หลังจากแอปเปิลเริ่มยุคใหม่ของระบบปฏิบัติการ OS X ที่ปล่อยให้ลูกค้า Mac ดาวน์โหลดอัปเดตได้ฟรี พร้อมปรับส่วนการทำงานให้เน้นความเรียบง่ายแบบมินิมัลลิสต์และปรับให้เป็นหนึ่งเดียวกับระบบปฏิบัติการ iOS บนไอโฟน ไอพอดและไอแพดไปตอน Yosemite (โยสิมิตี) ในปีนี้ก็ถึงเวลาที่แอปเปิลจะเพิ่มความสมบูรณ์ให้ OS X ขึ้นไปอีกขั้นกับ El Capitan (เอล กัปปิตัน) หรือ OS X รุ่น 10.11

โดยชื่อ El Capitan เป็นชื่อของกำแพงหินสูง 914.4 เมตร ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Yosemite เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของสหรัฐอเมริกาเช่นกัน

สำหรับอุปกรณ์ที่สามารถติดตั้ง OS X El Capitan มีดังต่อไปนี้
iMac ตั้งแต่ Mid 2007 ขึ้นไป
MacBook ตั้งแต่ Late 2008
MacBook Air ตั้งแต่ Late 2008
MacBook Pro 13 นิ้ว ตั้งแต่ Mid 2009
MacBook Pro 15 นิ้ว ตั้งแต่ Mid/Late 2007
MacBook Pro 17 นิ้ว ตั้งแต่ Late 2007
Mac Mini ตั้งแต่ Early 2009
Mac Pro ตั้งแต่ Early 2008
Xserve ตั้งแต่ Early 2009

แต่ทั้งนี้อุปกรณ์ที่สามารถใช้งานฟีเจอร์บน OS X El Capitan ได้ครบถ้วนทั้งหมดต้องเป็นรุ่นที่วางขายตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นไป ถ้าเป็นรุ่นต่ำกว่านี้ บางฟีเจอร์จะไม่สามารถใช้งานได้

558000011561903

สำหรับระบบปฏิบัติการ OS X El Capitan แอปเปิลได้ใช้แนวคิดในการปรับปรุงระบบปฏิบัติการเฉกเช่นเดียวกับ iOS 9 ที่เพิ่งเปิดให้ดาวน์โหลดไป กล่าวคือ ในครั้งนี้แอปเปิลจะไม่เน้นปรับเปลี่ยนหน้าตาหรือเพิ่มฟีเจอร์ ฟังก์ชันการใช้งานให้แตกต่างจากเดิมมากจนเกินไป แต่ทางแอปเปิลจะเน้นปรับปรุงประสิทธิภาพและทำให้ตัวระบบปฏิบัติการ OS X และ iOS เป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น ตามแนวคิดเดิมที่วางไว้

558000011561904

เพราะฉะนั้นแอปพลิเคชันหลายตัวบน El Capitan จะถูกออกแบบใหม่ให้คล้ายกับบน iOS 9 เพื่อให้การสลับการใช้งานระหว่าง iOS และ OS X เป็นไปอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ฟอนต์ที่ปรับเปลี่ยนเป็น “San Francisco” และแอปฯ Note ที่สามารถแทรกรูปภาพ สร้าง To-Do List ไปถึงการใส่พิกัดและแผนที่ได้พร้อมรองรับการทำงานร่วมกับ iCloud ได้สมบูรณ์และซิงค์ข้อมูลระหว่างดีไวซ์ได้รวดเร็วขึ้น

ส่วนคนที่เปิดใช้งาน iCloud Photo Library ใน iOS 9 ไว้ การปรับแต่งรูปภาพ แก้ไขสีหรือแก้ไขส่วนของ Tag สถานที่จาก OS X จะเปลี่ยนแปลงรูปภาพที่อยู่บนอุปกรณ์แอปเปิลที่ใช้บัญชี iCloud เดียวกันด้วย

558000011561905

อีกจุดเด่นต่อมาใน OS X ใหม่นี้ก็คือ “แอปเปิลเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนารายอื่นสามารถพัฒนาส่วนเสริม (Extension) เช่น ฟิลเตอร์ตกแต่งภาพใหม่ๆ หรือเอ็ฟเฟ็กต์ภาพต่างๆ สำหรับแอปฯรูปภาพ (Photos) ได้ โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดส่วนเสริมที่ชื่นชอบได้จาก Mac App Store

558000011561906

นอกจากนั้นในแอปฯ Photos ยังได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถจัดหมวดหมู่ภาพได้ง่ายขึ้นและสามารถแก้ไขหรือเพิ่ม Tag สถานที่ที่ถ่ายภาพได้ทั้งรูปเดียวหรือหลายรูป รวมถึงระบบตรวจจับใบหน้าเพื่อสร้าง Tag ก็ทำได้ฉลาดขึ้น

558000011561907

Split View ในไอแพดที่ติดตั้ง iOS 9 สามารถใช้คุณสมบัติแบ่งสองหน้าจอเพื่อเปิดใช้งานแอปฯ แบบ Multi tasking 2 แอปฯในเวลาเดียวกันได้ และใน OS X El Capitan ก็มาพร้อมคุณสมบัติดังกล่าวด้วยเช่นกัน

โดยแอปฯที่รองรับระบบ Split View (สามารถชมวิธีการเปิดใช้ได้จากวิดีโอด้านบน) ปัจจุบันยังมีไม่มากนัก โดยส่วนใหญ่จะเป็นแอปฯของแอปเปิลเอง ส่วนแอปฯจากผู้ผลิตรายอื่นคาดว่าต้องรออัปเดตในอนาคต

Mission Control ออกแบบใหม่ เพื่อการใช้งานที่สะดวก ง่ายและช่วยให้การสลับใช้งานแอปฯหลายตัวในหน้าจอเดียวกันทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะคุณจะมองเห็นหน้าต่างแอปฯที่เปิดใช้งานอยู่ทั้งหมด โดยไม่มีการทับซ้อนเหมือน Mission Control ตัวเก่า

558000011561908

Safari 9.0 จุดเด่นสุดของ Safari รุ่นใหม่นี้จะเน้นเรื่องการปรับปรุงระบบมัลติมีเดียให้ดีขึ้น เช่น AirPlay ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถแชร์เฉพาะวิดีโอไปแสดงผลแบบเต็มหน้าจอทีวีผ่าน Apple TV ได้

นอกจากนั้นสำหรับผู้ใช้ที่มีปัญหาเวลาชมคลิปวิดีโอหรือฟังเพลงจากหลายเว็บไซต์ด้วยการเปิดหลายแท็บพร้อมๆกัน แล้วเสียงเกิดซ้อนทับขึ้นมาเพราะวิดีโอหรือเพลงที่เปิดในแต่ละแท็บดันเล่นพร้อมกันพอดี ในสมัยก่อนผู้ใช้ต้องควานหาแท็บที่กำลังเล่นมีเดียไฟล์เหล่านั้นอยู่ ก่อนกดเข้าไปเพื่อค้นหามีเดียไฟล์ที่เล่นอยู่แล้วกดปิดเสียง แต่ใน Safari 9.0 แท็บที่มีการเล่นมีเดียไฟล์จะมีรูปลำโพงปรากฏขึ้น และผู้ใช้สามารถกดหยุดเสียงเหล่านั้นได้เพียงนำเมาส์ไปคลิกที่ไอคอนรูปลำโพงเท่านั้น

558000011561909

อีกทั้งสำหรับผู้ใช้ที่มีเว็บประจำต้องเข้าอ่านทุกเช้า ใน Safari ใหม่ยังสามารถปักหมุดหน้เว็บไซต์ที่ชื่นชอบไว้บริเวณแท็บได้ โดยวิธีการปักหมุดทำได้ง่ายเพียงแค่เข้าหน้าเว็บที่ต้องการปักหมุดจากนั้นกดเมนู Window เลือก Pin Tab

558000011561910

Mail ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น และในหน้า Inbox ระบบยังให้ผู้ใช้สามารถลบเมล์ได้ง่ายขึ้นด้วยการใช้นิ้วสองนิ้วปัดจากขวาไปซ้ายที่ Trackpad เท่านั้น

ส่วนเมื่อแสดงผลแอปฯ Mail เต็มหน้าจอ แล้วเลือกเมนูเขียนจดหมายใหม่ (New Message) หน้าต่างที่ปรากฏขึ้นจะสามารถซ่อนได้ ด้วยการนำเมาส์ไปคลิกบริเวณพื้นหลัง กรอบข้อความใหม่จะเลื่อนลงมาด้านล่างและเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงอีเมล์อื่นๆเพื่อคัดลอกข้อความหรือทำสิ่งอื่นๆได้ง่ายขึ้น (ชมสาธิตการใช้งานที่วิดีโอด้านบน)

558000011561911

Spotlight Search ใหม่ ในส่วนนี้ถูกปรับปรุงไปในทิศทางเดียวกับ iOS 9 กล่าวคือช่องค้นหาจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงค้นหาเฉพาะไฟล์หรือเอกสารบนเครื่องอีกแล้ว แต่ช่องค้นหาใหม่จะสามารถค้นหาข้อมูลทั้งจาก E-Mail เพลง Apple Music และอื่นๆ รวมถึงสามารถสั่งแปลงค่าเงินสกุลต่างๆ หรือคำนวณและแปลงค่าหน่วยวัดต่างๆได้ด้วย

558000011561912

เคอร์เซอร์เมาส์หายหาไม่เจอ เราช่วยได้ เป็นหนึ่งไอเดียวที่แอปเปิลคิดดีทำดีมาก เพราะเวลาเราใช้งาน OS X บนหน้าจอความละเอียดสูงหรือใช้งาน Mac หลายจอภาพ ปัญหาที่คนส่วนใหญ่พบก็คือหาเคอร์เซอร์เมาส์ไม่เจอ แต่ใน OS X El Capitan เพียงคุณสั่นเมาส์ไปมาสัก 2-3 ครั้งติดกัน เคอร์เซอร์เมาส์จะขยายใหญ่ขึ้นชั่วครู่เพื่อให้คุณสามารถมองเห็นเคอร์เซอร์ได้ชัดเจนขึ้น

และทั้งหมดคือการเปลี่ยนแปลงส่วนหลักที่เกิดขึ้นกับ OS X El Capitan ในส่วนการเปลี่ยนแปลงปลีกย่อยเล็กๆน้อยๆแต่น่าสนใจไม่แพ้ส่วนหลักจะอยู่ที่การเข้ามาของชุดคำสั่งกราฟิกตัวใหม่ในชื่อ “Metal” ที่ช่วยให้การประมวลผลกราฟิกเร็วขึ้นกว่าเดิม 50% และช่วยประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่าเดิมถึง 40% แต่ทั้งนี้อุปกรณ์ Mac ที่สามารถใช้งานชุดคำสั่ง Metal ได้ต้องเป็น Mac ที่ออกวางจำหน่ายในช่วงปี 2012 เป็นต้นไป

สุดท้ายสำหรับภาพรวม OS X El Capitan ก็ถือเป็นการเติมความสมบูรณ์ให้กับ OS X ยุคใหม่ที่แอปเปิลทำได้ดี ลงตัวและแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆสมบูรณ์มากขึ้น โดยเฉพาะการที่แอปเปิลพยายามหลอมหลวม OS X และ iOS บนสมาร์ทดีไวซ์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ตั้งแต่การมาของ iCloud และฟีเจอร์ Handoff ที่ระหว่างคุณใช้งานแอปฯบน iOS อยู่ก็สามารถเลือกทำงานต่อบน OS X ได้ทันที หรือแม้แต่ความสามารถในการเลือกรับสายสนทนาโทรศัพท์จากไอโฟน จาก Mac หรือ iPad เป็นต้น

ซึ่งใน OS X El Capitan เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นที่สมบูรณ์แบบและเสถียรมากขึ้น การมาของภาษาเขีบนโปรแกรม Swift 2 ที่แอปเปิลเลือกใช้เป็นภาษากลางในการเขียนโปรแกรมทั้งบน OS X, iOS และ WatchOS ก็เท่ากับว่า ในอนาคตทุกระบบปฏิบัติการของแอปเปิลจะเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น การสลับใช้งานระหว่างโอเอสจะเป็นไปอย่างไร้รอยต่อจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน อีกทั้งผู้ใช้งานแอปเปิลดีไวซ์ที่แตกต่างกันสามารถเลือกใช้งานข้ามระบบปฏิบัติการได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงด้านผู้พัฒนาแอปฯที่ในอนาคตการพัฒนาแอปฯครั้งเดียวคาดว่าจะสามารถรันบนแอปเปิลโอเอสได้ทั้งหมด

และที่สำคัญในอนาคต OS X จะกลายเป็นระบบปฏิบัติการที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะทุกฟังก์ชันการทำงานจะไม่แตกต่างกับ iOS เพียงแต่ว่าการทำงานบน Mac จะมีประสิทธิภาพมากกว่าเท่านั้นเอง

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

SHARE