี้เอซุส (ASUS) เลยขอคิดต่างจากเดิมด้วยการขยายครอบครัว Zenfone ออกไปมากถึง 7 รุ่นครอบคลุมทุกตลาดตั้งแต่ระดับเริ่มต้นราคาหลักพันถึงแฟลกชิปสองหมื่นปลายๆ เริ่มตั้งแต่ Zenfone 3 Max, Zenfone 3 Laser, Zenfone 3 5.2 นิ้ว, Zenfone 3 5.5 นิ้ว, Zenfone 3 Ultra และรุ่นท็อป Zenfone 3 Deluxe แบ่งเป็น 2 รุ่นได้แก่รุ่นใช้ชิป Snapdragon 820 กับ Snapdragon 821

IMG_6130

โดยรุ่นที่เอซุสจะเริ่มทำตลาดก่อนในช่วงแรกก็คือรุ่นกลางที่ได้ชื่อว่าเป็นรุ่นที่คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดกับ Zenfone 3 5.2 นิ้ว, Zenfone 3 5.5 นิ้ว โดยในรุ่น 5.5 นิ้ว (รุ่นที่ทีมงานจะรีวิวให้ชมในบทความนี้) จะมีการแถมหูฟัง Marshall Major 2 แบบจำนวนจำกัด ส่วนรุ่นอื่นๆอีก 5 รุ่นรอการประกาศจากเอซุสประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง

การออกแบบ

IMG_6197

IMG_6221

เริ่มจากการออกแบบ ASUS Zenfone 3 รุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบเป็นรหัส ZE552KL โดยตัวเครื่องมาพร้อมหน้าจอ Super IPS+ มีระบบตัดแสงสีน้ำเงิน (Bluelight Filter) ขนาดหน้าจออยู่ที่ 5.5 นิ้วความละเอียด 1,920×1,080 พิกเซล (401ppi) กระจกจอเป็น 2.5D Corning Gorilla Glass 3 ขอบจอมีความโค้งมนเล็กน้อยตามสมัยนิยม

ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f2.0 ใต้จอภาพเป็นส่วนของ Navigation Buttons แบบเดียวกับ Zenfone รุ่นก่อน (ไม่มีไฟส่องสว่างใต้ปุ่มกด)

IMG_6223

ด้านขนาดตัวเครื่องกว้าง 77.38 มิลลิเมตร ยาว 152.59 มิลลิเมตร หนา 7.69 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนัก 155 กรัม

IMG_6212

IMG_6219

ส่วนสเปกกล้องหลัง เอซุสอัปเกรดไปใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX298 ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f2.0 ประกบหน่วยประมวลผลภาพ Pixel Master 3.0 พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS/EIS แบบ 4 แกน และระบบออโต้โฟกัส TriTech AF รวมเทคโนโลยีโฟกัสแบบทั้ง Laser AF, Phase Detection AF และ Continuous AF เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ออโต้โฟกัสสามารถจับโฟกัสได้รวดเร็วด้วยเวลาเพียง 0.03 วินาทีเท่านั้น

ถัดจากกล้องไปทางขวามือเป็นไฟแฟลช และด้านล่างเป็นส่วนของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scan)

IMG_6231

IMG_6255

มาดูด้านข้างตัวเครื่องจะเห็นว่าทุกด้านเอซุสเลือกใช้เฟรมโลหะมาเชื่อมต่อกับกระจกหน้าหลัง ทำให้ตัวเครื่องมีความแข็งแรง ในส่วนพอร์ตและปุ่มกดต่างๆ เริ่มจากด้านซ้ายของตัวเครื่อง จะเป็นที่อยู่ของช่องใส่ซิมการ์ด 2 ช่อง แบ่งเป็นช่องใส่ซิมที่ 1 รองรับซิมการ์ดแบบ Micro SIM ส่วนช่องใส่ซิมที่ 2 รองรับซิมการ์ดแบบ Nano Sim พร้อมแชร์กับช่องใส่การ์ดความจำ MicroSD (รองรับความจุสูงสุด 256GB) จะใส่ซิมการ์ดโทรศัพท์หรือการ์ดความจำต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

IMG_6233

ด้านขวา จะเป็นที่อยู่ของปุ่มเปิดปิดเครื่องและปุ่มเพิ่มลดระดับเสียง

IMG_6235

ด้านบน เป็นส่วนของเสารับสัญญาณโทรศัพท์, ช่องไมโครโฟนรับเสียงตัวที่สองและช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

IMG_6234

ด้านล่าง เริ่มจากส่วนของเสาสัญญาณ ช่องไมโครโฟนรับเสียงหลัก รองรับ ASUS NoiseZero Talk Technology ตรงกลางเป็นช่อง USB-C (รองรับ Quick Charge 3.0) ถัดไปเป็นลำโพง

IMG_6249

โดยอะแดปเตอร์ชาร์จไฟที่ให้มากับ ASUS Zenfone 3 Marshall Limited Edition จะเป็นอะแดปเตอร์สเปก 5V 2A 10W

หูฟัง Marshall Major 2

IMG_6162

IMG_6159

สำหรับหูฟัง Marshall Major 2 รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ออกแบบมารองรับเฉพาะแอนดรอยด์ ถ้าซื้อแยกต่างหากจะมีราคาค่าตัวเกือบ 5 พันบาทแต่เอซุสก็ใจดีแถมมาให้กับ Zenfone 3 เฉพาะหน้าจอ 5.5 นิ้ว (จำนวนจำกัดนะครับ) โดยจุดเด่นของหูฟังตัวนี้คือมาพร้อมกับส่วน Small Talk และปุ่มควบคุมการเล่นเพลงผ่านสมาร์ทโฟน

IMG_6136

IMG_6152

อีกทั้งสายแจ็คยังสามารถถอดแยกกับหูฟังได้ด้วย ซึ่งถ้าสังเกตบริเวณช่องเสียบแจ็คหูฟังจะมีทั้งฝั่งซ้ายและขวา ผู้ใช้สามารถนำแจ็คมาเสียบข้างใดก็ได้ โดยช่องเสียบแจ็คอีกข้างที่ปล่อยโล่งไว้ คุณสามารถนำ Marshall Major 2 อีกตัวมาเชื่อมต่อเพื่อแชร์เสียงจากหูฟังตัวหลักไปยังหูฟังตัวที่สองได้ด้วย

ด้านเอกลักษณ์ของเสียงที่ออกมาจาก Marshall Major 2 จะเด่นเรื่องเสียงเบสที่หนักแน่นเป็นพิเศษ เหมาะแก่การฟังเพลงแนว Rock, Metal, Hardcore, Alternative เป็นหลัก

สเปก ASUS Zenfone 3 5.5 นิ้ว

spec-zen3

กลับมาที่เรื่องสเปกของพระเอกกันต่อ ASUS Zenfone 3 5.5 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยซีพียู Qualcomm Snapdragon 625 (Octa-core 64 bit) ความเร็ว 2.0GHz กราฟิกใช้ Adreno 506 GPU แรมให้มา 4GB รอม 64GB (เหลือให้ใช้งานจริงประมาณ 51.21GB) แบตเตอรี 3,000mAh ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 6.0.1 (Marshmallow)

cellular-zen3

มาถึงเรื่องการรองรับเครือข่ายต่างๆ เริ่มจาก 3G/4G รองรับ Full NetCom 3.0 (แต่มีข้อแม้ว่าถ้าใส่สองซิม ซิมสองมีคนโทรเข้า ซิมแรกจะใช้งานอินเตอร์เน็ตไม่ได้) ส่วนคลื่นความถี่ รองรับทุกคลื่นความถี่ที่มีในบ้านเราทั้งหมด โดยในส่วนของ 4G จะรองรับความเร็วสูงสุดที่ Cat7 300Mbps อีกทั้งยังรองรับ VoLTE และ Carrier Aggregation แบบ 2CA

มาดูเรื่อง WiFi รองรับมาตรฐาน 802.11 b/g/n/ac ที่ความเร็วสูงสุด 433Mbps, บลูทูธ 4.2, GPS รองรับทั้ง A-GPS GLONASS และ BDSS อีกทั้งตัวเครื่องยังมาพร้อมภาครับสัญญาณ FM ในตัว สามารถเชื่อมต่อหูฟังเพื่อฟังวิทยุได้

ซอฟต์แวร์และฟีเจอร์เด่น

home1-zen3

home2-zen3

เริ่มจากยูสเซอร์อินเตอร์เฟส ใน Zenfone 3 เอซุสอัปเดต Zen UI เป็นเวอร์ชัน 3.0 ที่เน้นเรื่องความเรียบง่ายตามสมัยนิยม อีกทั้งยังปรับปรุงประสิทธิภาพ การบริโภคหน่วยความจำให้ลื่นไหลขึ้น

home3-zen3

อีกทั้งจุดเด่นหลักของยูสเซอร์อินเตอร์เฟส Zen UI อย่างการปรับแต่งธีมก็สามารถทำได้ พร้อมมีคลังธีมให้เลือกดาวน์โหลดได้ตามความต้องการด้วย

otherapps-1-zen3

otherapps-3-zen3

ส่วนจุดเด่นเรื่องซอฟต์แวร์ช่วยเหลือและแอปพลิเคชันอำนวยความสะดวกจากโรงงาน เอซุสจัดเต็มมามากมายแบบเหลือกินเหลือใช้เช่นเดิม ตั้งแต่ MiniMovie, TripAdvisor, Puffin เกม Sim City/Need for Speed No Limit เป็นต้น ซึ่งถ้าผู้ใช้ท่านใดมองว่ากินพื้นที่เพราะไม่ได้ใช้งานก็สามารถสั่ง Uninstall ลบออกได้

keybaord-zen3

ด้านคีย์บอร์ดถือเป็นอีกส่วนที่มีความยืดหยุ่นสูงมาก เพราะผู้ใช้สามารถปรับแต่งเลย์เอาท์ เลือกธีม ปรับ Emoji ได้หลากหลาย อีกทั้งตัวคีย์บอร์ดยังมาพร้อมระบบเดาคำศัพท์รองรับทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น

mobile-manage-zen3

Mobile Manager – ปัจจุบันสมาร์ทโฟนที่ทำงานบนแอนดรอยด์ 6.0 จะต้องมาพร้อมส่วนจัดการพลังงานทุกรุ่น โดยใน Zenfone 3 จะเป็นส่วนหนึ่งของ Mobile Manager หรือส่วนจัดการระบบตัวเครื่อง ที่มีให้ผู้ใช้สามารถเลือกปรับแต่งหลักๆได้ตั้งแต่

1.จำกัด Data usage ที่ผู้ใช้สามารถตั้งลิมิตการใช้ Mobile Data 3G/4G ได้ว่าเดือนหนึ่งจะใช้ได้เท่าไร รวมถึงจำกัดการเรียกใช้ดาต้าอินเตอร์เน็ตของแต่ละแอปฯที่อยู่ในเครื่องได้แบบละเอียดยิบ

2.Power saver เลือกโปรไฟล์พลังงาน รวมถึงให้ระบบสแกนแอปฯที่เรียกใช้พลังงานที่มากเกินไปจนเข้าข่ายน่าสงสัยและรายงานให้เราทราบได้ รวมถึงจัดการแอปฯที่ทำงาน Background ได้อย่างอิสระ

3.Boost เป็นจุดเด่นของเอซุสทุกรุ่น ที่เมื่อผู้ใช้กดปุ่มนี้ทั้งจากส่วนของ Notification หน้าโฮมหรือภายในแอปฯนี้ ระบบจะทำการเคลียร์แรมให้

4.Cleanup ลบไฟล์ขยะ แคชไฟล์ต่างๆ

fingerprint-zen3

Fingerprint Scan – ใน Zenfone 3 จะมาพร้อมระบบสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อกหน้าจอ โดยระบบจะเป็นไปตามมาตรฐานของกูเกิลและแอนดรอยด์ยุคใหม่ทั้งหมด (เซ็นเซอร์ใช้การสัมผัสเบาๆ หน้าจอจะปลดล็อกทันที โดยไม่ต้องกดปุ่มเปิดปิดหน้าจอก่อน)

audio-zen3

Hi-Res Audioครั้งนี้เอซุสเซอร์ไพรส์คนชอบฟังเพลงหูเทพด้วยการรองรับ Hi-Res Audio 24-bit/192KHz แบบเต็มรูปแบบทั้งในส่วนของการเล่นไฟล์ FLAC Hi-Res และรองรับการเชื่อมต่อกับหูฟังที่ออกแบบมาเฉพาะ Hi-Res Audio ด้วย

ส่วนการใช้ฟังเพลงทั่วไป ทางเอซุสให้ระบบประมวลผลเสียง SonicMaster มาให้ ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับแต่งโปรไฟล์เสียง ปรับเพิ่มเบส เพิ่มเสียงแหลมได้ตามต้องการ อีกทั้งยังสามารถปรับ EQ ได้ 5 ย่านความถี่ด้วย

game-genie1-zen3

game-genie2-zen3

ASUS Game Genie – เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่มาพร้อมกับ Zen UI 3.0 โดยหลักการทำงานก็คือ ตัว Game Genie จะทำงานเมื่อเราเข้าเล่นเกมต่างๆ โดยใน Game Genie จะมีฟีเจอร์ย่อยดังต่อไปนี้

Speed Booster เมื่อกดจะเป็นการเคลียร์แรมและปิดแอปฯที่เราเปิดค้างไว้เพื่อเป็นการเรียกหน่วยความจำกลับคืนมาจนทำให้เกมลื่นไหลขึ้น

Live & record ผู้ใช้สามารถถ่ายทอดสดการเล่นเกมผ่าน YouTube Live, Twitch หรือจะเลือกบันทึกเป็นคลิปวิดีโอเก็บไว้ในเครื่องก็ได้

Search ส่วนค้นหาคลิปวิดีโอจาก YouTube แบบเร่งด่วน สำหรับค้นหาทริป รีวิวเกมที่เรากำลังเล่นอยู่

Share แชร์ภาพสกรีนช็อตหรือวิดีโอไปยังโซเชียลต่างๆ

zencircle-zen3

gallery-zen3

soundrec-zen3

สุดท้ายในส่วนของแอปฯที่น่าสนใจซึ่งมาพร้อมกับ ASUS Zenfone 3 หลักๆจะมี Gallery ที่นอกจากจะมาพร้อมส่วนตกแต่งภาพแล้ว Gallery ยังมาพร้อมระบบใส่รหัสผ่านเพื่อความเป็นส่วนตัวได้ด้วย, Zen Circle โซเชียลสำหรับผู้ใช้ Zenfone และแอปฯบันทึกเสียง ที่นอกจากจะใช้บันทึกเสียงปกติได้แล้ว เวลาโทรศัพท์ยังสามารถกดบันทึกเสียงสายสนทนาได้ด้วย

กล้อง

cam1-zen3

cam2-zen3

กล้องใน ASUS Zenfone 3 เฉพาะรุ่น 5.5 และ 5.2 นิ้ว จะมีสเปกกล้องเหมือนกัน โดยความละเอียดของกล้องหลักจะอยู่ที่ 16 ล้านพิกเซล มี Super Resolution เพิ่มความละเอียดเป็น 66 ล้านพิกเซล ด้วยเทคโนโลยี Deep Trench Isolation Technology โดยทั้งหมดถูกควบคุมและจัดการโดย PixelMaster 3.0

ในส่วนซอฟต์แวร์กล้องถ่ายภาพ เอซุสจัดเต็มด้วยโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้อย่างจุใจตั้งแต่ Auto, Manual ที่ให้ผู้ใช้ปรับความเร็วชัตเตอร์ ชดเชยแสง ปรับระบบโฟกัส White Balance ได้, HDR Pro รวมถึงมีโหมดเฉพาะเหตุการณ์อย่าง ถ่ายภาพเด็ก ถ่ายในที่แสงน้อยมาก ไปถึงความสามารถในการอ่าน QR Code ถ่ายพาโนรามา Slow Motion ทำ Depth of field หรือสร้าง GIF Animation จากกล้องได้ เป็นต้น

นอกจากนั้นในส่วนของการเซลฟี ทางเอซุสยังให้โหมด Beautification สามารถปรับโครงหน้า ทำหน้าเนียน หน้าเด้ง ตาโตได้ตามต้องการ

ด้านโหมดวิดีโอ รองรับความละเอียดสูงสุด 4K

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก ASUS Zenfone 3 5.5 นิ้ว

คุณภาพไฟล์ภาพ สำหรับ Zenfone 3 รุ่นที่ทีมงานทดสอบจะใช้เซ็นเซอร์กล้องรุ่นกลาง (ต่างจาก Zenfone 3 Deluxe ที่ใช้เซ็นเซอร์กล้องรุ่นท็อป) เพราะฉะนั้นคุณภาพที่ได้ถือว่าโอเค เป็นไปตามราคา Super Resolution ใช้งานจริงแล้ว คงไว้ใช่ครอปภาพเพื่อลงโซเชียลเท่านั้น

ส่วนเมื่อนำไปเทียบกับรุ่นก่อน ตัวนี้ให้คุณภาพไฟล์ภาพดีกว่ามาก โดยเฉพาะการโฟกัสที่ทำได้รวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

ส่วนการถ่ายวิดีโอ ถึงแม้ทางเอซุสจะเครมว่า Zenfone 3 มาพร้อมระบบกันสั่นแบบฮาร์ดแวร์และออโต้โฟกัสที่เร็วมาก แต่เมื่อทดสอบใช้งานจริงกลับไม่ประทับใจเลย โดยเฉพาะระบบออโต้โฟกัสที่ไม่สามารถโฟกัสแบบต่อเนื่องได้ ไม่รู้เป็นที่ซอฟต์แวร์มีบั๊กหรืออย่างไร อีกทั้งคุณภาพวิดีโอยังอยู่ในเกณฑ์พอใช้เท่านั้น

สรุปส่วนกล้องถ่ายภาพหลัง ยังไม่น่าประทับใจเหมือนกับสเปกที่ให้ไว้อย่างหรูหรา กล้องมีดีที่ตัวซอฟต์แวร์กับโหมดถ่ายภาพที่มีให้เลือกหลากหลาย รวมถึงกล้องหน้าที่ให้คุณภาพค่อนข้างดี

ทดสอบประสิทธิภาพ

bench1-zen3

3D Mark

Sling Shot ES 3.1 = 467 คะแนน
Sling Shot ES 3.0 = 845 คะแนน
Ice Storm Unlimited = 14,061 คะแนน
Ice Storm Extreme = 8,174 คะแนน

PC Mark

Work Performance = 6,423 คะแนน
Storage Score = 3,091 คะแนน

AnTuTu Benchmark = 62,040 คะแนน

Geekbench 3

Single-core = 926 คะแนน
Multi-core = 5,212 คะแนน

bench2-zen3

Quadrant Standard = 39,877 คะแนน

PassMark PerformanceTest Mobile

System = 6,071 คะแนน
CPU Tests = 154,835 คะแนน
Disk Tests = 55,322 คะแนน
Memory Tests = 4,368 คะแนน
2D Graphics Tests = 4,077 คะแนน
3D Graphics Tests = 1,699 คะแนน

Vellamo

Multicore = 2,393 คะแนน
Metal = 1,571 คะแนน
Chrome Browser = 3,519 คะแนน

มาถึงส่วนทดสอบประสิทธิภาพ ต้องเรียนตามตรงว่า Zenfone 3 5.5 นิ้ว ให้ผลลัพท์ทั้งส่วนคะแนนและการใช้งานจริงที่ดีมาก จนกลายเป็นเหมือนจุดแข็งของรุ่นนี้มากที่สุด ประสิทธิภาพโดยรวม ทีมงานขอยกให้เทียบเคียงกับสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ของปีที่แล้วอย่าง Samsung Galaxy S6 หรือ iPhone 6 ได้เลย โดยเฉพาะรอมที่ให้มามากถึง 64GB ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานในยุคปัจจุบันแล้ว แต่ก็มีผลทำให้ราคาเครื่องแพงขึ้น

จะติดอยู่เรื่องเดียวก็คือแอปฯเสริมที่เอซุสใส่มาให้มากมายเกินความจำเป็นไปเล็กน้อย ถ้าเป็นไปได้อยากให้ตัดออกให้เหลือแค่เฉพาะตัวที่จำเป็นจริงๆ น่าจะช่วยให้เครื่องเบาลง แรมก็จะเหลือมากขึ้น ประสิทธิภาพน่าจะโดดเด่นขึ้น และถ้าเป็นไปได้จัดระเบียบส่วนออปชันตั้งค่า-ปรับแต่งต่างๆให้เรียบร้อยขึ้นจะดีมาก

batttest-zen3

มาดูเรื่องแบตเตอรี ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าประทับใจต่อจากส่วนประสิทธิภาพประมวลผล เพราะใน Zenfone 3 5.5 นิ้ว (ให้แบตเตอรีมา 3,000mAh) สามารถทำเวลาทดสอบใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 12 ชั่วโมง 11 นาที และเมื่อทดลองใช้งานในชีวิตประจำวันจริง พบว่าแบตเตอรีสามารถใช้งานตลอดทั้งวันได้สบายๆ ประทับใจกว่าทุกรุ่นที่ผ่านมาเลย

6IMG_6247

มาถึงการทดสอบหูฟังที่แถมมาในรุ่นนี้ (ย้ำว่าที่แถมกับ Zenfone 3 5.5 นิ้วมีจำนวนจำกัดนะครับ) กับ Marshall Major 2 หูฟังที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้สมาร์ทดีไวซ์หูหนักโดยเฉพาะ แน่นอนว่าเหมาะกับการฟังเพลงที่มีดนตรีหนักหน่วง หูฟังจะแสดงศักยภาพได้ดีมาก แต่เมื่อลองกับเพลงเบาๆ Jazz หรือเพลงช้าๆที่ใช้กีตาร์โปร่งเป็นหลัก Major 2 อาจให้ผลลัพท์ที่ไม่ดีนัก เสียงที่ออกมาจะดูเบาบางพร้อมตวามทู่เล็กน้อย และอาการจะหนักขึ้นเมื่อฟังเพลงจากไฟล์ Hi-Res Audio Major 2 ให้เสียงที่ไม่ดีนัก (ทุกอย่างฟังดูเบาบางไปหมด) แต่ก็อย่างว่า Major 2 ไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับการฟัง Hi-Res อยู่แล้ว

อีกส่วนที่ต้องกล่าวถึงก็คือ โครงหูฟังและส่วนของ earcup ที่มีข้อดีคือกระชับ สวมใส่แล้วแน่นจนเสียงรบกวนภายนอกเข้ามาได้น้อย แต่สำหรับคนใส่แว่นส่วนของ earcup จะมีปัญหาไปบีบขาแว่นเล็กน้อย ใส่ไปนานๆอาจรู้สึกเจ็บได้

สรุป

2IMG_6229

สำหรับราคาค่าตัว ASUS Zenfone 3 5.5 นิ้ว อยู่ที่ 14,990 บาท มีให้เลือก 4 สีได้แก่ สีทอง, สีน้ำเงิน, สีดำ และสีขาว ส่วนราคารุ่นอื่นลองไปติดตามได้ในเว็บไซต์ ASUS Thailand

หลายคนเห็นราคาของรุ่นนี้ แล้วอาจบ่นว่าแพงไม่สมกับจุดขายของ Zenfone ที่เน้นราคาประหยัดเหมือนสมัยก่อน อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจแบบนั้นครับ เพราะความจริงแล้ว Zenfone 3 มีซีรีย์ย่อยอีก 7 รุ่น และราคาเริ่มต้นก็มีตั้งแต่หลักพันไปถึงสองหมื่นบาท เนื่องจากเอซุสต้องการให้จับตลาดครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยรุ่น 5.5 นิ้ว Snapdragon 625 เป็นรุ่นกลางที่เอซุสต้องการยกระดับทั้งการออกแบบ วัสดุ ด้วยกระจก 2.5D หน้าหลังและประสิทธิภาพให้ใกล้เคียงรุ่นท็อป (แรม 4GB รอม 64GB) ซึ่งทั้งหมดเมื่อรวมกับประสิทธิภาพที่ทดสอบได้ ทีมงานก็มองว่าคุ้มค่าคุ้มราคาพอตัว ยิ่งเป็นชุดที่แถมหูฟัง Marshall Major 2 ด้วยแล้วถือว่าคุ้มค่ามาก แต่น่าเสียดายที่เอซุสทำเป็น Limited Edition ไม่อย่างนั้นรุ่นนี้จะจัดให้เป็นรุ่นคุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดของปีนี้ได้เลย

ข้อดี

– ตัวเครื่องออกแบบแน่นหนาและหรูหราขึ้นด้วยกระจกประกบหน้าหลัง
– ประสิทธิภาพภายในอยู่ในเกณฑ์ดี ลื่นไหล รวดเร็ว
– รอม 64GB แรม 4GB
– รองรับ Hi-Res Audio
– ASUS Game Genie ออกแบบฟีเจอร์มาได้น่าสนใจ
– แบตเตอรีทำเวลาทดสอบต่อเนื่องได้น่าประทับใจมาก สามารถใช้งานทั่วไปได้ข้ามวัน

ข้อสังเกต

– กล้องถ่ายภาพหลักยังให้ประสิทธิภาพธรรมดาไม่เหมือนกับสเปกที่เขียนไว้หรูหรามาก
– ซอฟต์แวร์เสริมจากโรงงานให้มามากเกินจำเป็น
– ถ้าเล่นไฟล์เพลง Hi-Res Audio คุณภาพสูงสุด 24-bit/192KHz บางครั้งมีอาการเสียงสะดุด
– การจับถือตัวเครื่องไม่ค่อยกระชับมือ ยิ่งมาเจอกระจกประกบทั้งหน้าหลัง จับไม่ดีเครื่องหลุดมือได้ง่าย

*รุ่นนี้ใช้พอร์ต USB-C เชื่อมต่อข้อมูลและชาร์จไฟ

Gallery

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

REVIEW OVERVIEW
การออกแบบ
8
สเปก/ฟีเจอร์เด่น
9
ความสามารถโดยรวม
8.5
ความคุ้มค่า (เฉพาะรุ่นแถม Marshall Major 2)
9
SHARE